ออกแบบเสื้อผ้า

Fashion design

Fashion design ชุดเอนกประสงค์

ชุดใส่ทำงานสไตล์นักกิฬา

Fashion design ชุดเอนกประสงค์

เสื้อผ้าแฟชั่น ออกแบบเสื้อผ้า

เสื้อผ้าวัยรุ่นสไตล์เกาหลี

Fashion design

Fashion design ชุดเอนกประสงค์

ออกแบบเสื้อผ้าชุดลำรอง

Fashion design ชุดแฟนซี

Fashion design ชุดราตรี

Fashion design

อ่านกระทู้ทั้งหมด ตั้งกระทู้ใหม่

ประโยชน์และวิธีการชงชาอูหลง

ประวัติของชาอูหลง
ชามีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ถ้านับย้อนหลังไปก็รวมระยะเวลา ได้กว่า 4,000 ปี กล่าวคือ เมื่อ 2737 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ชาได้ถูกพบโดยจรรดิพรรดิ นามว่า เสินหนง ซึ่งเป็นบัณฑิต และนักสมุนไพร เป็นคนรักความสะอาดมาก ดื่มเฉพาะน้ำต้มสุกเท่านั้น วันหนึ่งขณะที่เสินหนง กำลังพักผ่อนอยู่ที่ใต้ต้นชา และกำลังต้มน้ำดื่มอยู่นั้น ปรากฏว่าได้มีลมโบกกิ่งไม้เป็นเหตุให้ใบชาร่วงหล่นลงในน้ำซึ่งใกล้เดือดพอดี เมื่อเขาลองดื่ม ก็เกิดความรู้สึกกระปรี่กระเปร่าขึ้น

พอมาในช่วงศตวรรษที่ 3 ชาวบ้านได้รู้ถึงสรรพคุณด้านเป็นยา ในสมัยนั้น จะดื่มชาเป็นยา เป็นเครื่อง บำรุงกำลัง พอชาได้รับความนิยมมากขึ้น ชาวบ้านก็เริ่มหันมาปลูกชาและพัฒนาขั้นตอนการผลิตมาเรื่อยๆ ในช่วงศตวรรษที่ 4 และ 5 ความนิยมใบชาในประเทศจีนเพิ่ม ขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการปลูกชาตามแนวเทือกเขา บริเวณหุบเขาปม่น้ำแยงซีเกียง ชาจะผลิตในรูปของการอัดแผ่น คือ การนำใบชามานึ่งก่อน และะจากนั้นก็นำมากระ แทก จากนั้นนำไปผสมกับลูกพลัม ลักษณะที่ได้จะข้นๆเหนียวๆ จากนั้นนำไปเทลงบนแม่พิมพ์ และนำไปอบให้แห้ง ได้ชาออกมาเป็นแผ่น เมื่อนำมาเตรียมเป็นน้ำชา จะนำไปผิงไฟให้มันอ่อนตัว จนสามารถที่จะบดเป็นผงได้ จากนั้นก็นำไปผสมน้ำต้ม สมัยนั้น เริ่มมีการนำชาไปถวายเป็นของขวัญแด่ จักรพรรดิจีน

สมัยราชววศ์ถัง ถือเป็นยุดทองของชา(ค.ศ.618 - ค.ศ. 906) ชาไม่ได้ดื่มเพื่อเป็นยาบำรุงกำลังเพียงอย่างเดียว แต่มีการดื่มเป็นประจำทุกวัน เป็นเครื่องดื่มเพื่อ สุขภาพ ในสมัยนี้ขายังเป็นรูปแบบของการอัดเป็นแผ่นอยู่ แต่ในขั้นตอนการเตรียมชา ได้มีการเติมเกลือลงไป เพื่อให้ชามีรสชาติเข้มข้นขึ้น และมีการเต่งรสอื่นๆซึ่งส่วน ใหญ่จะเป็นเครื่องเทศ เช่น หัวหอมหวาน ขิง เปลือกส้ม กานพลู และสารแหน่ สมัยราชวงศ์ซ้อง(ค.ศ. 960 - ค.ศ.1279) ชาได้เติมเครื่องเทศแบบในสมัยถัง แต่จะเพิ่ม รสบางๆ เช่น น้ำมันจากดอกมะลิ ดอกบัว และดอกเบญจมาศ

มาถึงราชวงศ์หมิง(ค.ศ.1368 - 1644) ชาที่ปลูกในจีนทั้งหมดเป็นชาเขียว สมัยนั้นกระบวนการผลิตชาได้พัฒนาขึ้นไปอีก ไม่อัีดเป็นแผ่น แต่มีการรวมรวบใบชา นำมานึ่งและอบแห้ง ซึ่งจะเก็บได้ไม่ดีนัก สูญเสียกลิ่นง่าย และรสชาติไม่ดี ในช่วงศตวรรษที่ 17 มีการค้าขายกับชาวยุโรป แรกเริ่มเป็นชาเขียว เมื่อการค้าพัฒนาขึ้น อย่างต่อเนื่อง ก็มีการพัฒนาการบวนการผลิตเพื่อจะรักษาคุณภาพของใบชาให้นานขึ้น โดนได้คิดค้นกระบวนการที่เรียกว่าการหมัก เมื่อหมักแล้วก็จะนำไปอบ ซึ่งก็เป็น ที่มาของชาอูหลง และชาดำ ในประเทศจีนมีการแต่งกลิ่นด้วย โดยเฉพาะกลิ่นดอกไม้่ สมัยนั้นตลาดยุโรปต้องการมาก

ประวัติการปลูกชาในประเทศไทย
ในสมัยสุโขทัยช่วงมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีน พบว่าได้มีการดื่มชา แต่ก็ไม่้มีปรากฏหลักฐานว่าได้นำเข้ามาอย่างไร และเมื่อใด แต่จากจดหมายของท่าน ลาลูแบร์ ในสมัยพระนารายณ์มหาราช ได้กล่าวไว้่ว่า คนไทยได้รู้จักการดิ่มชาแล้ว โดยนิยมชงชาเพื่อรับแขก การดื่มชาของคนไทยในสมัยนั้น ดื่มแบบชาจีนใส่้น้ำตาล สำหรับการปลูกขาในประทศไทย แหล่งกำเนิดเดิมจะอยู่ทางภาคเหนือ ที่สำคัญได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน ลำปาง และตาก จากการสำรวจของ คณะทำงานโครงการหลวงวิจัยชา พบว่า แหล่งชาป่าที่บ้านไม้ฮุง กิ่งอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน บริเวณติดต่อชายแดนพม่า ต้นชาที่พบเป็นชาอัสสัม (Assam Tea) อายุหลายร้อยปี ชาวบ้านละแวกนั้นเรียกว่า ชาพันปี เข้าใจ ว่าต้นชาขนาด ใหญ่สามารถพบได้อีกตามบริเวณเทือกเขาสูงของจังหวัดแพร่และน่าน โดยสวนชา ส่วนใหญ่ทางภาคเหนื่อ จะเป็นสวนเก่าที่ได้จากการถางต้นไม่ชนิดอื่นออก เหลือไว้แต่ต้นชา ที่ชาวบ้านิยมเรียกกันว่า ต้นเมี่ยง จำนวน ต้น/ไร่ ต่ำ ประมาณ 50 - 200 ต้น/ไร่ ผลผลิตใบชาสดได้เ๊พียง 100 - 140 กิโลกรัม ชาวบ้านจะเก็บใบชาป่าด้วยมือ โดยการรูดใบทั้งกิ่ง แล้วนำมาผลิตเป็นเมี่ยง ปัจจุบันในช่วงที่ราคาเมี่ยงสูง ชาว บ้านจะนำมาผลิตเป็นเมี่ยง แต่เมื่อใบเมี่ยงราคาถูก ใบชาป่าจะถูกนำส่งให้กับโรงงานขนาดเล็ก ทำให้ชาจีนที่ได้มีคุณภาพต่ำ

การพัฒนาอุตาสาหกรรมชาของประเทศไทย เริ่มขึ้นอย่างจริงจัง เมื่อปี พ.ศ. 2480 โดยนายประสิทธิ์ และนายประธาน พุ่มชูศรี สองพี่น้องได้ตั้ง บริษัท ใบชาตราภูเขา จำกัด และสร้างโรงงานชาขนาดเล็ก ขึ้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัีดเชียงใหม่ โดยรับซื้อใบชาสดจากชาวบ้่านที่ทำเมี่ยงอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าพบปัญหา อุปสรรคหลายอย่าง เช่น ใบชาสดมีคุณภาพต่ำ ปริมาณไม่เพียงพอ ชาวบ้านขาดความรู้ึความชำนาญในการเก็บเกี่ยวยอดชา และการตัดแต่งกิ่งใบชา ส่วนที่อำเภอฝาง นั้น นายพร เกี่ยวการค้า ได้นำผู้เชี่ยวชาญทางด้านชา ชาวฮกเกี้ยนมาจากประเทศจีน เพื่อมาถ่ายทอดความรู้ให้กับคนไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2482 สองพี่น้องตระกูล พุ่มชูศรี ได้แก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ โดยการเริ่มปลูกชาเป็นของตัวเอง ใช้เมล็ดชาพื้นบ้านมาเพาะ สวนชาตั้งอยู่ที่แก่งพันเท้า อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ต่อมาขยายพื้นที่ปลูกมาที่ป้ายกืดและบ้า่นช้าง ต.สันมหาพน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2508 ได้มีการส่งเสริมการผลิตมากขึ้น โดยขอ สัมปทานทำสวนชา จากกรมป่าไม้ จำนวน 2,000 ไร่ ที่บ้านยางห้วยตาก อ.แม่่แตง จ.เชียงใหม่ ในนามของ บริษัท ชาระมื้งค์ และทำสวนชา ที่ ต.สันมหาพน อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ในนามของ บริษัทชาบุญประทาน จำกัด ชาที่ผลิตส่วนใหญ่เป็นชาฝรั่ง ต่อมาเอกชนเริ่มสนใจการผลิดมากขึ้น โดยในปี 2543 บริษัท ชาระมิงค์ ได้ขาย สัมปทานสวนชา ให้แก่บริษัทสยาม จากนั้นชาสยามได้ส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกไร่ในบริเวณใกล้เคียง ปลูกสวนชาแบบใหม่ และรับซื้อใบชาสด จากเกษตรกรที่ผลิต เป็นชาฝรั่ง ในนาม ชาลิปตัน มาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับภาครัฐนั้น การส่งเสริมและการพัฒนาอุตสาหกรรม เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2483 โดยปลัดกระทรวงเกษตร ( ม.ล. เพช สนิทวงศ์) อธิบดีกรมเกษตร (พระคุณช่วง เกษตรศิลปกร) และหัวหน้ากองพืชสวน(ม.จ.ลักษณากร เกษมสันต์) ได้เดินทางสำรวจแหล่งที่พอจะทำการเพาะปลูฏและปรับปรุงชา ที่ อ.แม่ฝาง จ.เชียงใหม่ ในที่สุด ได้เลือกบริเวณ โป่งน้ำร้อน เป็นที่ทดลองปลูกชา โดยตั้งเป็น สถานีทดลองพืชสวนฝาง มีนายพ่วง สุวรรณธาดา เป็นหัวหน้าสถานี ระยะแรกเมล็ดพันธุ์ฺที่นำมาปลูก ได้ ทำการเก็บมาจาก ท้องที่ตำบลม่อนบินและดอยขุนสวย ที่มีต้นชาขึ้นอยู่ ต่อมามีการนำชาพันธุ์ดีมาจากประเทศ อินเดีย ใต้หวัน และญี่ปุ่้น มาทำการทดลองปลูก เพื่อทำ การวิจัยแลเค้นคว้าต่อไป ในส่วนของกรมเกษตรที่สูง หลายแห่ง เช่น เกษตรที่สูงวาวี จ.เชียงราย และสถานีทดลองเกษตรที่สูงแม่จอน จ.เชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2518 ฝ่ายรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ได้เริ่มโครงการปลูกชา ในพื่นที่หมู่บ้านอพยพ 6 หมู่บ้าน คือ บ้านหนองอู แกน้อย แม่แอบ ถ้ำงอน ถ้ำเปรัียบหลวง และแม่สลอง โครงการ นี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไต้หวัน จัดส่งเมล็ดพันธุ์ชาลูกผสม มาให้ทำการทดลองปลูกพร้อมทั้งส่งผู้เชี่ยวชาญ มาถ่ายทอดเทคนิคการปลูกและการผลิตให้ด้วย ต่อมาอีก 3 ปี มีการสร้างแปลงสาธิตการปลกชา ที่บ้าน แม่สลอง หนองอุ และแกน้อย ในปี 2525 จึงมีการจัดตั้งสหกรณ์ใยชาแม่สลอง อ.แมจัน จ.เีชียงราย ทำให้ สมาชิกที่ปลูกใบชาได้รับความช่วยเหลือ และการแนะนำด้านต่างๆ

ในปี พ.ศ. 2525 กองบริการอุตสาหกรรมภาคเหนือ กรวส่งเสริมอุตสาหกรรม ร่วมกับศูนยเพิ่มผูล์ผลผลิตแห่งเอเชียได้จัดทุนดูงานด้านอุตสาหกรรมชา และผู้ ประ กอบการ ใบ ชาจำนวน 12 คน ณ. ประเทศไต้หวัน และศรีลังกา เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ต่อมาเดื่อนตุลาคม 2526 ศูนย์เพิ่มพูลผลผลิตแห่งเอเชีย ได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญด้าน ชาจีนมาจากประเทศไต้หวัน 2 คน คือ นายซูหยิง เลียน และนายจางเหลียนฟู มาให้คำแนะนำทางด้นการทำสวนชาและเทคนิคการผลิตชาจีน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ในเดือนมิถุนายน 2527 ศูนย์เพิ่มพูลผลผลิตแห่งเอเชีย ได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญสวนชาฝรั่ง มาจากประเทศศีรีลังกา คือ นายเจซี รามานา เคน มาให้คำแนะนำและสาธิต การผลิตชา เป็นเวลา 3 สัปดาห์ ต่อมาในปี 2530 กรมวิชาการเกษตรได้ขอผู้เชี่ยวชาญจาก F.A.O. มาสำรววจศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตอุตสาหกรรมชา ซึ่ง ทาง F.A.o. ได้ส่ง Dr.A.k.Arich ผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่ง เข้ามาศึกษาเป็นเวลา 1 เดือน และส่งนักวิชาการของกรมการเกษตรไปดูงานด้านการปลูก และการผลิตชาฝรั่ง ที่ประเทศอินเดีย การวิจัยในส่วนทีเกี่ยวข้องกับการปลูกและผลิตชา นอกจากกรมวิชาการเกษตร รับผิดชอบโดยตรงแล้ว ในส่วนของทบวงมหาวิทยาลัย ในปี 2520 งานเกษตรที่สูง ม.เกษตรศาตร์โดยอาจารย์ปวิณ ปณศรี ได้ขอผู่เชี่ยวชาญจากสถานีทดลองชาไต้หวัน เข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมชาใน ประเทศไทย เป็นเวลา 3 เดือน ในคณะเดียวกัน ทาง ม.เชียงใหม่ ก็ได้เริ่มงานสรีรวิทยาของชา ต่อมาในปี 2530 สาขาไม้ผลของสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ ได้รับงบสนับสนุนจากงบประมาณวิจัยโครงการหลวง ได้เริ่มวิจัยและพัฒนาชาขึ้น วัตถุประสงค์หลักเพื่อทำการคัดเลือก ปรับปรุงพันธ์ชาจีน ศึกษาวิธีขยายพันธุ์ ผลิต ต้นกล้าชาพันธุ์ดีและปรับปรุงกระบวนการผลิตชาให้กับศูนย์พัฒนา โครงการหลวงต่างๆ ซึ่งอีก 3 ปีต่อมา ได้มีการอนุมัติจัดตั้งสถานีวิจัยชาขึ้น ที่บ้านห้วยน้ำขุ่น อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ปัจจุบันทางสถานีได้ทำการผลิตชาจีนพันธุ์ห้วยน้ำขุ่น เบอร์ 3 (HK.NO3) ที่คัดเลือกจากแม่พันธุ์ชาจีนลูกผสม ของไต้หวัน เพื่อทำการแจกจ่าย ให้กับเกษตรกรในโครงการ และหน่วยงานทีสนใจ

ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ทำการส่งเสริมเกษตรกรปลูกชามาตั้งแต่ 2533 โดยจัดทำแปลงขยายพันธุ์ชาพันธุ์ดีที่ศูนย์ส่งเสริมการผลิต พันธุ์พืชสวน เชียงราย จัดทำแปลงส่งเสริมการปลูกชาพันธุึ์ดีเป็นสวนแก่เกษตรกร และส่งเสริมการปรับปรุงสวนชาวเขา โดยส่งเสริมให้เกษตรกร ตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย ดูแลรักษา และ ปลูกชาเสริมในสวนแปลงชาเก่า พร้อมทั้งฝึกอบรมให้ความรู้เรื่องการปลูกและผลิตชา แก่เกษตรกรผู้สนใจ จัดตั้งกลุ่มผู้ปลูกชา และประสานงานการตลาดระหว่าง เกษตรกรและพ่อค้าผู้รับซื้อด้วย

ที่เราจะทราบถึงวิธีการชงชา เรามาเรียนรู้ประวัติของกาชา และการชงชาาแบบต่างๆกัน ก่อนนะครับ

กำเนิดกาชา หรือปั้นชา
ในยุคแรกๆชาวจีนจะดื่มชาโดยใช้หม้อต้มและเทลงดื่มในชาม ต่อมา ประมาณต้นศตวรรษที่ 16 ได้มีการค้นพบกาชาขึ้นใกล้เมืองอี๋ซิง มณฑณเจียงซู โดยเด็กรัยใช้ คุณชายตะกูลอู๋ ที่กำลัง จะเดิน ทางไปสอบจอหงวน ไ้ด้แวะพักที่วัดจิน ซา ที่วัดนนี้มีเตาเผา เนื่อง จากพระจะปั้นภาชนะใช้่เอง วันหนึ่งหลังการเตรียมชงชาให้คุณชายท่ิองหนังสือเรียบร้อยแล้ว เด็กรับ ใช้ชื่อ กงชุน ได้หลบมาพักผ่อนและเห็นพระนั่งปั้นภาชนะดินอยู่ จึงเข้ามาร่วมวง ปั้นไปปั้นมา ปั้นเอาภาชนะทรงกลมมีฝาปิด ด้านบนเติมหูจับ ต่อพวยกา ออกมา กลายเป็นอุปกรณชงชาใบแรกของโลก และยังเป็นต้นแบบของภาชนะชงชาชุดเครื่องเงินของราชินีวิคตอเรีย แห่งอังกฤษอีกด้วย

กาน้ำชา - กากาแฟ แตกต่างกันตรงไหน
แตกต่างกันที่พวยกา กาแบบที่มีพวยยื่นออกมาจากก้นใช้ชงชา ทั้งนี้เพราะเมื่อใส่ใบชาลงไป ใบชาจะลอยอยู่เหนือผิวน้ำ เมื่อรินน้ำชา ก็จะไม่มีใบชาปนออก มา ส่วนกากาแฟจะทำพวยกาพุ่้งออกจากส่วนบนของกา เพราะผงกาแฟที่ชงจะจมสู่ก้นโดยเร็ว เวลารินกาแฟ ผงกาแฟที่นอนก้นอยู่จะไม่ไหลปนออกมา

วิธีชงชาแบบจีน
กง ฟู ฉา แปลว่า ชงชาด้วยฝีมือ(ที่มีความชำนาญ) เริ่มต้นที่เมื่อน้ำเดือดแล้ว ลวกปั้นชาที่เตรียมไว้ รวมทั้งถ้วยชา การลวกนี้ถือเป็นการเตรียมปั้นชา (เพื่อเวลา ที่ใช้ชงชาจริงๆ อุณหภูมิของน้ำจะไม่ลดลงมากเท่ากับการเทลงในภาชนะที่เย็นๆ) ตักใบชาลงในปั้นที่อุ่นไว้ใช้น้ำเดือดเทตามลงไปจนน้ำล้นออกมาจากปั้นชา ปิดฝาปั้น เทน้ำลงบนฝาด้วยเพื่อป้องกันกลิ่นหอมไม่ให้หนีออกจากปั้น แล้วเทน้ำที่ได้จากการชงครั้งแรกลงในถ้วยชาทุกใบแล้วเททิ้ง ขั้นตอนนี้คือการ "ปลุก" ใบ ชาให้ตื่นจากหลับ และล้างใบชาด้วย จากนั้นรินน้ำเดือดลงไปในปั้นอีกครั้ง ปิดฝาปั้น เทน้ำลงลนฝา แล้วจีงรินชาใส่ถ้วยทุกใบด้วยวิธีการรินวน คือรินถ้วยที่หนึ่ง ถึงสี่โดยไ่ม่ต้องรอถ้วยแรกเต็ม รินวนไปมาจนเต็มทั้งสี่ถ้วย อย่างนี้แล้วชาถ้วยที่หนึ่งถึงสี่จะมีรสชาติเสมอกัน

การชงชาให้ได้รสชาติดี มีข้อสำคัญ 4 ประการ
1. ปริมาณใบชา จะใช้ใบชาเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของใบชา เช่น ชาที่มีรูปร่างกลมแน่น กลมหลวม หรือเป็นเส้น ถ้าใช้ใบชาที่มีลักษณะกลมแน่น จะ ใช้ชาปริมาณ 25% ของกาชา ใบชาเมื่อแช่อยู่ในน้ำร้อน จะเริ่มคลี่ตัวออกมาทีละน้อย จนเป็นใบชัดเจน ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้การคลายตัวไม่สะดวก ซึ่งรสชาติ ที่ชงออกมาจะไม่ได้มาตรฐานของชานั้นๆ และการคลายตัวของใบชา เมื่อคลายตัวออกมาเต็มที่แล้ว ควรจะมีปริมาณประมาณ 90 % ของกาชา อย่างไรก็ตาม ขึ้น อยู่กับความชอบของแต่คนละด้วย ว่าต้องการรสชาติ เข้มข้นมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับคุณภาพของใบชาแต่ละชนิดด้วย

2. อุณหภูมิน้ำ น้ำที่ใช้ชงชาไม่จำเป็นต้องใช้น้ำเดือด 100 องศาเซลเซียส แต่ต้องดูว่า้เป็นชาประเภทใด เช่น

อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียสขึ้นไป เหมาะสำหรับชงชาแน่นกลม

อุณหภูมิ 80 - 90 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับชงชาที่ีมีีรูปร่างบอบบาง แตกหักง่าย หรือใบชาที่มีใบชาอ่้อนมาก

อุณหภูมิต่ำกว่า 80 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับชงชาเขียวทั่วๆไป

3. เวลา การจะใช้เวลานานหรือไม่นานนั้น จะบอกได้ว่า น้ำชาจะอ่อนหรือแก่ โดยปกติประเภทกลมแน่น จะใช้เวลาในครั้งแรกประมาณ 40 - 60 วินาที ครั้งต่อๆ ไป เพิ่มอีกครั้งละ 10 - 15 วินาที/ครั้ง

4. กาชา กาที่ใช้ควรเป็นชาดินเผา เพราะกาดินเผาจะเก็บความร้อนได้ดีกว่า และให้การตอบสนองที่ดีกว่าชาที่ทำจากวัสดุอื่น

การชงชาให้ได้รสดีนั้น ไม่ใช่ว่าจะขึ้นอยู่กับหลัก 4 ประการดเท่านั้น แต่จะต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ จนรู้ถึงจุดเด่นของชาแต่ละชนิด และเพราะความชอบ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบอ่อน นุ่มนวล บางคนชอบขม รสฝาด และหนักแน่น แตกต่างกันไปตามความเคยชิน เมื่อได้ดืมชามากขึ้น ก็จะทำให้รู้ซึ้งถึง ศิลปะการชงชามากขึ้น ใบชาเป็นพืชที่มีปรัะโยชน์มากมายต่อร่างกาย ดังนั้นการดื่มชาจะเป็นการทำให้สุขภาพร่างกายดี และมีสุขภาพใจที่ดี

การชงชาอูหลงแบบง่ายๆ แบบที่ 1
1. นำน้ำเดือดเทลงในกาชา เพื่อเป็นการอุ่นกาชา แล้วเทน้ำทิ้ง

2. ตักใบชาใส่ลงไปในกาชา ประมาณ 25% ของปริมาตรกา

3. เทน้ำร้อนลงในกา โดยเวลาเท ให้เทให้สูง เพื่อให้ใบชาสามารถคลายตัวได้ดี ปฏิกริยานี้เรียกว่าการ "จัมฟ์ปิ้ง" หลังจากนั้นเอาฝามาปิดไว้

4. ทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที แล้วรินดื่มได้ โดยนการชงครั้งถัดไป ให้เพิ่มเวลาในการชงชาประมาณ 15 วินาที (โดยประมาณ ตามความชอบส่วนตัว)

การชงชาอูหลงแบบง่ายๆ แบบที่ 2
1.ใส่ใบชาประมาณ 1/6 - 1/4 ของปริมาตรกา

2. รินน้ำเดือดลงในกาชาครึ่งหนึ่ง แล้วเททิ้งทันที (ไม่ควรเกิน 5 วินาที) เพื่อล้างและอุ่นใบชาใ้ห้ตื่นตัว

3. รินน้ำเดือดลงในกาชาจนเต็ม ปิดฝากา ทิ้งไว้ประมาณ 45 -60 วินาที

4. รินน้ำชาลงในแก้วดื่ม (ในการรินแต่ละครั้ง ต้องรินให้หมดกา มิฉะนั้นจะทำให้ใบชาที่เหลือ มีรสขม และฝาด ทำให้เสียรสชาติได้ ใบชาในการชง 1 กา สามรถ ชงได้ 4 - 6 ครั้ง หรือจนกว่ากลิ่นหอมจะจางหายไป และในการชงแต่ละครั้ง ให้เพิ่มเวลาในการชง 10 - 15 วินาที

การชงชาอูหลงแบบง่ายๆ แบบที่ 3
1. นำใบชาใส่แก้วน้ำชา แล้วรินน้ำเดือดใส่ แล้วเททิ้งทันที

2. เทน้ำใส่ในแก้วจนเต็ม แล้วทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที หรือจนกว่าน้ำในแก้วจะเป็นสีเหลืองทอง

3.นำมาดื่มได้เลยครั้บ ในการชงแบบนี้ มีข้อเสียตรงที่ เวลาดื่ม อาจจถะมีกากชามากทำให้เกิดความไม่สะดวกในเ้วลาดื่ม และ อาจจะไม่ได้รสชาติของชาเต็ม ที่มากนัก แต่มีข้อดีตรงที่ มีแก้วใบเดียว มีน้ำร้อน อยู่ตรงไหนเราก็ดื่มได้ครับ ประมาณว่า ใช้แก้ขัดได้

ประโยชน์ของการดื่มชา
ประโยชน์ของขาอูหลงในด้านด้านป้องกันมะเร็ง

ชามีสารสำคัญมากมาย ทำหน้าที่เป็น แอนติออกซิเแดนท์ คือ Flavanoid, Polyphenol catechin, Vitamin C, Vitamin E, Saponia, Magesia, Selenium ในที่นี้ขอเน้นสารตัวหนึ่งที่มี ปริมาณมาก ทำหน้าที่เป็นสารป้องกันมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คือ Epigallo- -catechin Gallate (EGCG) ป้ิองกันการเกิดมะเร็ง สารตัวนี้มีฤทธิ์ในการยับยั่งมะเร็งมากกว่า วิตามิน ซี ถึง 2 เท่าและสามารถยับยั้งการสร้างสารไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อนมะเร็งรุนแรง นอกจากนี้ตามรายงานของกองการป้องกันโรค และโกงโภชนาการ ในกรมการแพทย์ของประเทศจีน รายงานว่า ชาอูหลงสามารถยับยั้งสาร MNNG ที่ทำให ้เกิดมะเร็ง ในกระเพาะอาหารและลำไส้ อีกทั้งสาร DEAN ที่ทำให้เกิดมะเร็งในปอดได้

ประโยชน์ของชาอูหลงในด้านการลดคลอเรสเตอรอล

สาร Polyphenol cathechin ในใบชาสามารถลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด และลดระดับคลอเรสเตอรอล โดยสารตัวนี้่เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะไปทำให้ไขมันแตกตัว อีกทั้งช่วยระงับการเพิ่มปริมาณของไขมัน และคลอเรสเตอรอลอย่างได้ผล สามารถสังเกตุได้ง่ายๆ เมื่อเรารับประทานอาหารคาว แล้วดื่มชาตาม จะไห้ความรู้สึกว่า ความมันหายไป

ประโยชน์ของชาอูหลงด้านการป้องกันโรคหัวใจ

ใบชามีสาร Theobromin ช่วยเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ โดยสามารถลดปริมาณไขมันที่ไปเกาะตามผนังของเส้นเลือด ที่ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดสู้หัวใจ และทำให้เส้นเลือดฝอยมีความยืดหยุ่น ไม่เปราะ และไม่แตกหักง่าย ลดความเหนียวและชลอการจับตัวของเลือด เป็นการเพิ่มความคล่องตัวในการไหลของเลือดดีขึ้น

ประโยชนของชาอูหลง์ด้านอื่นๆ

1. ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีกลิ่นหอม ช่วยกระตุ้นใ้ห้เกิดความสดชื่นยามบ่าย ชามาสมารถช่วยกระตุ้นระบบประสาททำให้ สมองแจ่มใส และร่างการทำงาน ได้ิ อย่าง มีประสิทธิภาพ

2. ชาช่วยแก้กระหายและช่วยย่อยอาหาร ในช่วงอากาศร้่อน การดื่มชาทำให้รู่สึกสดชื่นขึ้น

3. ชามีสารฟลูโอไรต์จากธรรมชาติ ช่วยให้ฟันแข็งแรงมากขึ้น ช่วยลดกลิ่นปาก และการหมักหมมของเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก

4. ชามีสรรพคุณเป็นสารต่อต้านแบคทีเรีย และการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื่อแบคทีเรีย และยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคบางชนิด

ช่วยลดการอักเสบ ช่วยสมานแผล และต่อต้านโรคบิด โรคอหิวาต์ ปอดบวม ฝี และหนอง

5. ชาช่วยชำระสารพิษในร่างกาย

6. ชาช่วยในการขับปัสสาวะ และขยายหลอดลม ลดอาการหอบหืด

7. ชาช่วยระงับและรักษาอาการท้องเสียได้อย่างดี เนื่องจากชามีสารฝาด ที่ละลายออกจากใบชาแก้ม้องเสียได้

8. ชาช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจให้แข็งแรง ชามีสรรคุณที่ทำปฏิกริยาลดไขมันและน้ำมัน

9. สาร Glycosides ในใบชา ช่วยป้องกันการเพิ่มระดับของน้ำตาลในเลือด นั่นคือ ชาสามรถป้องกันโรคเบาหวานได้นั่นเอง

10. ชามีสารที่มีฤทธิ์จำกัดปฎิกริยาของเชื้อไวรัส รวมไปถึงไข้หวัดใหญ่ เชื้องูสวัด โปลิโอ หรือแม้แต่ปฏิกริยาบางส่วนของเชื้อ HIV โดยการแทรก แซง

แล ะ ป้อง กันไม่ให้เชื่อ HIV เข้าไปเกาะติดกับเซลล์เนื้อเยื่อที่มีสุขภาพดี

11. ชาช่วยกระตุ้นการทำงานของระะบบภูมิคุ้่มกัน กระตุ้นการทำงานของร่างกายในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียแปลกปลอม

12.ชาช่วยชะลอความแก่ โดยการกำจัดสภาวะเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระให้แก่เซลล์เนื้อเยื่อ

13. เป็นยาบำรุงโดยไม่มีผลรบกวนการทำงานของระบบประสาท หรือทำให้นอนไม่หลับ

14. ช่วยรักษาสมดุลของของเหลวภายในร่างกาย

วิธีเก็บรักษาใบชา
วิธีเก็บรักษาใบชา ควรเก็บในที่แห้ง ณ อุณหภูมิห้อง ในภาชนะที่ปิด สนิท และปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

1.บรรจุซองฟอยด์ ให้รีดลมออกให้หมด เพื่อมิให้กลิ่นกระจายหาย และ คงให้ใบชาสดใหม่อยู่เสมอ

2.บรรจุภาชนะอื่น ภาชนะนั้นต้องทึบแสง เช่น กระป๋องไม้ หรือกระป๋อง อลูมิเนียม หลีกเลี่ยงการเก็บใบชาไว้ในภาชนะที่แสงสามารถลอดผ่านได้ เนื่องจากมีผลเสียต่อใบชา

3.ภาชนะนั้นๆต้องปราศจากกลิ่นแปลกปลอมใดๆ เนื่องจากใบชามีคุณ สมบัติดูดกลิ่นอย่างดี ดังนั้นควรทำความสะอาดภาชนะนั้นด้วยน้ำสะอาด หลายๆครั้ง จนแน่ใจว่าสะอาดที่สุดแล้ว

4.ไม่ควรวางไว้ใกล้สถานที่ที่มีกลิ่นความรุนแรง หรือกลิ่นแปลกปลอม ต่างๆ

ข้อมูลจาก Janya Tea
From : Fortune Stars  
Email : IP : 182.232.1.xxx

ลบ



ข้อความ
ผู้ Post
PicPost รูปไม่เกิน 100 Kb(jpg เท่านั้น)
   
พิมพ์รหัส รหัสที่ต้องนำไปพิมพ์กรอก รูปกุญแจ กรอกรหัสตามที่เห็นด้วยครับ