Fashion design ชุดเอนกประสงค์

ออกแบบเสื้อผ้า

เสื้อผ้าแฟชั่น ออกแบบเสื้อผ้า

Fashion design

Fashion design ชุดราตรี

ออกแบบเสื้อผ้าชุดลำรอง

Fashion design

Fashion design

Fashion design ชุดเอนกประสงค์

เสื้อผ้าวัยรุ่นสไตล์เกาหลี

Fashion design ชุดแฟนซี

Fashion design ชุดเอนกประสงค์

ชุดใส่ทำงานสไตล์นักกิฬา

อ่านกระทู้ทั้งหมด ตั้งกระทู้ใหม่

ฌาณ

ฌาณ

ฌานแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

1. อารัมมณูปนิชฌาน การเพ่งอารมณ์ ได้แก่ สมาบัติ 8 คือ รูปฌาน 4 และอรูปฌาน 4

2. ลักขณูปนิชฌาน การเพ่งลักษณะ ได้แก่ วิปัสสนา มรรค ผล

1. วิปัสสนา ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะพินิจสังขารโดยไตรลักษณ์

2. มรรค ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะยังกิจแห่งวิปัสสนานั้นให้สำเร็จ

3. ผล ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเพ่งนิพพาน อันมีลักษณะเป็น สุญญตะ อนิมิตตะ และอัปปณิหิตะ อย่างหนึ่ง และเพราะเห็นลักษณะอันเป็นสัจจภาวะของนิพพาน อย่างหนึ่ง

แต่โดยทั่วไป เมื่อกล่าวถึงประเภทของฌาน มักแบ่งฌานออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ

1. รูปฌาน 4 ฌานมีรูปธรรมเป็นอารมณ์ ฌานที่เป็นรูปาวจร

2. อรูปฌาน 4 ฌานมีอรูปธรรมเป็นอารมณ์ ฌานที่เป็นอรูปาวจร

เมื่อกล่าวสั้นๆ ว่า " ฌาน 4" จะหมายถึง รูปฌาน 4 และเมื่อกล่าวสั้นๆ ว่า "ฌาน 8" จะหมายถึง รูปฌาน 4 กับ อรูปฌาน 4

สิ่งที่ใช้เป็นอารมณ์ในการเพ่งจนได้ฌาน ได้มีการรวบรวมไว้เป็น กรรมฐาน 40 สิ่งที่ขวางกั้นจิต ไม่ให้เกิดฌาน คือ นิวรณ์ 5



สมาบัติ เป็นภาวะสงบประณีตซึ่งพึ่งเข้าถึง มีหลายอย่าง เช่น ฌานสมาบัติ ผลสมาบัติ เป็นต้น สมาบัติที่กล่าวถึงบ่อยคือ ฌานสมาบัติ กล่าวคือ สมาบัติ 8 อันได้แก่ ฌาน 8 (รูปฌาน 4 กับ อรูปฌาน 4)

ในบางกรณี รูปฌาน 4 อาจถูกจำแนกใหม่ในรูปแบบของ ปัญจมฌาน เป็นการจำแนกตามแบบพระอภิธรรม เรียกว่า ปัญจกนัย การจำแนกตามแบบพระสูตร เรียกว่า จตุกนัย ที่ต้องจำแนกเป็นปัญจมฌาน เนื่องจากฌานลาภี(ผู้ได้ฌาน)มี 2 ประเภท คือ ติกขบุคคล (ผู้รู้เร็ว) และ มันทบุคคล (ผู้รู้ช้า)

อนุปุพพวิหารสมาบัติ 9 หมายถึง สมาบัติ 8 กับ นิโรธสมาบัติ

From : นพวาท  
Email : IP : 110.49.224.xxx
ลบ
ความคิดเห็นที่ 1 From : นพวาท
สอนใจอยู่ตลอดเวลาว่า ไม่มีอะไรแน่นอน เวลาได้มาก็อย่าไปดีใจ

เวลาได้มาก็สะกิดใจหน่อยว่ามันมาเพื่อไป ไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด

เราก็ไม่ได้อยู่ไปตลอด เรามาอยู่ชั่วคราว เดี๋ยวเราก็ไป จึงไม่ควรสะสมมากเกินความจำเป็น

เอาเท่าที่จำเป็น มีมากก็หนักไปเปล่าๆ เหมือนรถยนต์ที่เติมน้ำมันแค่เต็มถังก็พอ

ไม่ต้องเอาใส่ถังถึง ๑๐ ถัง ไปข้างหน้าก็มีที่เติมอีก.....

สำหรับร่างกายนี้เอาเท่าที่จำเป็นก็พอ อาจจะอดอยากขาดแคลนบ้าง ก็ถือเป็นคติธรรมดา

มีมากมีน้อยถึงเวลาที่ร่างกายจะหยุดทำงานมันก็หยุด มีอาหารมีปัจจัย ๔ พร้อมบริบูรณ์ก็ตายได้

อดอยากขาดแคลนก็ตายเหมือนกัน จึงไม่ต้องวิตกกังวลกับเรื่องปัจจัย ๔ มากเกินกว่าเหตุ..........



ถ้าใจไม่ดีเสียอย่างแล้ว ใจทุกข์เสียอย่างแล้ว ต่อให้มีความสุขอย่างอื่นมากน้อยเพียงไร ก็จะถูกความทุกข์ใจกลบหมด

ความสุขความทุกข์ของใจนี้ มีอิทธิพลมากกว่า ความสุขความทุกข์ของสิ่งอื่นๆ......



สิ่งที่ทำให้ใจสุขหรือทุกข์ก็คือกิเลสกับธรรมนี้เอง ถ้ามีธรรมก็จะทำให้ใจสุข ถ้ามีกิเลสก็จะทำให้ใจทุกข์

กิเลสก็คือความหลง ที่หลงไปหาความสุขภายนอกใจ ความสุขจากลาภยศสรรเสริญ จากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

จากขันธ์ ๕ จากรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ ที่ทำให้ใจทุกข์ เพราะต้องคอยรักษาสถานภาพที่เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ………



เวลาสัมผัสอะไรรับรู้อะไร เราจะดูที่ตัวใจนี้เป็นหลัก ว่ามีปฏิกิริยาอย่างไร

เห็นแล้วดีใจเสียใจ ทุกข์กังวลใจหรือเปล่า หรือเฉยๆ……..



พยายามพิจารณาให้รู้ไตรลักษณ์ให้มาก พอรู้มากเข้าก็รู้ว่าทุกอย่างไม่มีความหมายเลย

สิ่งที่เราไปชอบไปยินดีมันเหมือนยาเสพติด ต้องมีไว้เสพ พอมีแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้เราดีกว่าเดิม

สู้คนที่ไม่ติดยาไม่ได้ เวลาไม่มีเสพก็ไม่เดือดร้อน ถ้าติดแล้วไม่ได้เสพจะเดือดร้อนจะทุกข์

ก็เลยตัดไปหมดรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ ไม่ไปเที่ยวหาความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย……..



ที่พูดเรื่องทานนี้ก็หมายความว่า ต้องเก็บสิ่งที่จำเป็นไว้ ถ้ามีเหลือเกินความจำเป็นก็เอาไปทำทานเสีย

แต่อย่าทำเพื่อสวรรค์ ทำเพื่อปลดเปลื้องความผูกพันในวัตถุข้าวของเงินทอง

ไม่พึ่งพาอาศัยเงินทองให้ความสุขกับเรา มีไว้สำหรับดูแลอัตภาพร่างกายเพื่อปฏิบัติธรรม............



หน้าที่หลักของเราก็คือการปฏิบัติธรรม เจริญสติ ตื่นขึ้นมาก็ให้เจริญสติจนถึงเวลาหลับ

คอยดึงใจไว้ ผูกใจไว้ให้อยู่กับกรรมฐาน อยู่กับกายก็ได้ อยู่กับอานาปานสติก็ได้ อยู่กับพุทโธก็ได้

อยู่กับอาการ ๓๒ ก็ได้ อยู่กับไตรลักษณ์ก็ได้ แล้วแต่จะถนัด


1
กัณฑ์ที่ ๒๒๖ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๘
ภาวนา
ภาวนาคือการชำระการปฏิบัติจิตใจ ส่วนใหญ่เราจะดูแลแต่กายกับวาจา ซึ่งเป็นเรื่องของศีล คือการดูแลรักษากายกับวาจาให้เป็นปกติ แต่การกระทำของใจต้องอาศัยการบำเพ็ญภาวนา เป็นเครื่องควบคุมดูแลบังคับ ถ้าไม่มีการภาวนาแล้ว จะไม่สามารถควบคุมบังคับจิตใจได้เลย จิตใจก็เป็นเหมือนลิงตัวหนึ่ง เราก็รู้ว่าลิงมันเป็นอย่างไร จะให้นั่งอยู่เฉยๆ มันจะไม่ยอมอย่างแน่นอน แต่ถ้าใช้เชือกผูกมันไว้กับเสาสักต้นหนึ่ง มันก็จะไปเพ่นพ่านไม่ได้ ในเบื้องต้นมันก็จะดิ้นจะสู้ ถ้าเชือกไม่แข็งแรงพอ มันกระตุกแรงๆเชือกก็ขาดได้ มันก็ไปเพ่นพ่านได้ จิตของเราก็เหมือนกับลิง ถ้าไม่ได้บำเพ็ญภาวนา ก็จะคิดไปเรื่อยเปื่อย ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนหลับไป จะคิดไปเรื่อยๆ มีเรื่องอะไรมาให้คิดก็คิดไป คิดไปๆ ก็เกิดอารมณ์ต่างๆตามมา มีสุขบ้างทุกข์บ้าง เวลาสุขก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่เวลาทุกข์มันแสนทรมานใจ แล้วก็ไม่รู้จักวิธีหยุดมันด้วย
แต่ถ้าได้บำเพ็ญจิตตภาวนาจนประสบความสำเร็จ ก็จะสามารถควบคุมบังคับอารมณ์ต่างๆได้ ถ้ายังไม่สำเร็จ ก็ต้องพยายามทำต่อไป เพราะไม่มีอะไรที่จะให้คุณให้ประโยชน์ เท่ากับการบำเพ็ญจิตตภาวนา เวลาภาวนาเป็นแล้ว จะควบคุมจิตใจได้ ควบคุมอารมณ์ได้ อารมณ์นี่แหละเป็นตัวสร้างความทุกข์ทรมานให้กับเรามากที่สุดก็ว่าได้ ถ้าควบคุมอารมณ์ได้แล้ว ก็จะสามารถกำจัดความทุกข์ได้ ก็จะไม่มีอะไรมารบกวนจิตใจอีกต่อไป การบำเพ็ญจิตตภาวนาจึงเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่งของผู้ที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์และได้มาเจอพระพุทธศาสนา เพราะเป็นสองส่วนที่ตอบรับกันได้ดี เกิดมาเป็นมนุษย์แต่ไม่มีพระพุทธศาสนา ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มาก เพราะไม่มีผู้คอยชี้แนะแนวบอกทางเดิน บอกทางปฏิบัติ ต้องเป็นคนที่ฉลาดจริงๆ ที่จะสามารถค้นคว้าหาได้ด้วยตนเอง เช่นพระพุทธเจ้าเป็นต้น
พระพุทธเจ้าทรงประสูติในสมัยที่ไม่มีพระพุทธศาสนา จึงต้องค้นคว้าศึกษาปฏิบัติด้วยตนเอง จนได้พบทางอันประเสริฐ ทางที่ทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ที่เกิดจากความดิ้นรนของจิตใจ ที่เรียกว่าตัณหา คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ที่ผลักดันสัตว์โลกให้ไปเกิดแบบไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติ จนเห็นเหตุของทุกข์แล้วว่าคือตัณหา เห็นเหตุของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย คือตัณหาทั้ง ๓ แล้ว ก็ทรงบำเพ็ญจิตตภาวนา นั่งอยู่ที่โคนต้นโพธิ์ในวันเพ็ญเดือน ๖ บำเพ็ญสมถภาวนา ในเบื้องต้นทำจิตใจให้สงบ เมื่อสงบแล้วก็พิจารณาดูสภาวธรรมต่างๆ ที่จิตใจเข้าไปเกี่ยวข้อง จนเห็นว่าเป็นไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ว่าจะเป็น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ต่าง ที่มาสัมผัสกับใจ ล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น ถ้าไปยึดไปติด ไปยินดี ล้วนเป็นอนิจจังทั้งสิ้น มีการเกิดดับเกิดดับเป็นธรรมดา ล้วนเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน ไม่สามารถบังคับให้เป็นไปตามความต้องการได้
มีทางเดียวเท่านั้นคือ ต้องรู้ทันแล้วก็ปล่อยวาง จะเป็นอย่างไรก็เพียงแต่รู้ไว้ รู้ด้วยสติ กำหนดรู้เท่านั้น สิ่งต่างๆก็จะระงับดับไปเอง การที่เราไม่รู้ จึงทำให้เราพยายามไปปรุงไปแต่งไปแก้ ยิ่งไปปรุงไปแต่งไปแก้ ก็ยิ่งทำงานหนักขึ้น ยิ่งสร้างความทุกข์ให้มีมากขึ้น เมื่อรู้หลักธรรมความจริงแล้วว่า เป็นอย่างไร ก็ยอมรับความจริง ปล่อยไปตามความเป็นจริง ก็จะไม่สร้างความทุกข์ให้กับเรา จะดีจะชั่วจะสุขจะทุกข์อย่างไร ก็ปล่อยให้เป็นไปตามเรื่องของเขา
2
เพราะเขาเป็นธรรมชาติ เหมือนกับมืดกับแจ้ง เขาเป็นของเขาอยู่อย่างนั้น จะบังคับให้เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เพราะถ้าไปบังคับแล้ว ก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา เพราะไม่สามารถทำไปตามความต้องการของเราได้
นี่คือหลักของวิปัสสนา การทำความเข้าใจกับสภาวธรรมทั้งหลาย ที่จิตใจไปเกี่ยวข้องด้วย เช่นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ที่เราต้องสัมผัสอยู่เสมอ ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ถ้ามีสติมีปัญญาคอยเฝ้าดูปฏิกิริยาของจิตใจ ว่ามีอะไรกับเขาหรือไม่ ถ้าไปยินดีก็ผิด ถ้าไปยินร้ายก็ผิด เพราะเมื่อเกิดความยินดีก็เกิดความผูกพัน อยากจะให้อยู่กับเราไปนานๆ แต่เขาอยู่ไม่นาน อยู่แค่ประเดี๋ยวประด๋าว แล้วเดี๋ยวก็จากไป เดี๋ยวก็มาใหม่ อีก เช่นเดียวกับสิ่งที่เราไม่ชอบ มีความยินร้ายกับเขา เดี๋ยวเขาก็ไป เดี๋ยวเขาก็มาอีก ถ้าอยากให้ไป ขณะที่เขายังไม่ได้ไป ก็จะวุ่นวายใจ เป็นความทุกข์ ถ้าเพียงสักแต่ว่ารู้ รู้ว่าเขาเป็นอย่างนี้แหละ ดีก็รู้ว่าดี ไม่ดีก็รู้ว่าไม่ดี ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยว ให้รู้ด้วยปัญญา รู้ทันว่าเขาเป็นอย่างนั้น แล้วอย่าไปอยาก เพราะความอยากคือตัณหา อย่าไปอยากให้เขาเป็นอย่างอื่น เพราะเมื่ออยากแล้วไม่ได้เป็นไปตามความอยาก ก็จะทุกข์ ถ้ายอมรับสภาพว่าเขาเป็นอย่างนี้แหละ รู้ทันแล้วก็ปล่อยวาง ไม่ได้ไปหวังอะไร ก็จะไม่เป็นทุกข์ นี่คือการบำเพ็ญจิตตภาวนาด้วยวิปัสสนา
แต่ก่อนจะพิจารณาให้จิตใจเป็นกลางได้ ปล่อยวางได้ ต้องอาศัยการบำเพ็ญสมถภาวนาก่อน เรื่องธรรมะนี้ เราก็ได้ยินได้ฟังมาตลอด เราก็รู้ว่าไม่ควรไปอยากกับสิ่งต่างๆ แต่ใจยังไม่เคยเข้าสู่ความสงบ สู่ความเป็นอุเบกขา เป็นเอกัคตารมณ์ รวมลงเป็นหนึ่ง จึงหยุดใจไม่ได้ พอเห็นอะไรปั๊บก็จะเกิดปฏิกิริยาขึ้นมาทันที เห็นอะไรที่ชอบก็เกิดความยินดีอยากได้ทันที เห็นอะไรที่ไม่ชอบก็อยากจะวิ่งหนีทันที เป็นธรรมชาติของจิตที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝนอบรม ในเบื้องต้นจึงต้องพยายามทำจิตให้รวมลงเป็นสมาธิให้ได้เสียก่อน ให้เป็นเอกัคตารมณ์ จิตรวมลงเป็นหนึ่ง เหลือสักแต่ว่ารู้เท่านั้น การทำจิตให้รวมลงเป็นหนึ่งได้ ก็ต้องอาศัยสติเป็นเครื่องมือ สติจะคอยประคับประคอง คอยดึงจิตไม่ให้ไปเพ่นพ่าน ไปตามความคิดต่างๆ ถ้าจิตเป็นลิง สติก็เป็นเชือก ส่วนกรรมฐานคืออารมณ์ที่ใช้ภาวนา ก็เป็นต้นไม้ เป็นเสาต้นใหญ่ๆ
ถ้าจะใช้การบริกรรมพุทโธๆ ๆ ก็ต้องมีสติระลึกรู้อยู่กับการบริกรรมพุทโธ ไม่ปล่อยให้จิตเล็ดลอดไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ถ้ามีการกระทำทั้ง ๒ อย่าง จิตก็จะไม่รวมลงเป็นหนึ่ง จะไม่สงบ แต่ถ้ามีสติรู้อยู่เสมอว่า ขณะนี้กำลังบริกรรมพุทโธๆๆอยู่หรือไม่ ถ้าไม่มีสติจะไม่รู้จะเผลอ จะพุทโธๆๆไปแล้วก็คิดไปด้วย จะมารู้สึกตัวอีกทีก็เอ๊ะ! ไม่ได้อยู่กับพุทโธๆๆแล้ว มัวคิดแต่เรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่ แต่ถ้ามีสติอยู่จะรู้อยู่ทุกขณะเลยว่า กำลังบริกรรมพุทโธๆๆอยู่หรือไม่ สิ่งที่สำคัญในเบื้องต้น ที่ต้องฝึกต้องสร้างให้มีขึ้นมาให้ได้ ก็คือการมีสติ การระลึกรู้ รู้อยู่กับปัจจุบัน รู้อยู่กับการกระทำของกายวาจาใจ การฝึกสติสามารถทำได้ในทุกอิริยาบถ เดิน ยืน นั่ง นอน อยู่ที่ไหนเวลาใดก็สามารถทำได้ แต่ในเบื้องต้นควรหาสถานที่ที่สงบสงัดวิเวก ที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับบุคคลต่างๆ เรื่องราวต่างๆ การฝึกสติจะง่ายกว่า เพราะจะไม่มีอะไรมาดึงจิตให้ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพราะจะทำให้เผลอสติไป จิตจะไม่อยู่กับปัจจุบัน
ถ้าสามารถหาสถานที่สงบสงัดวิเวก ตามวัดป่าวัดเขาได้ หรือสถานที่ที่สามารถอยู่ตามลำพังได้ มีความสงบสงัดวิเวก ก็จะช่วยการเจริญสติได้มาก เพราะจะได้ตั้งสติตั้งแต่ตื่นขึ้นมาเลย เวลาตื่นขึ้นมาสิ่งแรกที่ทำคือลืมตาขึ้นมา แล้วก็ดูว่าตอนนี้เวลาเท่าไร อยู่ที่ไหน ก็ควรตั้งสติเลยตั้งแต่ตอนนั้น กำลังจะลุกขึ้น ก็รู้ว่ากำลังจะลุกขึ้น เมื่อลุกขึ้นก็รู้ว่าได้ลุกขึ้นแล้ว ดูการเคลื่อนไหวของร่างกายทุกๆขณะ อย่าให้คลาดไปจากสายตาของสติ ที่เปรียบเหมือนผู้คุม
3
นักโทษ ส่วนร่างกายก็เปรียบเหมือนนักโทษ ร่างกายจะไปไหนสติจะต้องติดตามไปด้วย อย่าไปคิดเรื่องราวต่างๆที่ไกลตัว ยกเว้นเวลามีความจำเป็นที่จะต้องคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ เช่นวันนี้จะต้องไปทำอะไร ก็หยุดเคลื่อนไหวก่อน อย่าเพิ่งไปทำอะไร นั่งคิดหรือยืนคิดให้พอก่อน เมื่อคิดวางแผนเสร็จเรียบร้อยแล้ว รู้แล้วว่าวันนี้จะต้องไปทำอะไรบ้างก็หยุดคิด แล้วหันมาดูการเคลื่อนไหวของร่างกายต่อไป จะอาบน้ำ แต่งตัว จะทำอะไร ก็ให้มีสติอยู่กับการกระทำนั้นๆ จะรับประทานอาหาร ดื่มน้ำ ขับรถไปทำงาน เดินไปทำงาน ขณะที่ทำงานอยู่ หรือทำอะไรอยู่ก็ตาม ให้มีสติอยู่กับการกระทำนั้นๆไปตลอด
นี่คือการฝึกจิตให้มีสติ ให้รู้อยู่ในปัจจุบัน ที่นี่เดี๋ยวนี้ อย่าส่งจิตไปคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว เช่นเมื่อสักครู่นี้ไปไหนมา ไปคุยกับใคร คุยเรื่องอะไร ถ้าไม่จำเป็นจริงๆก็อย่าไปคิด ถ้าจำเป็นก็ให้มีสติอยู่กับความคิดนั้น ให้รู้ว่ากำลังคิดเรื่องนั้นอยู่ อย่าไปทำ ๒ อย่างพร้อมๆกัน เช่นทำงานไป แล้วก็คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ควบคู่ไปด้วย สิ่งที่ต้องการทำก็คือฝึกจิตให้เป็นหนึ่งนั่นเอง เวลาทำอะไรก็ให้อยู่กับงานนั้นงานเดียว ถ้าฝึกอย่างนี้ไปเรื่อยๆแล้ว เมื่อถึงเวลานั่งทำสมถภาวนา จิตก็จะไม่ค่อยเพ่นพ่านไปที่อื่น เพราะมีสติคอยคุมอยู่ กำหนดให้อยู่กับพุทโธๆๆก็จะอยู่ ถ้าอยากจะสวดมนต์ในเบื้องต้นก่อน ก็สวดไป ให้มีสติอยู่กับการสวด เพราะบางทีจิตยังมีความฟุ้งซ่านอยู่ นั่งเฉยๆกำหนดพุทโธๆๆอย่างเดียวจะรู้สึกว่ายาก ก็ลองสวดมนต์ไปพลางๆก่อน สวดไปภายในใจก็ได้ถ้าอยู่คนเดียว ไม่ต้องออกเสียง นั่งขัดสมาธิไป แล้วก็สวดมนต์ไป จะสวดมากสวดน้อยก็สวดไป
ถ้าจิตเกาะอยู่กับการสวดมนต์ ไม่ไปคิดเรื่องราวต่างๆได้สักระยะหนึ่งแล้ว จิตจะรู้สึกสบาย จะเริ่มสงบ ถึงตอนนี้จะเปลี่ยนมาบริกรรมพุทโธๆๆต่อไปก็ได้ ถ้านั่งไปนานๆ แล้วเกิดมีทุกขเวทนาปรากฏขึ้นมา ก็อย่าไปสนใจ เพราะถ้าไปสนใจแล้วจะเสียสมาธิ จะอยากลุกจากการนั่งสมาธิ เพราะโดยปกติจิตจะไม่ชอบทุกขเวทนานั่นเอง เมื่อมีทุกขเวทนาแล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกอยากจะลุกขึ้น เป็นวิภวตัณหา ทำให้เกิดทุกข์ชั้นที่สองตามมาคือทุกข์ใจ ทุกข์กายคือทุกข์ที่เกิดจากการนั่งนานๆ แล้วก็มีอาการเจ็บปวดตามส่วนต่างๆ แต่ทุกข์ชั้นที่สองนี้จะรุนแรงกว่าทุกข์กาย เป็นทุกข์ใจ ถ้าเผลอสติไม่ภาวนา ทุกข์ใจก็จะเกิดขึ้นจนทนนั่งอยู่ต่อไปได้
ถ้าไม่ไปสนใจกับทุกข์กาย พยายามภาวนาต่อไป ถ้าบริกรรมพุทโธ ก็บริกรรมให้ถี่ขึ้น อย่าเปิดโอกาสให้จิตไปคิดถึงความเจ็บของร่างกาย บริกรรมให้ถี่ขึ้นๆไปเรื่อยๆ ไม่ช้าก็เร็วจิตก็จะรวมลงสู่ความสงบได้ ก่อนที่จิตจะสงบได้มักจะต้องผ่านทุกขเวทนาไปก่อนเสมอ เวลาเจอทุกขเวทนาแล้วยอมแพ้ ก็จะไปไม่ถึงไหน ภาวนาไปกี่ครั้งก็จะมาติดอยู่กับทุกขเวทนานี้ ก็จะไม่สามารถผ่านไปได้ ถ้าเป็นนักเรียนพอถึงเวลาสอบทีไรก็สอบตกทุกที ไม่สามารถผ่านไปได้ แต่ถ้ามีความมุทะลุดุดัน มีความกล้าหาญ มีความอดทน ไม่กลัวความเจ็บปวด ถือว่าร่างกายก็เป็นอย่างนี้แหละ ก็ต้องเจ็บต้องปวดบ้าง สักวันหนึ่งร่างกายนี้ก็ต้องถูกเอาไปเผาไฟทิ้งอยู่ดี เพียงแต่นั่งเฉยๆแค่นี้ ถ้าจะเจ็บก็เจ็บไป ยังไม่ตายจะไปกังวลทำไม คิดอย่างนี้แล้วก็จะไม่กลัวความเจ็บ จะได้ภาวนาต่อไป
ถ้าบริกรรมก็บริกรรมให้ถี่เข้าๆไปเรื่อยๆ อย่าไปคาดไปคิดว่าจะสงบไหม จะเป็นอย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้ไหม มีหน้าที่บริกรรมก็บริกรรมไป พุทโธๆๆก็พุทโธๆๆไปเรื่อยๆ ผลจะเป็นอย่างไรก็จะรู้เอง ถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ จิตก็จะรวมลงได้ใน ๒ ลักษณะด้วยกันคือ
4
๑. จิตรวมลงพร้อมกับการหายไปของร่างกายกับทุกขเวทนา เหลือสักแต่ว่ารู้อยู่อย่างเดียว มีความมหัศจรรย์ใจปรากฎขึ้นมา มีความรู้ว่า จิตที่กวัดแกว่งทุรนทุรายเมื่อสักครู่นี้ ได้สงบตัวลงแล้ว ความทุกข์ความเจ็บปวดของร่างกายที่มีอยู่ก็หายไปหมด แม้แต่ร่างกายก็ไม่มีอยู่ในความรู้สึกของจิต มีแต่ความรู้ที่เรียกว่าสักแต่ว่ารู้อยู่เท่านั้น
๒.จิตไม่รวมเป็นหนึ่งแต่สงบตัวลง ไม่ว้าวุ่นขุ่นมัวกับความทุกข์ความเจ็บปวดของร่างกายที่ยังมีอยู่ ยังรู้อยู่ แต่ไม่มีปฏิกิริยากับความเจ็บปวดนั้นๆ ต่างฝ่ายต่างอยู่ จิตก็อยู่ในความสงบของจิต นิ่งเฉยอยู่ ความเจ็บความปวดถึงแม้จะมีอยู่ ก็ไม่รุนแรงเหมือนตอนที่จิตปั่นป่วน พยายามที่จะต่อสู้ พยายามที่จะหนีจากความเจ็บปวดนั้นไป เมื่อจิตไม่ต่อสู้ ไม่หนี จิตสงบตัวลง ทุกข์ใจก็หายไป เมื่อหายไปแล้ว จะรู้สึกว่าทุกข์กายไม่ปวดมาก พอรับได้ ปล่อยได้
ขณะที่จิตสงบอยู่นั้น จะอยู่ได้นานหรือไม่นานเพียงไร ก็ปล่อยให้อยู่ไป อย่าไปบังคับให้ออกมา เพราะการภาวนาเพื่อความสงบ ก็เพื่อจะให้เข้าไปสู่จุดนั้น เมื่อเข้าไปแล้วด้วยความยากลำบากลำบน อย่ารีบไปดึงออกมา เพราะบางครั้งอาจจะมีความจำเป็น มีธุระจะต้องทำ ก็ไม่ควรไปดึงออกมา เพราะถ้าดึงออกมาแล้ว ต่อไปอาจจะเข้ายาก ปล่อยให้พักเต็มที่จนพอแล้วก็จะถอนออกมาเอง ขณะนั้นไม่ต้องทำวิปัสสนา ซึ่งจะเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ต้องรอให้จิตถอนออกมาจากความสงบก่อน ถึงจะสามารถนำมาบำเพ็ญวิปัสสนาได้ต่อไป ในขณะที่จิตสงบเป็นเวลาพักผ่อน เป็นการเติมพลัง เติมอาหารให้กับจิตใจ ความสงบนี้เป็นอาหารอย่างดีของจิตใจ เมื่อออกจากสมาธิแบบนี้แล้ว จะมีความสดชื่น อิ่มเอิบ เบิกบาน มีกำลังจิตกำลังใจที่จะต่อสู้กับกิเลสตัณหาต่างๆที่จะต้องเผชิญในลำดับต่อไป
ในขณะที่จิตรวมลงตั้งอยู่ในความสงบ จึงควรปล่อยให้สงบไปให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เมื่อถอนออกมาแล้วจึงจะเป็นหน้าที่ของการเจริญปัญญา เจริญวิปัสสนาต่อไป การเจริญปัญญาเจริญวิปัสสนานี้ ก็สามารถทำได้ในทุกอิริยาบถ เดิน ยืน นั่ง นอน ต้องใช้ไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเป็นทางเดิน เวลาสัมผัสรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ต่างๆ ที่มาปรากฏในใจ ก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นความเกิดดับๆของเขา พิจารณาให้เห็นว่า ถ้าไปยึดไปติด ไปอยาก ก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมา พิจารณาให้เห็นว่าควบคุมบังคับเขาไม่ได้ อย่างในขณะนี้มีเสียงลมพัดมา ก็เป็นเสียงที่เข้ามาสัมผัสกับหู ก็บังคับเขาไม่ได้ ให้พิจารณาว่าเขามาได้เดี๋ยวเขาก็ไปได้ มีเกิดมีดับ ไม่ต้องไปยินดี ไม่ต้องไปรังเกียจ ไปรำคาญใจ เพราะจะเกิดความทุกข์ใจตามมา ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่สนใจ เป็นเรื่องของธรรมชาติ เขาเป็นอย่างนี้ เขามาอย่างนี้ เรารู้ทันแล้วก็ปล่อยวางเท่านั้นเอง แล้วจิตก็จะอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยปัญญา คือเข้าใจสภาพของสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นไตรลักษณ์ทั้งนั้น เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
แล้วก็มาพิจารณาร่างกายของเรา ร่างกายของคนอื่น ว่ามีสภาพอย่างเดียวกัน เมื่อร่างกายตายแล้ว ก็แตกสลายไป มาจากอะไรก็กลับไปสู่สิ่งนั้น ร่างกายนี้ทรงสอนว่ามาจากดิน น้ำ ลม ไฟ อาหารที่เรารับประทานเข้าไป ก็เป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ ไม่มีอะไรที่ไม่ได้มาจากธาตุ ๔ คือดิน น้ำ ลม ไฟ ทุกอย่างมาจากดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย ก็กลายเป็นอาการ ๓๒ เป็นผม เป็นขน เป็นเล็บ เป็นฟัน เป็นหนัง เป็นอวัยวะต่างๆ เวลาร่างกายหยุดทำงาน แตกสลายไป ถ้าปล่อยทิ้งไว้น้ำก็ต้องไหลออกมา ความร้อนคือธาตุไฟก็หมดไป ลมก็ระเหยออกไป ทิ้งไว้ต่อไปร่างกายก็แห้งกรอบ กลายเป็นฝุ่น กลายเป็นดินไป นี่คือสภาพของร่างกาย เป็นอย่างนี้ มาจากธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็กลับคืนสู่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็นทุกข์ถ้าไปยึดไปติด
5
ร่างกายของคนอื่นก็เช่นเดียวกัน ถ้าไปยึดไปติดก็จะทุกข์เหมือนกัน เวลาร่างกายของคนอื่นเป็นอะไรไป เราก็ทุกข์ไปกับเขาด้วย ถึงแม้จะไม่ใช่ร่างกายของเราก็ตาม เช่นคนที่เรารักเราชอบ ถ้าเป็นอะไรไป เราก็ทุกข์ไปกับเขาด้วย ถ้าไม่รักไม่ชอบ เขาจะเป็นอย่างไร จะเป็นจะตายอย่างไร เราก็ไม่เดือดร้อนใจ เพราะไม่ยึดติดนั่นเอง ไม่มีความอยากให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เราจึงต้องพิจารณาว่า ร่างกายของเราก็ดี ของคนอื่นก็ดี เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เหมือนกับดิน น้ำ ลม ไฟ เหมือนกับลมที่พัดอยู่ตอนนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ มาแล้วเดี๋ยวก็ไป อย่าไปผูกมัดกับเขา อยู่ก็รู้ว่าอยู่ ไปก็รู้ว่าไป ยอมรับความจริงแล้ว ก็จะไม่ทุกข์ นี่คือการพิจารณาให้เห็นความเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ของร่างกาย ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของๆเรา สักวันหนึ่งก็จะต้องกลับคืนสู่ธาตุเดิมคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ในลำดับต่อมาก็ต้องพิจารณาดูความไม่สวยงามของร่างกาย เพื่อจะได้ทำลายความยินดีที่เรียกว่ากามราคะ ความยินดีในกาม ที่อาศัยรูปร่างของคนเป็นเหตุ เช่นผู้หญิงเห็นผู้ชายก็เกิดความยินดี ผู้ชายเห็นผู้หญิงก็เกิดความยินดี เพราะไม่ได้พิจารณาดูร่างกายอย่างถ่องแท้ เพียงแต่เห็นสภาพภายนอกเท่านั้น คือผม ขน เล็บ ฟัน หนัง แต่ไม่เคยพิจารณาถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผิวหนัง เช่นอวัยวะต่างๆ ที่มีอยู่ในร่างกาย อวัยวะน้อยใหญ่ทั้งหลาย ที่ทรงสอนให้พิจารณา ให้ท่องเที่ยวอยู่ในกายนคร เที่ยวดูร่างกายนี้เหมือนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีอวัยวะน้อยใหญ่ต่างๆ ส่วนประกอบต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผิวหนัง พิจารณาให้เห็นว่าไม่เป็นสิ่งที่สวยงาม ไม่น่ารักน่ายินดี ให้พิจารณาดูร่างกายที่หมดลมไปแล้ว ถ้าทิ้งไว้ก็ต้องขึ้นอืด มีอาการไม่สวยงามให้เห็น นี่คือสภาพของร่างกายของคนเราทุกๆคน
ให้พิจารณาอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ เวลาเกิดความอยากขึ้นมา ภาพที่ได้พิจารณาอยู่นี้ จะมาคอยค้าน มาตอบโต้ ถ้าไม่มีภาพเหล่านี้อยู่ในใจ พอเห็นภาพสวยๆงามๆปรากฎขึ้นมา ก็จะเกิดความหลงใหล เกิดความเคลิบเคลิ้มอยากจะได้ อยากจะอยู่กับบุคคลนั้นๆขึ้นมาทันที แต่ถ้าได้พิจารณาดูความเป็นอสุภะของร่างกายอย่างต่อเนื่อง ดูสภาพที่เป็นอยู่ทั้งภายในและภายนอก แม้แต่ภายนอกถ้าไม่ได้รับการดูแล เช่นอาบน้ำ หวีผม ก็ไม่ค่อยน่าดูแล้ว ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีสภาพที่ไม่น่าดู แล้วเวลาตายไปแล้วยิ่งไม่น่าดูใหญ่ นี่คือลักษณะของการพิจารณาให้เห็นอสุภะความไม่สวยงามของร่างกาย เพื่อจะได้ถอดถอนกามตัณหา ความยินดีในกามสุขนั่นเอง ที่เกิดจากการได้อยู่ใกล้ชิดกับร่างกายของคนที่เราคิดว่าสวยว่างาม ถ้าพิจารณาอยู่เรื่อยๆแล้ว ต่อไปจะติดตาติดใจ ถ้ายังไม่ติดตาติดใจ ก็ยังไม่ทัน ทั้งๆที่ได้พิจารณาอยู่ แต่พอเผลอไปมองภาพที่สวยงาม ก็ลืมไปหมดเลย ในส่วนที่ไม่สวยไม่งาม ที่ได้เคยพิจารณา ถ้าลืมก็แสดงว่ายังไม่ทัน
จึงต้องพิจารณาจนสามารถเอามาใช้แก้ปัญหา คือกามราคะ ความยินดีในร่างกายนี้ให้ได้ ถ้ายังไม่ทันก็ต้องพิจารณาไปเรื่อยๆ พิจารณาบ่อยๆ เดิน ยืน นั่ง นอน ในอิริยาบถ ๔ ก็พิจารณาไป จนกว่าจะติดตาติดใจ หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น ดังเรื่องเล่าในพระไตรปิฎกว่า มีพระอยู่รูปหนึ่งกำลังเจริญอสุภกรรมฐาน ดูโครงกระดูกอยู่ตลอดเวลา พอมีคนมาถามว่าเห็นคน ๒ คนเดินผ่านมาทางนี้ไหม ท่านก็บอกไม่เห็น เห็นแต่โครงกระดูก ๒ โครงเท่านั้น ท่านพูดอย่างนั้น นั่นคือการเห็นของท่าน แทนที่จะเห็นแต่อาการภายนอก เช่นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ กลับเห็นแต่โครงกระดูกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผิวหนัง ถ้าเห็นแบบนั้นแล้ว ก็สามารถต่อสู้กับกามตัณหา กามราคะ ความยินดีในกามได้ ต้องพิจารณาจนรู้ทัน แล้วก็ปล่อยวางได้ ปัญหาที่เกิดจากกามตัณหาความยินดีในกามก็จะหมดไป
6
นี่เป็นเรื่องของร่างกาย ที่จิตมาหลงมารัก มาชอบ มาติด มาทุกข์อยู่เพราะไม่เห็นสภาพของความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ที่คนเราเกิดมาแล้วต้องตายทุกๆคน เป็นธรรมดา ถ้าเข้าใจยอมรับความจริงนี้ได้แล้ว ก็จะรู้สึกเฉยๆต่อความตาย ความตายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น เมื่อจิตยอมรับได้ ใจก็ไม่เดือดร้อนอะไร จิตใจก็ตั้งอยู่ในอุเบกขา ในสมาธิจิตนั่นแหละ คนที่มีสมาธิจึงมีที่พักพิง สามารถปล่อยวางสิ่งต่างๆได้ รู้ว่าตนไม่เดือดร้อน แต่ถ้าไม่มีสมาธิจิต ก็จะไม่รู้ว่าจะไปปลงไปวางไว้ที่ไหน เพราะฝากความสุข ฝากความหวังไว้กับชีวิตร่างกายนี้ เมื่อต้องสูญเสียไป ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อย่างไร ก็จะมีความวุ่นวายใจ แต่ถ้าได้ฝึกทำจิตให้เป็นสมาธิ สามารถทำจิตให้วางเฉย เป็นอุเบกขาได้แล้ว เวลามาพิจารณาเรื่องของร่างกาย ก็จะสามารถปล่อยวางได้ ยอมรับกับความเป็นจริงได้ เมื่อถึงเวลาจะไปก็ไป แต่เมื่อยังไม่ถึงเวลา ก็อยู่ต่อไป ก็เท่านั้นเอง ไม่ได้มีความอยากจะตาย หรือไม่มีความอยากจะอยู่ ยอมรับความเป็นจริง เมื่อยังอยู่ก็อยู่ เมื่อถึงเวลาจะต้องไปก็ไป ปัญหาก็หมดไป
เราก็จะอยู่ตามลำพังได้ ไม่ต้องอาศัยคนนั้นคนนี้มาเป็นคู่ครอง มาให้ความสุข เพราะแทนที่จะมีความสุข กลับจะมีความทุกข์มากกว่า คน ๒ คนเมื่ออยู่ร่วมกันแล้ว ก็ต้องทะเลาะเบาะแว้งกัน มีความเห็นไม่ตรงกัน ถ้าไม่มี มีแต่รักกัน ก็จะห่วงใย กังวล ถ้าคนหนึ่งเป็นอะไรขึ้นมา เจ็บไข้ได้ป่วยหรือหายไป ก็สร้างความวุ่นวายใจให้กับอีกคนหนึ่งแล้ว สู้อยู่คนเดียวไม่ได้ อยู่คนเดียวแสนจะสบาย ถ้าจิตมีความสงบแล้วจะไม่หิว จะไม่กระหาย จะไม่อยากกับอะไร พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แล้วว่า ไม่มีสุขใดในโลกนี้ ที่จะเหนือกว่าสุข ที่เกิดจากความสงบของจิตใจ จึงควรบำเพ็ญจิตตภาวนาให้มากๆ หาสถานที่ที่สงบสงัดวิเวก อยู่คนเดียว ในเบื้องต้นอาจจะลำบากมาก เพราะไม่เคยชิน เวลาอยู่คนเดียวจะเหงา ถ้าจะบำเพ็ญจิตตภาวนาต้องมีความขยันหมั่นเพียร ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ได้ภาวนา เพราะถ้าไม่ภาวนาแล้ว ความฟุ้งซ่านจะตามมา จะคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วก็จะเกิดความเศร้าสร้อยหงอยเหงา
ถ้าจะบำเพ็ญภาวนา จึงต้องฝึกทำตลอดทั้งวัน ตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นเลย ในเบื้องต้นก็พยายามควบคุมจิตด้วยสติให้อยู่กับปัจจุบัน ถ้าเสร็จจากภารกิจ อาบน้ำอาบท่า รับประทานอาหารแล้ว ก็นั่งสมาธิต่อ ถ้านั่งแล้วรู้สึกง่วงเหงาหาวนอน ก็เดินจงกรมแทน เดินจนกว่าจะหายง่วง แล้วก็กลับมานั่งใหม่ ทำอย่างนี้สลับกันไปสลับกันมาอยู่เรื่อยๆ บำเพ็ญไปเรื่อยๆ แล้วไม่ช้าก็เร็วจิตก็จะเข้าสู่ความสงบ ที่ไม่ได้อยู่เหนือวิสัยของความเพียร ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็ใช้ความเพียรนี้แหละ เป็นตัวนำท่าน เข้าสู่ธรรมอันเลิศโลกของพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรที่จะพาเราไปได้นอกจากความพากเพียร ที่จะบำเพ็ญจิตตภาวนาอย่างต่อเนื่อง ต้องเสียสละ ตัดความสุขต่างๆที่เคยได้รับจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะต่างๆ ต้องไม่ไปสนใจ ต้องกล้าตัด ต้องมองให้เห็นว่าเป็นเหมือนยาเสพติด ไม่จำเป็นสำหรับเรา เรื่องดูหนังฟังเพลง ไปเที่ยวที่นั่นเที่ยวที่นี่ ไม่จำเป็น ไม่เที่ยวก็อยู่ได้ ถ้าได้ทำจิตให้สงบได้แล้ว จะมีความสุขยิ่งกว่าการไปเที่ยวเสียอีก จึงต้องกล้าเสียสละ ต้องกล้าตัด ถ้ายังเสียดาย ยังหวงแหนความสุขเหล่านี้อยู่ ก็จะไม่สามารถบำเพ็ญได้
การบำเพ็ญจึงต้องทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจ มีเวลาว่างมากน้อยเพียงใด ก็ควรทุ่มเทมาทางนี้ ถ้าได้ทุ่มเทแล้วผลก็จะปรากฏขึ้นง่ายและเร็ว ทำให้มีกำลังจิตกำลังใจที่จะปฏิบัติ ถ้าทำทีละเล็กทีละน้อย ปฏิบัติเป็นปีๆก็ยังไม่ไปถึงไหนสักที ก็จะเกิดความลังเลสงสัย ท้อแท้เบื่อหน่าย จนไม่สามารถไปสู่สิ่งที่ดีที่งาม ที่ประเสริฐเลิศโลก ที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายได้พบได้เจอ ได้สัมผัส ได้นำมาเป็นสมบัติส่วนตัวได้ ถ้ามีความเชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้า เชื่อในสิ่งที่ได้ทรงประสบพบเห็นว่าประเสริฐเลิศโลก เป็นสิ่งที่ดี ทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายได้ ก็ต้องกล้าทุ่มเทชีวิตจิตใจ พิจารณาให้เห็นว่า ไม่รู้จะอยู่ในโลกนี้ไปได้อีกนานสักเท่าไร โอกาสที่จะได้บำเพ็ญภาวนา และปฏิบัติตามแนวทางที่
7
พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ก็ไม่รู้ว่าจะมีมากน้อยเพียงไร ถ้าไม่รีบตักตวงในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ มีโอกาสอยู่ พอจะปฏิบัติก็จะสายเกินไป เพราะมัวแต่ติดพันอยู่กับเรื่องนั้นเรื่องนี้ ผัดวันประกันพรุ่งอยู่เรื่อยๆ พอจะปฏิบัติก็เข้าวัยชราแล้ว พอชราแล้วจะปฏิบัติก็ลำบาก ร่างกายไม่เอื้ออำนวยเหมือนกับร่างกายของคนหนุ่มคนสาว คนที่ยังมีกำลังวังชา
จึงอยากให้ท่านทั้งหลายมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ในสิ่งที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายพยายามสั่งสอนให้กับพวกเรา ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่จะดีเท่า เป็นสิ่งที่จะให้ความสุขกับเราไปตลอดเลย ถ้าได้ผลจากการปฏิบัติแล้ว จะไม่หลุดไปจากมือ เหมือนกับสมบัติอื่นๆที่มีอยู่ในโลกนี้ จะอยู่กับเราในเวลาที่เรายังมีชีวิตอยู่นี้เท่านั้น เมื่อตายไปแล้ว กลับมาเกิดใหม่ก็ต้องมาสร้างมาหาใหม่ แต่สมบัติที่ได้จากการปฏิบัติ จะอยู่ติดตัวเราไปตลอด จงใช้ความพยายาม ทุ่มเทเวลาชีวิตจิตใจต่อการบำเพ็ญภาวนา เข้าหาครูบาอาจารย์ ฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ เพราะการปฏิบัติถ้าไม่มีครูไม่มีอาจารย์ ก็อาจจะหลงทาง ขอให้มีความแน่วแน่มั่นใจในการดำเนินชีวิต ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติกัน แล้วการได้มาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะไม่สูญเปล่า เพราะ การเป็นมนุษย์นี้เท่านั้นแหละ ที่จะสามารถตักตวงมรรค ผล นิพพานได้มากที่สุด ยิ่งกว่าการได้มาเกิดเป็นอย่างอื่น จึงอย่าปล่อยภพชาติมนุษย์นี้ให้ผ่านไปโดยไม่ได้ปฏิบัติธรรม บำเพ็ญภาวนาจิตตภาวนา เหมือนเปิดน้ำทิ้งไว้โดยไม่มีภาชนะมารองรับ เสียดายน้ำ ช่วงนี้ฝนก็ไม่ค่อยตก เป็นหน้าแล้ง ถ้ามีน้ำไหลมาก็ควรหาภาชนะมารองรับ มาเก็บไว้ ชีวิตของมนุษย์ก็เป็นเหมือนภาชนะอันหนึ่ง ที่สามารถรองรับสิ่งวิเศษที่พระพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งหลายท่านได้พบ ได้ครองเป็นสมบัติ ถ้านำมาปฏิบัติแล้ว ต่อไปก็จะเป็นสมบัติของพวกเราเช่นเดียวกัน จึงขอยุติการแสดงไว้เพียงเท่านี้ ขอกุศลผลบุญที่ท่านทั้งหลายได้มากระทำกันในวันนี้ จงเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ท่านมีแต่ความสุขกายสบายใจ มีความเจริญทั้งในทางธรรม และในทางโลก โดยทั่วหน้ากันเทอญ
พูดธรรมะต่อ เป็นอย่างไรที่พูดมานี้พอจะเข้าใจไหม ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ตัวเรา ทางดำเนินก็มีอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะมีความขยันมากน้อยเพียงไร ส่วนใหญ่มักจะแพ้ความขี้เกียจ นอนดีกว่า ติดความสุขเล็กๆน้อยๆ แค่การหลับการนอนการกิน เวลาจะภาวนาจึงต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตของเรา จะอยู่กินแบบปกติ ก็จะไม่เจริญทางด้านภาวนา อย่างน้อยต้องถือศีล ๘ ไม่รับประทานอาหารเย็น การนอนก็นอนแบบง่ายๆ นอนกับพื้น ไปอยู่วัดที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ก็ไม่ค่อยสะดวก ไม่ค่อยสบายทางด้านการอยู่การกิน แต่ทำให้ไม่ต้องไปพะวักพะวนกับเรื่องกินเรื่องนอนให้มากจนเกินไป ใหม่ๆไม่เคยชินก็จะรู้สึกลำบากหน่อย แต่ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรหรอก เพราะไม่ถนัดเท่านั้นเอง เหมือนกับเคยใช้มือขวาอยู่ประจำ แล้วต้องมาใช้มือซ้าย ใหม่ๆก็รู้สึกว่ายาก ฝึกใช้ไปเรื่อยๆ ต่อไปก็ง่ายขึ้นเอง เวลาเสียมือขวาไป เหลือแต่มือซ้าย ก็ต้องหัดใช้มือซ้ายจนได้
การดำเนินชีวิตของพวกเราก็เหมือนกัน มีทั้งขวามีทั้งซ้าย ถ้าถนัดขวาก็ไม่ชอบซ้าย ถ้าถนัดซ้าย ก็ไม่ชอบขวา แนวทางชีวิตที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พวกเราดำเนิน เป็นทางที่ดี ที่สบายจริงๆไม่มีทุกข์ แต่เราไม่ถนัดกันจึงไม่ชอบ เราชอบอยู่บนกองสุขที่มีความทุกข์ห้อมล้อมอยู่ตลอดเวลา คิดดูซิ เรามีไฟฟ้าใช้กันตลอดเวลา ถ้าวันไหนไฟฟ้าดับ เราก็เดือดร้อนกัน ตู้เย็นก็ไม่ทำงาน แอร์ก็ไม่ทำงาน พัดลมก็ไม่ทำงาน มีน้ำประปาใช้อยู่ตลอดเวลา ถ้าน้ำประปาไม่ไหล ก็เดือดร้อนกัน เพราะไม่เคยอยู่แบบที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้ ทั้งๆที่สามารถอยู่ได้ แต่ไม่เคยอยู่กัน เคยทำอะไร ก็มักจะมีความ
8
ผูกพันติดพัน เคยสะดวกสบายง่ายดาย พอต้องทำอะไรที่ยาก ก็ไม่อยากจะทำ ความจริงมันไม่ยาก เพียงแต่ว่าเราไม่ถนัด ก็เลยรู้สึกว่ายาก จึงไม่อยากทำ ชีวิตของเราจึงไม่ค่อยได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไหร่
ถ้าเราพยายามฝึกฝนอบรม ถ้าไม่ได้ทำตลอดเวลา อย่างน้อยก็ทำเป็นพักๆไปก็ยังดี มีเวลาว่างวันหยุด ๓ - ๔ วันก็ไปอยู่วัดกัน ไปวัดที่เงียบๆ มีครูบาอาจารย์ที่ดี แต่วัดของครูบาอาจารย์มักจะมีคนไปกันมาก จึงไม่ค่อยเหมาะกับนักภาวนา ผู้ที่ภาวนาจริงๆ ต้องการความสงบจริงๆ ไปวัดของลูกศิษย์ของท่านก็อาจจะได้ประโยชน์มากกว่า ตอนที่ไปอยู่วัดป่าบ้านตาดใหม่ๆ ไม่ค่อยมีใครไปกัน ส่วนใหญ่จะไปวัดครูบาอาจารย์ ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่กว่าหลวงตาท่าน ที่วัดหลวงตาจึงเป็นวัดที่สงบ ไม่ค่อยมีญาติโยมไปกันเท่าไร วันเสาร์วันอาทิตย์อย่างมากก็มีรถแค่ ๒ - ๓ คันที่ไปจากอุดรเท่านั้นเอง ไปใส่บาตร ไปถวายอาหาร การฉันการทำอะไรก็รวดเร็ว กลับมาจากบิณฑบาตจัดอาหารเพียงไม่กี่นาทีก็ได้ฉันกันแล้ว แต่ตอนนี้รู้สึกว่าคนไปเยอะ กว่าจะได้ฉันกันก็เหนื่อย ฉันเสร็จแล้วต้องมาเก็บ มากวาดมาอะไรกันอีก ใช้เวลามาก เวลาก็จะไม่ค่อยมีสำหรับการภาวนา ถ้าไปวัดเล็กๆ อย่างวัดท่านอาจารย์อินทร์ ก็ยังเงียบ ยังไม่ค่อยมีญาติโยมไปกันเท่าไร ไปอยู่ที่นั่นก็จะมีเวลาภาวนาได้เยอะ ที่ไหนที่มีคนเยอะๆ ก็จะต้องมีปัญหาตามมา
ปัญหาส่วนใหญ่ก็อยู่ที่คนนี่แหละ อยู่กันเยอะๆก็อดคุยกันไม่ได้ ยิ่งคุยกันมากก็ยิ่งเสียเวลา ยิ่งฟุ้งซ่าน ยิ่งไม่สงบ แต่ถ้าไปอยู่วัดที่ไม่ค่อยมีคน ต่างคนต่างมีที่พักของตนเอง อยู่แบบเงียบๆ อยู่ตามลำพัง โอกาสที่จะภาวนาก็มีเยอะ แต่ต้องภาวนาเป็น ต้องรู้ว่าจะต้องทำอะไร ถ้าไปนอนก่ายหน้าผาก คิดฟุ้งซ่าน ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร อย่างน้อยต้องรู้จักวิธีเจริญสติ เดินจงกรมก็ให้มีสติอยู่กับการเดิน นั่งสมาธิก็ให้มีสติอยู่กับการนั่ง อย่าปล่อยให้ใจคิดเพ่นพ่านไปตามยถากรรม ต้องคอยควบคุมอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับเป็นนักโทษ อย่าปล่อยให้ไปทำอะไรตามอำเภอใจ ถ้าปล่อยให้คิดไป เดี๋ยวก็คิดถึงเพื่อนฝูง คิดถึงความสุขเดิมๆ แล้วก็จะทำให้รู้สึกว้าเหว่ เศร้าสร้อยหงอยเหงาขึ้นมา จะทำให้ทนอยู่ต่อไปไม่ได้ พอคิดถึงเพื่อน คิดถึงบ้าน คิดถึงอะไรต่างๆ ก็อยากจะกลับไป แต่ถ้าพยายามภาวนาอยู่เรื่อยๆ ไม่ปล่อยให้จิตไปคิด เดินก็พุทโธๆๆไปเรื่อยๆ นั่งก็พุทโธๆๆต่อ ภายในจิตไม่ให้มีเรื่องอะไร ให้มีแต่พุทโธๆๆอย่างเดียว ต่อไปจิตก็จะเข้าสู่ความสงบ
เมื่อสงบแล้วจิตจะไม่หิว ไม่อยากกับอะไรทั้งนั้น เพราะได้หยุดคิดนั่นเอง เมื่อหยุดแล้วในโลกนี้ก็เหมือนกับไม่มีอะไร อดีตก็ไม่มี อนาคตก็ไม่มี มีแค่ปัจจุบันเท่านั้นเอง ขณะที่มีความสุข ก็ไม่อยากไปหาใคร ถ้าได้เข้าถึงจุดนี้แล้ว ก็อยากจะภาวนาอย่างเดียว ไม่อยากจะอยู่ใกล้ใคร เพราะอยู่ใกล้แล้ว ก็รำคาญ ทำให้จิตต้องกระเพื่อม ต้องคิด ต้องปรุง ต้องแต่ง ต้องมีอารมณ์ตามมา แต่ถ้าอยู่ของเราคนเดียวตามป่าตามเขา อยู่กับเสียงลม อยู่กับต้นไม้ ก็จะมีแต่ความสุขความสบายกับการภาวนา เดินจงกรม นั่งสมาธิ อ่านหนังสือธรรมะสลับกันไป การอ่านหนังสือธรรมะทางภาคปฏิบัติของครูบาอาจารย์ เป็นเหมือนการฟังเทศน์ ได้ข้อคิด ได้อุบายต่างๆ เพราะการปฏิบัติของเรายังต้องอาศัยการได้ยินได้ฟังอยู่เรื่อยๆ เพราะจะมีปัญหา มีอุปสรรคต่างๆ ปรากฏขึ้นกับการภาวนา
ถ้าไม่มีแผนที่นำทาง เช่นหนังสือธรรมะหรือเทศน์ของครูบาอาจารย์ไว้ฟังอยู่เรื่อยๆ ก็จะหลงได้ เพราะสิ่งที่ปรากฏในภาวนา มีทั้งมรรคมีทั้งผล มีทั้งที่ไม่ใช่มรรคไม่ใช่ผล ถ้าไม่รู้จักแยกแยะ ก็จะหลงติดอยู่กับพวกโลกียธรรมต่างๆ ที่ไม่พาให้หลุดพ้น แต่จะพาให้ติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิด จึงต้องมีธรรมะของครูบาอาจารย์ไว้อ่าน ไว้ฟังบ้าง สลับกับการบำเพ็ญภาวนา เวลาฟังธรรมะของครูบาอาจารย์ จะเกิดกำลังจิตกำลังใจ เวลาเกิดความท้อแท้ ความเบื่อหน่าย
9
การภาวนาไปไม่ถึงไหน พอได้ฟังเทศน์ฟังธรรมของท่าน ฟังท่านเล่าถึงปัญหาที่ท่านประสบมา และวิธีที่ท่านต่อสู้กับมันมา ก็ทำให้เกิดมีกำลังจิตกำลังใจ ที่จะปฏิบัติต่อไป จึงควรเกาะติดครูบาอาจารย์ไว้ให้ดี องค์ไหนที่เรามีความเชื่อมั่นในตัวท่าน ก็พยายามเข้าไปหาท่านอยู่เรื่อยๆ ไปฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ แล้วก็นำไปปฏิบัติ ต้องทำทั้ง ๒ อย่าง ต้องฟังด้วยและต้องปฏิบัติด้วย ถ้าฟังแล้วไม่นำไปปฏิบัติ เดี๋ยวก็ลืม ถ้านำไปปฏิบัติแล้ว ก็จะอยู่ในใจไปตลอด
ถาม ตอนเช้าๆนี้ท่านอาจารย์ลงไปฉันที่ไหนครับ
ตอบ ก็เดินลงไปที่วัดข้างล่าง แล้วก็ออกไปบิณฑบาต กลับมาก็ฉันที่ศาลาร่วมกับพระที่อยู่ข้างล่าง
ถาม ปกติแล้วถ้าอยู่ในพรรษา ท่านอาจารย์รับบาตรข้างนอกเพียงอย่าง
เดียว หรือรับอาหารในวัดที่ญาติโยมตามมาถวายด้วย
ตอบ รับหมดทั้งข้างนอกและข้างในวัด ที่นี่ไม่ได้ถือธุดงควัตรที่ไม่รับอาหารอื่นนอกจากบิณฑบาต ไม่ได้ทำมาตั้งแต่เริ่มตั้งวัด ก็เลยไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติกันมา
ถาม ราวเจ็ดโมงครึ่งใช่ไหมครับที่ท่านอาจารย์ฉัน
ตอบ ถ้าเป็นวันเสาร์วันอาทิตย์วันพระ กว่าจะฉันก็ประมาณ
๒ โมงครึ่ง เพราะต้องเทศน์ก่อน
ถาม เทศน์ก่อนใช่ไหมครับ
ตอบ เทศน์ก่อนฉัน อย่างวันนี้ก็เทศน์ประมาณ ๒ โมงเช้า ไปบิณฑบาตกลับมาถึงวัดก็ประมาณโมงหนึ่ง ญาติโยมถวายอาหารใส่บาตรที่ศาลา กว่าจะเสร็จก็ประมาณ ๒ โมง แล้วก็พูดธรรมะสักครึ่งชั่วโมง ที่นี่จะเทศน์ให้ฟังก่อนฉัน เสร็จแล้วก็รับประทานอาหารพร้อมๆกับพระไปเลย อาหารที่เหลือจากพระที่จัดไว้ในศาลา พอเทศน์เสร็จแล้วพระเริ่มฉัน ญาติโยมก็จะรับประทานอาหารร่วมกัน เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไป ถ้าเป็นวันเสาร์วันอาทิตย์วันพระก็จะช่วงเวลานี้ แต่ถ้าเป็นวันธรรมดาก็จะเร็วกว่านี้ เพราะไม่มีคนมา กลับจากบิณฑบาต ๗ โมง จัดอาหารเสร็จก็ประมาณ ๗ โมงครึ่งก็ฉันกันแล้ว ถ้าเป็นวันธรรมดา
ถาม ที่นี่มีพวกฆราวาสมาปฏิบัติกันไหมคะ
ตอบ มี ที่นี่มีที่พักให้มาปฏิบัติได้ แต่ไม่มีครูบาอาจารย์คอยสั่งสอน
พักกันตามอัธยาศัย ใครถนัดที่จะภาวนาแบบไหน ก็ทำกันไป จะให้ลงโบสถ์เช้าเย็น ไหว้พระสวดมนต์ ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น แล้วก็นั่งสมาธิในโบสถ์สักครึ่งชั่วโมง พร้อมๆกัน ตอนเช้าก็ประมาณตีห้า ตอนเย็นก็ประมาณ ๖ โมงเย็น หลังจากนั้นก็กลับไปที่พัก ของใครของมัน ที่พักก็จะเป็นเรือนใหญ่เป็นห้องๆเหมือนกับโรงแรม มีห้องน้ำอยู่ในตัว ให้อยู่ครั้งหนึ่งได้ไม่เกิน ๗ วัน อย่างต่ำ ๓ วัน และไม่เกิน ๗ วันต่อครั้ง ที่ให้อย่างน้อย ๓ วันเพราะกลัวพวกที่มาเที่ยวกันแล้วไม่มีที่พัก จะอาศัยวัดนอน
ถาม ที่ปฏิบัติข้างบนเขานี้ ไม่มีใช่ไหมคะ
ตอบ โดยปกติจะไม่ให้ใครขึ้นมาอยู่ นอกจากคนที่เคยบวชอยู่ที่นี่มาก่อน แล้วอยากจะมาขอพักสักคืนสองคืน ถ้ามีกุฏิว่างก็อยู่ได้ แต่ไม่ได้เปิดกว้างให้คนทั่วไปขึ้นมาอยู่ แล้วก็ไม่อยากจะให้มากันมาก เพราะที่มันแคบ ไม่กว้างนัก ถ้ามาอยากจะให้มาเดี่ยวๆมากกว่า มาคนเดียว ถ้ามา ๒ คนก็มักจะจับคู่กัน การภาวนาต้องเน้นความวิเวก ไม่จับกลุ่มกันได้ก็จะดี ถ้าจับกลุ่มกันแล้ว ก็อดที่จะคุยกันไม่ได้ เวลามาคนเดียว รู้สึกว่าโล่งไปหมด ไม่ต้องกังวลห่วงกัน ถ้ามา ๒ คนก็ต้องห่วงหน้าห่วงหลังกัน มาคนเดียวก็เข้าประจำที่ภาวนาได้เลย ข้างบนเขานี้แม้แต่พระบวชใหม่ ก็ไม่ได้ให้ขึ้นมาทันที พระ
10
บวชใหม่ยังไม่รู้จักการภาวนา ถ้าปล่อยให้ขึ้นมาเดี๋ยวก็มาสร้างความวุ่นวายให้กับพระรูปอื่น เพราะจะไม่ภาวนานั่นเองจะไปรบกวนพระกุฏินั้นกุฏินี้ ไปคุยกับเขา ไปทำอะไรต่างๆ ก็เลยต้องให้อยู่ข้างล่างไปสักพักก่อน ดูสภาพจิตใจว่า รักความสงบหรือไม่ ชอบภาวนาหรือไม่ ถ้าไม่ชอบความสงบ ก็ไม่ให้ขึ้นมา ไม่เกิดประโยชน์อะไร
ส่วนใหญ่เวลาบวชใหม่ๆ จะอยากออกปฏิบัติเลย ไม่อยากจะร่ำ อยากจะเรียน อยากจะธุดงค์เลย โดยที่ตัวเองยังไม่มีพื้นฐาน จิตใจยังไม่มีความสงบ ยังไม่รู้จักภาวนา ไปอยู่ในป่าก็ไม่ได้ภาวนา เดี๋ยวก็ไปทำโน่นทำนี่ในป่า นี่ก็พยายามรักษาความสงบสงัดของสถานที่ไว้เท่านั้นเอง แต่ความจริงแล้วสำหรับคนที่ปฏิบัติในเบื้องต้นนั้น ไม่จำเป็นต้องมีที่วิเวกขนาดนี้ก็ได้ ขอให้มีที่เป็นสัดเป็นส่วนของเรา แล้วไม่มีใครมารบกวน มีห้องพอที่จะนั่งได้ ทำจิตให้สงบได้ ก็พอถูไถไปได้ แต่ถ้าต้องการที่สงบจริงๆ ก็มีวัดอยู่หลายแห่งที่ๆมีสถานที่ๆเราสามารถไปได้ ต้องแสวงหากันเอาเอง ทุกๆคนเมื่อถึงเวลา ก็ต้องหาสถานที่ หาครูหาอาจารย์กัน
สมัยที่อาตมาปฏิบัติใหม่ๆ ก็ปฏิบัติอยู่ที่บ้านก่อน พอดีมีห้องแถวอยู่ห้องหนึ่งไม่มีใครอยู่ อยู่คนเดียว ฝึกภาวนาอยู่ประมาณปีหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้อยู่ที่นั่นตลอดทั้งปี บางช่วงก็ไปที่อื่นบ้าง ไปนอนที่เกาะบ้าง ไปพักที่อื่นบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่บ้านคนเดียว ฝึกนั่งสมาธิ เดินจงกรมในบ้าน อ่านหนังสือธรรมะ พยายามควบคุมจิตใจ ที่อยากจะออกไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ พยายามไม่ทำตามใจ เพราะรู้ว่าเวลาออกไปเที่ยวก็สนุกดี แต่พอกลับมาแล้วก็เศร้าสร้อยหงอยเหงา สู้พยายามฝืนดีกว่า พยายามบังคับจิตใจให้ต่อสู้กับความเศร้าสร้อยหงอย เหงาที่มีอยู่ในตัว เรารู้ว่าเป็นกิเลส รู้ว่าเป็นอารมณ์ รู้ว่าจิตไปคิดไปสร้างมันขึ้นมา ถ้าเราพยายามเดินจงกรม นั่งสมาธิไปเรื่อยๆ เดี๋ยวสักพักอารมณ์เหล่านั้นก็จะหายไปเอง นี่เป็นวิธีแก้ที่ถูก
เวลาเกิดความเศร้าสร้อยหงอยเหงาขึ้นมา ก็อย่าไปแก้ด้วยการออกไปเที่ยว จริงอยู่เวลาออกไปเที่ยว ความเศร้าสร้อยหงอยเหงาก็หายไป แต่พอกลับมาอยู่บ้าน เดี๋ยวก็กลับมาอีก จึงมีคำพังเพยที่ว่า เวลาออกจากบ้านเหมือนไก่บิน เวลากลับมาเหมือนห่ากิน กลับมาก็คอพับ รู้ว่าต้องอยู่บ้าน ความเศร้าสร้อยหงอยเหงาก็กลับมาเหมือนเดิม ปัญหาจึงไม่ได้รับการแก้ไข แต่ถ้าแก้ความเศร้าสร้อยหงอยเหงานี้ ด้วยการไม่ออกไปเที่ยวนอกบ้าน จะเศร้าอย่างไรก็จะสู้กับมัน รู้ว่าเป็นเพียงอารมณ์ความรู้สึก ที่ไม่เป็นอย่างนี้ไปตลอด ถ้ามีธรรมะเป็นเครื่องแก้แล้ว จะแก้ถูกทาง เพราะเมื่อได้ภาวนา ได้นั่งสมาธิแล้ว เดี๋ยวอารมณ์ความรู้สึกนี้ก็จะหายไปเอง
นี่เราถึงรู้คุณค่าของการบำเพ็ญว่าเป็นอย่างนี้ เพราะถ้าไม่ปฏิบัติ ปล่อยจิตให้เคลิ้มคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ เดี๋ยวก็อยากจะออกไปแล้ว พอไม่ได้ออกก็หงุดหงิดใจ เศร้าสร้อยหงอยเหงาขึ้นมา ถ้าพอได้สติต้องรีบกลับมานั่งสมาธิเลย พอมีความเศร้าสร้อยหงอยเหงาทีไรก็นั่งสมาธิไปๆ พอจิตสงบมันก็หายไปๆ เมื่อนั่งอยู่เรื่อยๆก็กลายเป็นนิสัยไปเลย เรามียาแก้แล้วและเป็นยาที่ถูก เมื่อก่อนแก้ผิด เวลาเบื่อมีความทุกข์ใจ ก็ออกไปช้อปปิ้งกัน ไปท่องเที่ยวกัน เพื่อทำลายความรู้สึกที่ไม่ดี แต่พอกลับมาอยู่บ้าน ก็เหมือนเดิมอีก ความทุกข์ก็กลับมาอีก ถ้าแก้ด้วยธรรมะ มีความทุกข์ก็นั่งสมาธิไป เดินจงกรมไป ไม่ไปคิดถึงเรื่องที่อยากจะออกไปเที่ยว พยายามต่อสู้กับมัน พอจิตสงบมันก็หายไป เราก็อยู่บ้านได้ พอสงบเราก็สบาย และพอเป็นขึ้นมาอีก เราก็ทำอีก ถ้าเราทำอย่างต่อเนื่อง มันก็จะไม่มีโอกาสโผล่ออกมาได้อีกเลย
ถ้าปฏิบัติแบบทำแล้วก็หยุด หยุดแล้วก็ทำจะมีช่องให้เกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมาได้ แต่ถ้าปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จะไม่มีช่องให้ความรู้สึกนั้นเกิดขึ้น แต่ก็ขึ้นกับจังหวะชีวิตของตนเองด้วย สำหรับอาตมาตอนนั้นไม่มีอะไรทำ จบมางานก็ไม่มีทำ พอมีงานก็ไม่ใช่เป็นงานที่อาตมาให้ความสำคัญ ทำไปเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้นเอง อาตมาจบวิศวะฯมา แต่ทำงานเป็นผู้จัดการร้านขายไอศครีม แปลกไหม เพราะช่วงนั้นไม่อยากทำงานวิศวะฯ ขี้เกียจคำนวณ ช่วงนั้นยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี อยากจะหาอะไรทำที่สบายใจ แม้จะไม่ทำให้ร่ำให้รวยก็ไม่เป็นไร ขอให้สบายใจก็แล้วกัน อยากจะได้อย่าง
11
นั้น มากกว่าไปทำงานที่ได้เงินทองเยอะแยะ แต่ต้องไปปวดศีรษะ ไปเครียดกับงาน ไม่อยากจะไปทางนั้น อยากจะอยู่แบบง่ายๆ ไม่ต้องมีเงินมาก ไม่ต้องใช้เงินมาก แต่สบายใจ ไม่มีความกดดัน
ถ้ามีเงินมากก็จะใช้มาก ซื้อบ้านราคาแพงๆ ซื้อรถราคาแพงๆ กินอาหารราคาแพงๆ แต่ต้องหาเงินมามากๆเพื่อใช้จ่ายกับการอยู่แบบนั้น สู้อยู่แบบง่ายๆดีกว่า กินก๋วยเตี๋ยววันละชามสองชามก็อยู่ได้แล้ว มันสบายกว่า ถ้าใช้น้อยก็ไม่จำเป็นต้องหามามาก ก็เลยพยายามอยู่แบบถูกๆ มีเงินวันละ ๒๐ บาทก็อยู่ได้แล้ว พอดีมีงานอยู่ใกล้ๆบ้านก็เลยทำไป ช่วงนั้นยังไม่ได้ศึกษาธรรมะ แต่พอทำได้สักเดือน ๒ เดือน ก็ได้หนังสือธรรมะมาอ่าน ก็เลยเริ่มศึกษา เริ่มสนใจ เริ่มฝึกนั่งสมาธิดู เอ๊ะ!นั่งแล้วก็สบายใจดี เอ๊ะ!ถูกทางแล้วนี่
อาตมาอยากจะหาความสบายใจ ไม่ได้อยากจะหาอะไรในโลกนี้ เพราะเห็นคนที่มีสมบัติเงินทองข้าวของ มีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ปัญหาทั้งนั้น เราไม่อยากจะมีปัญหากับใครทั้งสิ้น อยากจะมีความเป็นอิสระ เป็นตัวของเราเอง มีความสุขตามอัตภาพของเรา ก็เลยฝึกนั่งทำสมาธิ ก็รู้สึกว่าดี น่าจะเป็นทางที่จะไป ก็เลยตัดสินใจลาออกจากงาน แล้วก็ตั้งเป้าไว้ว่า จะลองปฏิบัติดูสักปีหนึ่ง ดูว่าจะไปถึงไหน
คือจะปฏิบัติแบบที่ได้อ่านจากหนังสือ เดินจงกรม นั่งสมาธิ ตั้งสติ ถือศีล ๘ รับประทานอาหารวันละมื้อ อยู่คนเดียว ภาวนาอย่างเดียว กับอ่านหนังสือธรรมะเป็นหลัก แต่ใจก็ยังอยากจะออกไปเที่ยวอยู่ เวลาเพื่อนมาชวนไปเที่ยว ก็ปฏิเสธเขาไป แต่ในใจนี่ร้อง โอย! รู้สึกเสียดาย แต่ก็รู้ว่าเวลาออกไปเที่ยวทีไร จะเป็นการเดินถอยหลัง เวลากลับมาภาวนา เหมือนกลับมาเริ่มต้นใหม่ จิตเหมือนกับว่าเสื่อมลงไป ถ้าได้ภาวนาอย่างต่อเนื่อง มันจะง่ายกว่าการไปเที่ยวกลับมาแล้วมาเริ่มต้นใหม่ เหมือนกับลงจากชั้น ๒ มาอยู่ชั้น ๑ ต้องเดินขึ้นมาชั้น ๒ ใหม่ ก็เลยพยายามต่อสู้กับความรู้สึกที่อยากจะออกไป ด้วยการภาวนา ทำมาได้ประมาณ ๑ ปี ก็เลยคิดว่าอยู่อย่างนี้ได้ ก็น่าจะบวชได้นะ เพราะชีวิตพระที่ได้ศึกษาดูก็เป็นแบบนี้ การปฏิบัติของพระก็ไม่มีอะไรยากเย็น ก็แค่บิณฑบาตปฏิบัติธรรมเท่านั้นเอง ก็เลยคิดว่าจะบวช แต่ต้องหาวัดที่มีการปฏิบัติ
ส่วนใหญ่วัดแถวบ้านจะเป็นวัดแบบที่เราเห็นๆกัน มีเมรุ มีงานศพ มีงานบวช มีงานกุศลอะไรต่างๆ ก็กลัวว่าถ้าไปอยู่วัดอย่างนั้นจะไม่ได้ภาวนา โชคดีได้ไปคุยกับพระที่อยู่ใกล้บ้าน ท่านก็แนะนำว่ามีพระปฏิบัติอยู่ทางภาคอีสาน แนะนำให้ไปบวชกับสมเด็จพระญาณสังวรที่วัดบวรฯ อาตมาก็เลยไปบวชที่วัดบวรฯ ได้รู้จักกับพระฝรั่งที่ไปวัดป่าบ้านตาด ท่านบอกว่าถ้าอยากจะไปบ้านตาดก็ให้เขียนจดหมายไปขออนุญาตกับท่านปัญญา แล้วท่านปัญญาจะไปขออนุญาตกับหลวงตาอีกทีหนึ่ง ก็เลยเขียนจดหมายไปหาท่านปัญญา ท่านปัญญาก็ขออนุญาตหลวงตา ท่านก็อนุญาตให้ขึ้นไปได้ แต่ท่านก็ไม่ได้รับให้อยู่เลย ท่านบอกว่าไปได้ แต่ไปอยู่ชั่วคราว
จังหวะของชีวิตมันก็พาไป ตอนนั้นไม่มีภาระทางด้านอื่น ก็เลยสะดวก พอเจอธรรมะ พอได้นั่งปฏิบัติก็ติดใจ มันก็ไปตามเรื่องของมัน ไม่ต้องมานั่งคิดว่าจะมีปัญหา จะต้องทิ้งใครไป ตอนนั้นก็ยังโสด ไม่มีภาระอะไรกับใคร พ่อแม่ก็ไม่เดือดร้อนอะไร ไปโดยไม่ได้วางแผนมาก่อน ชีวิตก็ไปตามขั้นของมัน แล้วก็ไม่ได้คิดว่าจะบวชนานเท่าไร เป็นคนที่ไม่ยึดติดกับอะไรมากจนเกินไป ไม่ได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้น จะต้องเป็นอย่างนี้ จะต้องให้ได้อย่างนั้น จะต้องให้ได้อย่างนี้ ทำไปก็แล้วกัน จะได้มากน้อยเพียงไรก็ประเมินผลไปเรื่อยๆ แล้วก็พิจารณาดูว่าควรจะทำอย่างไร ควรจะแก้ไขอย่างไรต่อไป ถ้าไปทางนี้จะมีอุปสรรคอะไรบ้าง จะต้องทำอย่างไรบ้าง ก็แก้ไขไป ศึกษาไป ตอนไปอยู่บ้านตาดก็ไม่คิดว่าจะได้อยู่หรือไม่ จะอยู่นานไม่นานก็ไม่ได้คิด เพียงแต่ขอให้ได้ไปก็แล้วกัน ตอนนั้นอยากจะได้ที่ภาวนาเท่านั้นเอง อยากจะได้ที่สงบ ตอนนั้นยังไม่รู้ว่ามีครูบาอาจารย์ระดับไหนอยู่ในประเทศไทย เพราะไม่เคยอ่านหนังสือของทางสาย
12
ปฏิบัติ หนังสือที่ได้อ่านส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่คัดมาจากพระไตรปิฏก ก็เลยจะรู้แต่เรื่องพระในอดีต แต่พระในปัจจุบันจะไม่รู้ แต่ตอนนั้นรู้แล้วว่าจิตของเราต้องการสถานที่ที่สงบสงัด สถานที่ที่สามารถบำเพ็ญภาวนาได้
คือตอนนั้นจะอยู่เป็นฆราวาสต่อไปไม่ได้แล้วเพราะเงินหมด เงินที่เก็บมาจากการทำงานมันหมดแล้ว ถ้าจะอยู่แบบฆราวาสก็ต้องไปหางานทำอีก ถ้าไปหางานมันก็ไม่มีเวลาภาวนาใช่ไหม วันหนึ่งไปทำงานก็ ๘ ชั่วโมงแล้ว กลับมาบ้านก็เหนื่อย ไม่มีทางที่จะภาวนาได้ทั้งวันทั้งคืน แต่ถ้าไม่ได้ทำงานมันภาวนาได้ทั้งวันจนถึงเวลานอนเลย ก็เลยบวชดีกว่า บวชแล้วมีโอกาสได้ภาวนาจริงๆ แต่ต้องหาสถานที่ภาวนา อย่าไปเจอวัดที่ต้องทำงานอย่างอื่นเลย ขอแค่นี้ อย่าไปเจอวัดที่ต้องสวด ไปสอนไปสั่งไปทำอะไรที่ไม่ใช่เรื่องภาวนาเลย เพราะเท่าที่ได้ศึกษาในพระไตรปิฏก ก็ไม่เห็นมีงานอย่างที่ทำกันในสมัยปัจจุบันนี้หรอก ในสมัยพุทธกาลพอออกบวชแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงสอนให้ไปอยู่ตามป่าตามเขา ไปภาวนากัน แต่สมัยนี้บวชแล้วต้องไปทำโน่นทำนี่ ไปสวดศพ ไปงานบุญ ไปงานอะไรเต็มไปหมด ซึ่งไม่ใช่เป็นงานของพระเลย
เพราะเหตุนี้เองจึงต้องหาวัดที่มีแต่การปฏิบัติ ก็โชคดีไปวัดแรกก็เจอเลย วัดที่มีการปฏิบัติล้วนๆ มีความเข้มงวดกวดขันมาก มีความเข้มข้น ช่วยเราได้มาก เมื่อก่อนก็คิดว่าเข้มแล้ว แต่พอมาเปรียบเทียบกับท่านแล้ว ของเราไม่เข้มข้นเลย เมื่อก่อนกินข้าวมื้อเดียวก็คิดว่าเก่งแล้วนะ ตอนก่อนบวชนี่ก็คิดว่าเก่งแล้ว พอไปอยู่วัดป่าบ้านตาดใหม่ๆ เอ๊ะ!ทำไมพระที่นั่งข้างๆหายไปทีละ ๒ - ๓ วัน ถามว่าไปไหนกันนี่ กลับบ้านหรือ เปล่าท่านอดอาหาร พอเห็นเขาอดอาหารได้ ก็เกิดมุมานะอยากจะลองอดดูบ้าง ก็ลองอดไปกับเขาดู ก็ได้ผลดี ช่วยการภาวนาได้มาก เพราะเวลาอดอาหารแล้วจะมีความหิว เวลาหิวก็ต้องอาศัยการภาวนาช่วยดับความหิว เพราะความหิวส่วนหนึ่งเกิดจากสังขารความคิดปรุงแต่งของจิต ชอบคิดถึงเรื่องอาหาร พอคิดถึงเรื่องอาหารน้ำลายก็ไหลเลย หิวขึ้นมาเลย หิวทางจิต ร่างกายไม่หิว แต่จิตหิว ที่ทรมานนั้น มันทรมานทางจิต
เวลาเกิดความหิวก็ต้องรีบนั่งภาวนาเลย พอจิตสงบความหิวก็หายไป เลยรู้ว่าความหิวมีอยู่ ๒ ชนิดด้วยกัน คือความหิวทางร่างกายส่วนหนึ่ง กับความหิวทางด้านจิตใจ ความหิวทางร่างกายไม่รุนแรงเหมือนกับทางด้านจิตใจ เพราะเวลาที่ไม่ได้ภาวนา จิตปรุงแต่งเรื่องอาหาร มันทรมานมาก หิวมาก แต่พอได้ภาวนาจนจิตสงบ ความทรมานก็หายไป มีแต่ความรู้สึกว่างๆ ท้องว่างๆ รู้สึกอ่อนเพลียบ้างในร่างกายเท่านั้นเอง แต่ไม่ทรมานเหมือนกับความหิวทางด้านจิตใจ การอดอาหารก็เป็นอุบายทำให้ต้องภาวนาอยู่ตลอดเวลา ถ้าปล่อยไว้เดี๋ยวก็ปรุงแต่งเรื่องอาหารขึ้นมา การอดอาหารจึงมีประโยชน์หลายประการด้วยกัน เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่ได้อดอาหาร ตอนเย็นๆจะรู้สึกว่าหิว จิตจะปรุงแต่งเรื่องอาหาร พออดอาหารไปได้สักพักหนึ่ง จิตก็หยุดปรุงแต่ง เพราะว่าเวลาที่ไม่ได้กินครั้งละ ๓ - ๔ วันก็ยังอยู่ได้เลย นี่ไม่ได้กินมื้อเย็นเพียงมื้อเดียวจะเดือดร้อนกับอะไร การรับประทานอาหารก็กลายเป็นเรื่องง่ายไป เวลาไม่ได้ฉันอาหารสัก ๓ - ๔ วันนี้อะไรก็อร่อยไปหมด ข้าวเปล่าๆก็อร่อย ทำให้กินอาหารได้ง่ายขึ้นเยอะ เวลาภาวนาก็ไม่ง่วงเหงาหาวนอน ไม่ขี้เกียจ ต่างกับเวลาที่ฉันตามปกติ พอฉันเสร็จแล้วจะอิ่มหนำสำราญใจ ทีนี้จะไม่อยากภาวนาแล้ว อยากจะหาหมอนนอนเสียมากกว่า
ถ้าการอดอาหารถูกกับจริตของเราก็จะช่วยการภาวนาได้มาก บำเพ็ญไปอดอาหารไปจะช่วยให้ขยันในการภาวนา เพราะจะต้องต่อสู้กับความทุกข์ ที่เกิดจากการปรุงแต่งของจิตเกี่ยวกับเรื่องอาหาร เมื่อคิดแล้วก็จะหิว เมื่อหิวแล้วก็ทรมานใจ ก็ต้องบังคับให้ภาวนา เมื่อภาวนาแล้วจิตก็สงบ พอทำบ่อยๆเข้า ต่อไปก็ชำนาญในเรื่องภาวนา ต่อไปก็สามารถภาวนาได้โดยไม่ต้องมีอะไรมาบังคับ มีเวลาว่างก็นั่งภาวนา เมื่อจิตเริ่มมีความสงบมากๆแล้ว ทีนี้ก็จะเริ่มออกทางด้านปัญญา พิจารณาดูร่างกายของเรา ดูอะไรต่างๆ ที่ทำให้เราทุกข์ ก็ต้องพยายามแก้ไข พิจารณาไปๆก็เห็นว่าความหลงทำให้
13
ไปมีความผูกพันกับสิ่งต่างๆ เมื่อมีความผูกพันแล้วก็ต้องมีความทุกข์ เพราะสิ่งต่างๆนั้น ไม่เป็นไปตามความต้องการของเราเสมอไป ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง
แต่เรามักอยากจะให้อยู่ตามสภาพเดิม อันไหนดีก็อยากจะให้เป็นอย่างนั้นไปตลอด แต่ก็เป็นไปไม่ได้ ร่างกายก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิดมาจนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังเปลี่ยนอยู่ แล้วก็จะเปลี่ยนต่อไปจนกว่าจะถึงจุดจบ ถ้าพิจารณาอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ ก็จะคลายความผูกพัน ยอมรับความจริง ใจก็จะสบาย แยกออกจากกายได้ รู้ว่ากายไม่ใช่ใจ ใจไม่ใช่กาย เพียงแต่ไปหลงคิดว่าเป็นเท่านั้นเอง เป็นเราเป็นของๆเรา แท้จริงแล้วก็เป็นของธรรมชาติ เหมือนต้นไม้ใบหญ้า ร่างกายนี้เป็นเหมือนกับต้นไม้ใบหญ้า ถ้าไปรักไปชอบ แล้ว พอเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ก็จะเสียใจ เพราะอะไร เพราะมีความผูกพันกับเขา ถ้าไม่มี เวลามีอะไรเกิดขึ้น ก็จะไม่รู้สึกอะไร ปัญหาอยู่ที่ความผูกพันเท่านั้นเอง ต้องยอมรับความจริงว่า มีความผูกพันกับอะไรไม่ได้ในโลกนี้ พอมีแล้วก็ต้องทุกข์ทันที
ถาม ในส่วนที่เป็นพ่อแม่ละเจ้าคะ
ตอบ นั่นแหละเพราะเราไม่เห็นว่าลูกของเรา ไม่ใช่ลูกของเรา เราเห็น
ว่าเป็นลูกของเรา ก็เลยมีความผูกพันขึ้นมา ถ้าเห็นว่าเป็นเหมือน
แค่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ก็จะไม่มีความผูกพัน
ถาม มันก็ยาก ความรับผิดชอบกับความเมตตา ขอให้ท่านอาจารย์อธิบายตรงนี้
ตอบ จะว่าเป็นความเมตตาก็ไม่ใช่หรอก เราเรียกว่าความเมตตา ความจริงเป็นความหลงมากกว่า ทำไมเด็กอื่นเราไม่เมตตาล่ะ ทำไมต้องมาเมตตาเฉพาะเด็กคนนี้ล่ะ เด็กอื่นมีตั้งเยอะแยะเต็มไปหมด ใช่ไหม ถ้าความเมตตาที่แท้จริงมันต้องเสมอภาค ต้องไม่มีฝักไม่มีฝ่าย ถึงจะเรียกว่าเป็นความเมตตา อย่างนี้เรียกว่าเป็นความหลง เป็นความรัก เป็นความรักที่เกิดจากอุปาทาน ความยึดมั่นว่าเป็นสมบัติของเรา ถ้าไม่เป็นสมบัติของเรา เช่นลูกของชาวบ้านเขา จะเป็นอย่างไร ไม่เห็นร้องห่มร้องไห้ไปกับเขา แต่ถ้าลูกของเราเกิดไปติดยาเสพติดขึ้นมา เราก็เดือดร้อนวุ่นวาย แต่ถ้าลูกชาวบ้านไปติดคุกติดตะราง เราไม่เดือดร้อน ลูกของคนอื่นเราไม่เดือดร้อน เพราะเราไม่ได้ถือว่าเป็นลูกเรา ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรา แต่คนนี้ออกจากท้องเรา เราก็เลยมีความผูกพันกับเขา ความจริงส่วนที่มีความผูกพันกับเรา ก็เป็นแต่เพียงร่างกายเท่านั้น แต่จิตใจนี้ เป็นใครมาจากไหน เราก็ไม่รู้ ดวงวิญญาณเข้ามาครอบครองร่างกายนี้ ตอนที่อยู่ในท้องของเรา ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน อาจจะเคยเป็นศัตรูกันมาในอดีตก็ได้ เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเราก็ได้ จึงต้องมาทุกข์กับเขา
ถาม ในส่วนของความรับผิดชอบ ท่านอาจารย์ก็ให้อย่างเต็มที่ใช่ไหมคะ
ตอบ ก็เลี้ยงเขาไปตามความสามารถของเรา ให้อาหารเขารับประทาน ส่งเขาเรียนหนังสือ สอนให้เขารู้จักบาปบุญคุณโทษ ก็ทำไป เป็นหน้าที่ของผู้ปกครอง ถ้าเขาจะไปติดยา ไปกินเหล้าเมายา ก็เรื่องของเขาแล้ว เราไปทุกข์กับเขาทำไม เราไปห้ามเขาได้ที่ไหน ก็ห้ามไม่ได้อยู่ดี เหมือนกับได้แอบเปิ้ลมา แต่อยากจะให้แอบเปิ้ลเป็นส้ม เป็นไปได้ไหม เป็นไปไม่ได้หรอก จะร้องห่มร้องไห้อย่างไร ก็เป็นไปไม่ได้ แอบเปิ้ลย่อมเป็นแอบเปิ้ลอยู่นั่นแหละ คนเราก็เหมือนกับผลไม้ แต่ละคนมีจริตนิสัยไม่เหมือนกัน บางคนก็เหมือนกับส้มบางคนก็เป็นเหมือนมะนาว บางคนก็เป็นเหมือนกล้วย เขาเป็นของเขาอย่างนี้ ตามบุญตามกรรม ดังบทสวดที่ว่า เรามีกรรมเป็นของๆตน จะทำกรรมอันใดไว้ ก็ต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น
ลูกของเราเขาก็ทำบุญทำกรรมของเขามา เวลาเขามาเกิด เขาก็อาศัยท้องเราเกิดเท่านั้นเอง แต่ใจของเขามีกรรมเป็นพ่อแม่ มีกรรมเป็นของเขา ถ้าเป็นคนดี เขาก็เป็นคนดีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปสั่งสอน เขาก็ดี อย่างพระพุทธเจ้านี่ ไม่ต้องมีใครไปสั่งไปสอน ท่านก็ดีของท่าน มีแต่จะพยายามไม่ให้ดีเสียอีก พระราชบิดาไม่อยากให้ท่านออกบวช แต่ท่านก็ออกบวช เพราะบุญที่ท่านสร้างมามีพลังมาก ไม่มีใครจะต้านบุญได้ เช่นเดียวกับกรรม ถ้าสร้างกรรมมาอย่างพระเทวทัต
14
เห็นไหมสร้างกรรมไว้มาก ถึงแม้ได้บวช ได้อยู่กับพระพุทธเจ้า ก็ยังต้องมาก่อเวรก่อกรรมกับพระพุทธเจ้าอีก นี่เป็นเรื่องของบุญของกรรมที่มีติดตัวมา เราทำได้ก็เพียงแต่ดูแลเลี้ยงดูเขา ตอนที่เขายังช่วยตัวเองไม่ได้ อย่างตอนที่ยังเป็นเด็กอยู่ ก็ต้องเลี้ยงดูเขาด้วยปัจจัย ๔ เมื่อโตขึ้นก็ส่งเรียนหนังสือ สอนเรื่องบาปบุญคุณโทษ เท่าที่จะสอนได้ ก็เท่านั้น เขาจะรับได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ตัวเขา
อย่างพ่อของอาตมาก็ไม่อยากจะให้บวช แต่ก็ได้มาบวชใช่ไหม มันเป็นเรื่องของบุญของกรรมของแต่ละคน พ่อแม่บางคนก็เสียใจที่ลูกบวช พ่อแม่บางคนก็ดีใจที่ลูกบวช มันก็อยู่ที่จิตใจของพ่อแม่ ว่ามีบุญมีกรรมมากน้อยเพียงไร ถ้าพ่อแม่มีบุญมากเข้าใจถึงเรื่องบุญ เวลาเห็นใครบวชก็ดีอกดีใจ พ่อแม่ที่ไม่มีบุญก็ไม่เข้าใจเรื่องบุญหรอก พอลูกของตนเองไปบวช ก็เกิดความเสียใจขึ้นมา ทำไมลูกเราไม่เอาดีทางโลก ก็คิดไปต่างๆนานา นี่เป็นเรื่องของบุญของกรรมของแต่ละคน โดยหลักแล้วก็คือ อย่าไปยึดอย่าไปติด ต้องทำความเข้าใจว่า เราทุกคนมีชีวิตเป็นของเรา มีทางเดินของเรา ถ้าต้องเกี่ยวข้องกับใคร ก็ให้ใช้ความเมตตา แบบที่ไม่มีความผูกพัน คือช่วยเหลือกันไปตามอัตภาพ เช่นลูกของเรา ก็เลี้ยงดูเขาไป เสร็จแล้วเขาจะไปทางไหน ก็เป็นเรื่องของเขา ถ้าไปอยากให้เขาบวช เขาไม่บวช เราก็จะเสียอกเสียใจ ถ้ายอมรับว่า ถ้าเขาไม่อยากบวช ก็เป็นเรื่องของเขา เราก็ได้ให้โอกาสเขาแล้ว เมื่อเขาไม่ต้องการ ก็ช่วยไม่ได้
เหมือนกับให้เงินเขาก้อนหนึ่ง เขาไม่เอา เราจะไปเสียใจทำไม ใช่ไหม ในเมื่อเขาไม่อยากจะได้เงิน ก็เรื่องของเขา เขาอยากจะไปทางไหน ก็เป็นเรื่องของเขา การปล่อยให้เขาไปตามทางของเขา ก็เป็นความเมตตาอย่างหนึ่งเหมือนกันนะ ดีกว่าการดึงให้เขาไปตามทางที่เราต้องการให้เขาไป อันนี้กลับไม่ใช่เป็นความเมตตา แต่จะกลายเป็นความเกลียดชังกันขึ้นมา เราไปบังคับเขา เขาก็ไม่ชอบขึ้นมา ก็อาจจะทะเลาะกัน โกรธชังกัน เกลียดชังกัน เราต้องรู้ว่า เราเป็นเหมือนกับคนพายเรือเท่านั้นแหละ เหมือนครูบาอาจารย์สอนเด็ก พาให้เด็กข้ามฟากไปเท่านั้นเอง เด็กจะกระโดดลงจากเรือไปกลางทางก็ช่วยไม่ได้ เรามีหน้าที่เลี้ยงดูให้ลูกได้รู้จักผิดถูกดีชั่ว ให้เขาพึ่งตัวของเขาเองได้ ก็หมดหน้าที่ของเราแล้ว ถ้าจะเลือกไปทางดี ก็เป็นบุญของเขา ถ้าจะไปทางไม่ดี ก็เป็นกรรมของเขา ไม่มีใครบังคับจิตใจของใครได้ ในที่สุดเราก็ต้องตายจากเขาไป เวลาเราตายไปแล้ว ใครจะมาบังคับเขาล่ะ เขาก็ต้องไปตามทางของเขาอยู่ดี
ถาม ท่านอาจารย์ขอออกบวช โยมพ่อโยมแม่ท่านห้ามไหมคะ
ตอบ โยมแม่เขาก็อนุโมทนา แต่โยมพ่อไม่เห็นด้วย ความเห็นไม่ตรงกัน โยมพ่อคิดว่า เราไม่มีทางไปแล้วหรือ ถึงจะต้องไปบวชอาศัยผ้าเหลืองกิน ท่านคิดอย่างนั้น คิดว่าคนไปบวชเป็นคนไม่มีทางไปแล้ว ท่านก็ว่าเราไม่ใช่เป็นคนแบบนั้น ได้ไปเรียนหนังสือมา มีความรู้ความสามารถ ทำไมต้องมาท้อแท้กับชีวิต ท่านคิดแบบนั้น คิดว่าคนที่ไปบวชเป็นคนท้อแท้ต่อชีวิต คนสิ้นท่า ไม่มีปัญญาที่จะต่อสู้กับชีวิต ท่านคิดอย่างนั้น อยากให้อยู่สู้ต่อไป อย่าไปท้อแท้
ถาม แล้วคนที่เป็นพ่อแม่ลูกกัน ต้องมีความผูกพันกันมาก่อนหรือเปล่าคะ
ตอบ เรื่องนี้อาตมาก็ไม่ทราบ ถ้าให้พูดก็คิดว่าเป็นไปได้ทั้ง ๒ อย่าง มีความผูกพันกันมาก็มี ไม่มีความผูกพันกันมาก็มีเหมือนกัน ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของกันและกัน โอกาสที่มีก็ย่อมมีได้ เพราะเราเวียนว่ายตายเกิดกันมานับภพไม่ถ้วน ก็คงเคยเจอกันหลายครั้งหลายหนแล้ว เวลาเจอกันนี่ ก็รู้เลยว่าชอบคนนี้ รู้เลยว่าไม่ชอบคนนี้ เป็นความรู้สึกที่ฝังอยู่ในใจของเรามา ถ้าจะให้รู้จริงต้องระลึกชาติได้ อย่างพระพุทธเจ้า จะทรงรู้ว่าคนนี้เมื่อก่อนนี้มีอะไรกันมา อย่างพระเทวทัตนี่ ก็ทรงเล่าประวัติความเป็นมาตั้งแต่เริ่มต้นเลย ว่าเคยมีอะไรกันมา อย่างพระมเหสีของพระองค์ ก็ทรงทราบว่าได้เคยร่วมสุขร่วมทุกข์กันมาอย่างไร ต้องมีความสามารถหยั่งทราบถึงอดีตชาติ ถึงจะรู้ได้
ถาม ภาระหน้าที่ที่ลูกต้องมีต่อบิดามารดา สมมุติว่าบิดามารดาแก่แล้ว แต่เราก็อยากจะออกมาปฏิบัติ ถ้าออกมาปฏิบัตินานๆพ่อแม่ก็จะต้องเหนื่อย คือต้องทำงานบ้านเอง อย่างนี้ถือว่าบาปไหมคะ เพราะจริงๆชีวิตมันไม่แน่นอน ถ้าจะรอเลี้ยงดูพ่อแม่ก่อนแล้วค่อยออก มาปฏิบัติ เราก็ไม่รู้ว่าเราจะตายไปเมื่อไร
15
ตอบ การเลี้ยงดูพ่อแม่ก็เป็นการปฏิบัติอย่างหนึ่งเหมือนกัน ถ้าเราไม่ดูแลพ่อแม่ แล้วใครจะดูแลท่านล่ะ ใช่ไหม มันเป็นทางที่เราต้องดำเนินไป ไปทางตรงไม่ได้ ก็ต้องไปทางนี้ก่อน เพราะยังต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ก่อน ถ้าไม่เลี้ยงท่าน เวลาไปปฏิบัติจิตก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาอยู่ดี เกิดความรู้สึกไม่ดีกับตัวเองขึ้นมา แล้วก็จะไม่สามารถปฏิบัติได้ อาตมาคิดว่าการเลี้ยงดูพ่อแม่ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคของการปฏิบัติ ถ้าเราฉลาดพอ ก็สามารถจัดการได้ หมายถึงจัดหาเวลาปลีกตัวไปได้บ้าง ไม่ต้องอยู่กับท่านไปตลอดเวลา นอกจากเป็นเหตุจำเป็นจริงๆ ท่านเลี้ยงดูตัวท่านเองไม่ได้ แล้วไม่มีใครทำหน้าที่แทนได้ ก็ใช้การเลี้ยงดูท่านนี่แหละ เป็นเหตุสร้างบุญบารมีไปก่อน
เช่นพระอานนท์ ท่านไม่เหมือนกับพระสาวกองค์อื่น ท่านได้ปรนนิบัติรับใช้พระพุทธเจ้าถึง ๒๕ ปี ไม่ได้บรรลุธรรมที่สูงกว่าที่มีอยู่ในช่วงที่รับใช้พระพุทธเจ้า เป็นแค่พระโสดาบันเท่านั้นเอง แต่พระสาวกรูปอื่น พอบวชแล้ว ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมแล้ว ไม่มีภาระที่จะต้องคอยปรนนิบัติพระพุทธเจ้า ก็ออกไปปฏิบัติตามป่าตามเขาตามลำพัง ก็ได้บรรลุกันอย่างรวดเร็ว เยอะแยะไปหมด เป็นวิถีชีวิตของแต่ละคน แต่พระอานนท์ก็ได้ประโยชน์มาก การที่ได้อยู่กับพระพุทธเจ้า ได้ยินได้ฟังธรรมอยู่ตลอดเวลา เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปเพียง ๓ เดือน ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ จึงอย่าไปคิดว่าการปรนนิบัติดูแลพ่อแม่เป็นอุปสรรค ถือว่าเป็นทางเดินของเราดีกว่า ต้องเดินไปทางนี้ก่อน จะทำให้เรามีความแน่วแน่มั่นคง ต่อจุดหมายปลายทางของเรา ดีกว่าไปแบบชิงสุกก่อนห่าม เข้าใจไหม ถ้าไปแบบชิงสุกก่อนห่าม อาจจะไม่สุก แต่จะเละเทะไปเลย เสียไปเลยก็ได้ ปัจจุบันเราอยู่ที่ไหน เราก็สามารถปฏิบัติได้ในที่นั้นๆ จะได้มากหรือน้อยเท่านั้นเอง แต่อย่าไปกังวล การทำความดีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเวลาไหน ถือว่าเป็นการนำพาให้ได้ไปสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องการจะไปต่อไป
ถาม ที่ท่านอาจารย์พูดอย่างนี้หมายถึง การทำทุกอย่าง ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติเหมือนกัน
ตอบ ใช่
ถาม สงสัยว่าอย่างพระจะเลือกวัด ก็เลือกวัดที่ไม่มีภารกิจ สงสัยว่าพระเวลาทำงานก็สามารถปฏิบัติได้เช่นกันใช่ไหมคะ
ตอบ ใช่ ถ้าไม่มีทางเลือกก็ต้องทำไปก่อน ถ้ามีทางเลือกที่ดีกว่าทำไมไม่เลือก เช่นมีถนน ๒ เส้น เส้นหนึ่งรถติดมาก ไปได้แต่ช้า อีกเส้นหนึ่งว่าง ไม่ไปเส้นนั้นหรือ ถ้ามีเส้นเดียว ก็ต้องไปเส้นนี้ก่อน คือเราสามารถปฏิบัติได้ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหน เพียงแต่ว่าจะได้มากได้น้อย จะเร็วหรือช้าเท่านั้นเอง บางครั้งไม่มีทางเลือก ก็ต้องอยู่กับสภาพนั้นไปก่อน เป็นภาระยังติดค้างอยู่ ที่ยังไม่สามารถปลดเปลื้องได้ ก็ต้องอยู่กับสภาพนั้นไปก่อน แต่การอยู่ในสภาพนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องอยู่เฉยๆ ก็ยังภาวนาได้ ยังอ่านหนังสือธรรมะได้ ไม่ได้เลี้ยงดูพ่อแม่ตลอด ๒๔ ชั่วโมง เวลาให้อาหารท่านเสร็จแล้ว มีเวลาว่างก็เปิดหนังสือธรรมะอ่าน หรือนั่งสมาธิก็ได้ อาจจะไม่เข้มข้น เหมือนกับการได้ไปปฏิบัติที่วัด แต่ก็ยังทำได้อยู่ ก็ทำไป ก็เหมือนกับขับรถไป แล้วรถติด ไม่มีทางอื่นไป ก็ไปทางนี้ก่อน พอมีทางที่ดีกว่า ก็ไปเลย ชีวิตของคนเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน ของอาตมานี่ คล้ายๆกับว่าเป็นบุญหรืออะไรไม่ทราบ ถึงเวลาก็มีช่องไป โดยที่ไม่เคยคิดไว้ก่อนเลย ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยคิดว่าจะมาบวชเป็นพระ เพราะโดยปกติที่บ้านก็ไม่ได้เข้าวัดเข้าวากัน ตอนเรียนหนังสือก็เรียนโรงเรียนคริสต์
ถาม คงเป็นบุญเก่า
ตอบ เกือบจะเป็นคริสต์แล้ว แต่ตอนที่จะต้องตัดสินใจก็เปลี่ยนใจ
ถาม นั่งไปหลายๆชั่วโมงเมื่อเกิดทุกขเวทนามากๆนี่ ได้พยายามดูเขา แต่บางทีตรงส่วนหนึ่งหาย มันก็จะเลื่อนไปเรื่อยๆ ท่านอาจารย์มีวิธีแก้อย่างไรคะ ไม่ให้พิจารณาตรงบริเวณนั้นหรือว่าให้ไปดูอย่างอื่นเลย
ตอบ มันแก้ได้ ๒ แนวทาง คือแนวทางของสมาธิ ก็ให้บริกรรมอย่างเดียว อย่าไปสนใจว่าจะเจ็บจะปวดตรงไหน ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งสิ้น เหมือนเรานั่งคุยกันขณะนี้ เราไม่ไปสนใจเรื่องเสียง เรื่องอะไรต่างๆ ถ้าไม่ไปสนใจ มันก็จะไม่เข้ามาใน
16
ใจ เราก็สามารถคุยกันได้ มีสมาธิอยู่กับการคุยกันได้ ถ้าไปรำคาญกับเสียงต่างๆ เดี๋ยวก็เสียสมาธิ คุยกันไม่รู้เรื่อง การภาวนาก็แบบนี้ ถ้าเกิดความเจ็บปวดตรงนั้น เจ็บปวดตรงนี้ คันตรงนั้นตรงนี้ ถ้าไม่ไปสนใจ บริกรรมอย่างเดียว ให้อยู่กับคำบริกรรมไปเรื่อยๆ ก็อยู่ได้ แต่ถ้าหยุดเมื่อไร จะรู้สึกเจ็บตรงนั้น ปวดตรงนี้ ปรุงแต่งขึ้นมาแล้ว ก็จะเริ่มเกิดความทุกข์ภายในใจขึ้นมา แล้วก็จะทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะตอนนั้นเราไม่ได้บริกรรมแล้ว นี่คือวิธีหนึ่ง
อีกวิธีหนึ่งก็ใช้ปัญญาพิจารณา ดูไอ้ตัวเวทนานี้ว่าเป็นอย่างไร ทำไมจึงทนไม่ได้ เป็นเพราะว่าเราไม่ชอบเขาใช่ไหม ทำไมเวทนาที่เราชอบ เช่นสุขเวทนา ทำไมเรารับได้ อาตมาพิจารณาเปรียบเทียบกับเสียงที่เข้ามาในหู เสียงที่เราชอบจะดังขนาดไหน ก็จะไม่รบกวนใจเรา แต่เสียงที่เราไม่ชอบ แม้แต่เพียงนิดเดียว ก็เป็นเหมือนเข็มทิ่มแทงใจ ทั้งๆที่เป็นเสียงเหมือนกัน เข้าใจไหม เวลาคนสรรเสริญเยินยอเรานี่ จะพูดดังขนาดไหนก็ไม่มีปัญหา เราฟังได้ แต่พอใครตำหนิเรานิดเดียวนี่ เสียงเบาๆเพียงคำเดียวก็ทำลายใจเราได้ พิจารณาดูก็เห็นว่าอยู่ที่ความชอบ ความไม่ชอบของใจเรา เป็นเสียงเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นสรรเสริญหรือนินทา เวทนาที่เกิดจากร่างกาย ก็เป็นการสัมผัสของกายกับโผฏฐัพพะ แล้วก็เข้าไปในใจ รับรู้ที่ใจเหมือนกับเสียง เวทนาก็มีทั้งที่เราชอบ กับที่เราไม่ชอบ ถ้าชอบก็จะไม่รังเกียจ เช่นเวลานั่งดูหนัง นั่งคุยกันนานๆนี่ ไม่รู้สึกเจ็บปวดตรงไหนเลย เพราะมันเพลิน เราไม่ไปสนใจกับมัน แต่เวลานั่งสมาธินี้ อะไรนิดมาสัมผัสกับใจ ก็ออกไปรับรู้แล้ว จึงไม่อยากนั่งเฉยๆ
เวทนาก็เกิดจากการสัมผัสของโผฏฐัพพะกับกาย ทำให้เกิดเวทนาขึ้นมาภายในใจ รับรู้ในใจ ถ้าใจยินดีก็เป็นสุข ถ้ายินร้ายก็เป็นทุกข์ ถ้าทำใจเป็นกลางๆ ไม่ยินดียินร้าย ก็ไม่เดือดร้อน ก็พยายามพิจารณาอย่างนี้ไป พิจารณากลับไปกลับมาจนในที่สุดก็ยอมรับ ใจก็วางเฉย แต่เวทนาก็ไม่หาย ยังมีอยู่ แต่ไม่ทรมานใจ เพราะใจไม่รังเกียจ ไม่ได้อยากจะให้เวทนาหาย หรืออยากจะหนีจากเขาไป ใจรับได้ ยอมรับว่าเป็นอย่างนี้ ก็ต้องเป็นอย่างนี้ อยู่กันได้ อย่างนี้ก็เป็นความสงบแบบหนึ่ง แต่ร่างกายไม่ได้หายไปจากความรู้สึก ร่างกายก็อยู่ เวทนาก็อยู่ จิตก็อยู่ ก็นั่งไปสบายๆ ท่ามกลางความเจ็บที่ยังมีอยู่ แต่ไม่เดือดร้อน วางเฉยได้
อุบายของการพิจารณาจึงพูดยาก ของแต่ละคนต้องสรรหากันเอง แต่ก็อยู่ในแนวนี้ ที่ว่าของทุกอย่างมีทั้งหัวมีทั้งก้อย ของชิ้นเดียวกัน คนหนึ่งเห็นแล้วก็ชอบ อีกคนหนึ่งเห็นแล้วก็ชัง คนหนึ่งเห็นแล้วเกิดความทุกข์ขึ้นมา อีกคนหนึ่งเห็นแล้วเกิดความสุขขึ้นมา อยู่ที่จะมองกัน ว่าจะชอบหรือชังเท่านั้นเอง ถ้าไปเจอในสิ่งที่ไม่ชอบ ก็จะทรมานใจมาก แต่ถ้าทำใจได้ว่า หนีไม่พ้น ต้องเป็นอย่างนี้ ยอมรับได้ จะเป็นอย่างนี้ก็ให้เป็นไป ไม่ไปอยากให้เป็นอย่างอื่น เรื่องก็จบ
โดยสรุปเวลาเกิดทุกขเวทนาขึ้นมา ก็ปล่อยให้เป็นไป เราก็ภาวนาของเราต่อไป พุทโธๆๆไป เวทนาจะเป็นอย่างไรก็เป็นไป รู้ว่าเป็นอย่างนี้ บังคับไม่ได้ จะอยู่ก็อยู่ไป ไม่รังเกียจ ไม่อยากหนีจากเวทนาไป เวทนาก็ไม่ต้องหนีจากเราไป อยากจะอยู่ก็อยู่ไป
ถ้าพิจารณาจนยอมรับความจริงนี้ได้ เวทนากับเราก็อยู่ร่วมกันได้ ใจไม่เดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ก็เป็นลักษณะเดียวกัน อาหารอย่างเดียวกัน คนหนึ่งชอบ อีกคนหนึ่งไม่ชอบ ปัญหาก็อยู่ที่ชอบกับไม่ชอบของใจเท่านั้นเอง ถ้าเป็นคนเฉยๆ อะไรก็กินได้ ไม่กินก็ได้ ก็ไม่เดือดร้อนอะไร คนที่ชอบไม่ได้กินก็เดือดร้อนนะ คนที่ไม่ชอบต้องกินก็เดือดร้อน แต่คนที่เฉยๆนั่นแหละดีที่สุด กินก็ได้ ไม่กินก็ได้ โดยสรุปก็ต้องตัดความชอบตัดความชังออกไป ให้เข้าสู่ความเป็นกลาง ต้องอยู่กับอะไรก็อยู่ไป เมื่อไม่มีอะไรก็ไม่ต้องไปหามา ไปแล้วก็แล้วกันไป เมื่อยังไม่ไป ก็อยู่ไป เวลานั่งสมาธิแล้วเกิดความรู้สึก เจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้ก็เหมือนกัน อ้าว!มาแล้วหรือ มาเยี่ยมเราแล้ว ก็ให้อยู่ไป ไม่ต้องไปหนี ลองนั่งดูซิ ถ้ามีความเห็นที่ถูกต้องแล้ว เข้าใจหลักของการนั่งแล้ว ต่อไปจะไม่รังเกียจ แล้วจิตจะเข้าสู่ความเป็นกลาง
17
ถาม เช่นเดียวกับพวกอาการทางกายอื่นๆหรือเปล่าคะ
ตอบ ทุกอย่างก็เหมือนกันหมด รักษาได้ก็รักษาไป แก้ได้ก็แก้ไป รักษาไม่ได้ก็ต้องอยู่ร่วมกันไป จนกว่าจะจากกันไป เวลาจะเป็นก็ต้องเป็น มียารักษาได้ ก็รักษาไป แต่อย่าไปอยากให้หายก็แล้วกัน เพราะจะทรมานใจถ้าไม่หาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ดูแลรักษานะ ที่ไหนมียาดีหมอดี รักษาแล้วหาย ก็ไปลองดู ถ้าปลงได้ ไม่หายก็ไม่เป็นไร หายแล้วเดี๋ยวก็ต้องเป็นอีก ในที่สุดก็จะต้องตายอยู่ดี ก็ไม่ต้องไปขวนขวายให้ทุกข์ไปเปล่าๆ ถ้าจิตใจถึงขนาดนั้นแล้ว ก็จะไม่สนใจ กลับเห็นเป็นเรื่องวุ่นวาย ที่ครูบาอาจารย์ไม่ยอมเข้าโรงพยาบาล ก็เพราะเหตุนี้แหละ วุ่นวาย เมื่อใจไม่กังวลแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร จะเป็นอย่างไรก็ได้ ดูแลไปตามอัตภาพ ถ้าใจยังอยาก ก็จะเป็นเรื่องขึ้นมา ต้องดิ้นรน หมอดีอยู่ที่ไหนไกลขนาดไหนก็ต้องถ่อไป ส่วนใหญ่ก็เป็นความหวังแบบลมๆแล้งๆ มีคนมาเสนอเวลาเราไม่สบาย ว่าหมอคนนั้นดี หมอคนนี้ดี เราก็บอกเขาว่าไม่เป็นไร ขี้เกียจไป
ถาม บางทีครูบาอาจารย์ไม่สบายท่านเองไม่ค่อยกังวล แต่ลูกศิษย์กังวลมากกว่า พยายามขวนขวายหาหมอแนะนำครูบาอาจารย์ ใช้หยูกยาอะไร
ตอบ เพราะเรามีความปรารถนาดี เราอยากจะให้ท่านหาย เรามีแต่ความอยาก เราไม่มีปัญญา ท่านมีปัญญา ท่านมองข้ามชอตนี้ไปแล้ว ท่านบอกว่าถ้าหายคราวนี้ ก็ไปเป็นคราวหน้าต่อ ท่านมองเห็นกระทั่งถึงจุดสุดท้าย ในที่สุดก็ไม่มีใครรักษาได้
ถาม มองเหมือนกับคนที่อยู่อาศัยด้วยกัน แล้วเราคอยดูแลตามอัตภาพ
ตอบ ใช่เท่าที่จะดูแลได้ แต่ไม่ให้ไปสร้างความวุ่นวายใจ ถ้าเกิดความวุ่นวายใจ แสดงว่าทำเกินความจำเป็นแล้ว สร้างความทุกข์ให้กับเราโดยไม่รู้ตัว พยายามที่จะให้กายหาย แต่ใจนี่กลับทุกข์เหลือเกิน มันคุ้มค่าไหม แต่เราไม่รู้กัน เพราะใจของเราทุกข์อยู่ตลอดเวลา แต่ใจของท่านที่ปฏิบัติแล้ว จะไม่มีความทุกข์อยู่ในใจ เวลาจะทำอะไรแล้ววุ่นวายใจขึ้นมา ท่านก็ไม่อยากจะไปเกี่ยวข้องด้วย ท่านยอมรับว่ายังไงๆก็จะต้องตายอยู่ดี หนีไม่พ้นหรอก และท่านก็อยู่แบบไม่ได้หวัง ไม่ต้องการอะไรกับการอยู่ กลับเห็นว่าการอยู่เป็นภาระเสียมากกว่า อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ภารา หะเว ปัญจักขันธา ขันธ์ ๕ นี้ เป็นภาระที่หนักมาก พอตื่นขึ้นมา ก็ต้องหาข้าวให้ร่างกายกินแล้ว กินเสร็จแล้วต้องเดิน ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ต้องอาบน้ำอาบท่า ต้องทำอะไรต่างๆ คนนั้นมาหาคนนี้มาหา ต้องเทศน์ ต้องสอน ต้องพูด มีแต่งานทั้งนั้น
เมื่อไม่มีร่างกายก็จะสบาย ไม่ต้องดูแลรักษา จิตแยกออกจากกายได้ รู้ว่าอะไรเป็นจิต รู้ว่าอะไรเป็นกาย รู้ว่าอะไรทำให้จิตมีความสุข รู้ว่าอะไรทำให้มีความทุกข์ จิตรู้ จิตสามารถแยกแยะได้ อะไรที่จะทำให้เกิดความทุกข์ความวุ่นวายใจ ก็ไม่เอา ปล่อยไปตามอัตภาพดีกว่า อยู่ได้ก็อยู่ไป เมื่ออยู่ไม่ได้ถึงเวลาไปก็ไป ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าหรอก สักวันหนึ่งพวกเราทุกคนก็ต้องไปกัน เวลาอยู่ขอให้อยู่แบบกำไร ไม่อยู่แบบขาดทุนก็แล้วกัน อยู่แล้วได้ปฏิบัติธรรม ได้สะสมบุญบารมี ได้ก้าวหน้าทางด้านจิตใจ จิตมีความสงบมากขึ้น จิตเกิดปัญญาสามารถต่อสู้กับกิเลสตัณหาที่มีอยู่ในใจ คือความอยาก ความรัก ความชังทั้งหลาย ที่ต้องแก้ไข มากกว่าสิ่งอื่นๆ คนอื่นเราไม่ต้องไปแก้ไขเขา ทุกคนต้องเป็นที่พึ่งของตนเองในที่สุด ไม่มีใครแก้ไขใครได้ เราต้องแก้ไขตัวเราเองโดยอาศัยคำสอนของผู้รู้ อย่างพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวก
พระพุทธเจ้าไม่สามารถแก้กิเลสของเราได้ ครูบาอาจารย์ก็แก้กิเลสเราไม่ได้ ท่านมีแต่คอยแนะนำวิธีแก้ให้กับเรา แต่ถ้าเราไม่เอามาแก้ ก็แก้ไม่ได้อยู่ดี จงมองว่าร่างกายเป็นเครื่องมือไว้สำหรับแก้ปัญหาของใจ ต้องมีร่างกายเพื่อจะได้ยินได้ฟังธรรมะ เมื่อได้ยินได้ฟังแล้ว จะได้เอาร่างกายมาทำงาน มาแก้กิเลส เดินจงกรม นั่งสมาธิ ต่อสู้กับกิเลส กิเลสก็ต้องการใช้ร่างกายเหมือนกัน เอาไปทำงานของกิเลส เอาไปเที่ยว ไปดูหนัง ฟังเพลง ไปกิน ไปดื่ม กิเลสต้องการใช้ร่างกายนี้
18
เราก็ต้องการใช้ร่างกายนี้เหมือนกัน จึงต้องพยายามดึงให้เข้าทางจงกรมให้ได้ ดึงให้เข้าวัดให้ได้ อย่าให้ไปกับกิเลส ถ้าฝืนกิเลสได้แล้ว ต่อไปกิเลสตัณหาก็จะหมดไปๆ แล้วก็จะไม่มีอะไรมาสร้างความรำคาญใจให้กับเรา อยู่ที่ไหนก็สบาย อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข จะนั่ง จะเดิน จะนอนก็มีความสุขใจ เพราะไม่มีอะไรมาสร้างความรำคาญใจ ไม่มีความอยาก ไม่มีความต้องการอะไรภายนอก ที่ต้องอยู่ต้องกิน เพราะเป็นความจำเป็นของร่างกาย แต่จิตใจไม่ได้มีความอยากมีอยากเป็นหลงเหลืออยู่เลย
ไปหาครูบาอาจารย์มากันกี่ปีแล้วล่ะ ก็ถือว่าโชคดีนะที่ได้พบกับครูบาอาจารย์สายนี้ เหมือนกับได้กลับไปในสมัยพุทธกาล ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเหมือนสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงนำปฏิบัติ เพราะอ่านในพระไตรปิฏก ก็มีเรื่องเหล่านี้ทั้งนั้น มีแต่พระปฏิบัติ มีแต่พระเดินจงกรม นั่งสมาธิ อยู่ตามป่าตามเขา ไม่เห็นมีแบบที่เห็นกันตามบ้านตามเมืองทุกวันนี้ แต่ก็ยากนะสำหรับคนบางคนที่จะเข้าใจพระสายปฏิบัติ เพราะถ้าถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็กว่า ศาสนาพุทธต้องเป็นแบบนี้นะ ต้องมีการทำบุญ ต้องมีงานสมโภช มีอะไรต่างๆ ก็จะไม่เข้าใจว่าทำไมพระป่าถึงอยู่กันแบบนี้ แต่ถ้าได้ศึกษาจากต้นฉบับ ศึกษาจากพระไตรปิฏก ก็จะเห็นความแตกต่างกันมาก สมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าไม่เคยสร้างวัดแม้แต่วัดเดียว มีแต่ศรัทธาญาติโยมสร้างถวายให้ พระไม่ไปเกี่ยวกับเรื่องการสร้างวัดสร้างวา ไปเรี่ยไรผ้าป่าอะไรต่างๆ ไม่มี ไม่ใช่งานของพระ ถ้าไม่มีคนสร้างวัดให้ ก็ทรงสอนให้อยู่ตามโคนไม้ อยู่ตามถ้ำ ตามเรือนร้างอยู่แล้ว
นั่นคือที่อยู่ของพระในสมัยพุทธกาล ไม่ได้อยู่ตามวัดกัน เวลาที่พระพุทธเจ้าประกาศสอนธรรมะใหม่ๆ ก็ทรงประทับอยู่ตามโคนไม้ ที่สงบสงัดวิเวก ผ้าจีวรยังไม่มีใครถวายกันเลย ต้องไปเก็บเศษผ้าที่ถูกทิ้งไว้ตามป่าช้า ตามกองขยะ จึงเรียกว่าผ้าป่า คือผ้าที่ทิ้งอยู่ตามป่าช้า เศษผ้าได้มามากน้อยเท่าไรก็สะสมไว้ แล้วก็มาปะ มาเย็บทำให้เป็นผืนใหญ่ขึ้นมา แล้วก็เอาไปซักเอาไปย้อม เท่านี้ก็ห่มได้แล้ว สมัยนั้นไม่มีใครถวายผ้าจีวรให้กับพระ พระลำบากมากเรื่องผ้า ท่านจึงต้องดูแลรักษาผ้าให้เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของชีวิตของท่าน ผ้าครอง ๓ ผืนต้องรักษาอย่างดี ไปไหนต้องเอาติดตัวไปด้วย ต้องไม่อยู่โดยปราศจากผ้าครองทั้ง ๓ ผืน อีกอย่างที่ต้องมีก็คือบาตร บาตรนี้สำคัญมาก ถ้าไม่มีบาตรก็จะไม่มีข้าวกิน จึงต้องดูแลรักษาบาตรอย่างดี
ท่านอยู่กันแบบเรียบๆง่ายๆ เรื่องวัตถุภายนอกจะไม่ค่อยมีกัน แต่มีเวลาบำเพ็ญมาก แล้วก็ได้บรรลุกันเป็นจำนวนมาก ในสมัยนั้นผู้บำเพ็ญก็ได้สมาธิกันแล้ว นักบวชในลัทธิอื่นๆก็ได้บรรลุฌานกัน ได้สมาธิกัน แต่ไม่มีปัญญาเท่านั้นเอง มองไม่เห็นไตรลักษณ์ มองไม่เห็นอนัตตา เห็นอนิจจัง เห็นทุกข์ แต่ไม่เห็นอนัตตา ไม่รู้ว่าอัตตาตัวตนเป็นสมมุติที่จิตสร้างขึ้นมา และก็เชื่อกันมา ฝังลึกอยู่ในจิตใจของปุถุชนมาตลอด มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ได้พิจารณาค้นหาอย่างเต็มที่ หาทั้งในกาย หาทั้งในจิต หาตรงไหนก็ไม่มีตัวตนเลย จะมีก็อยู่ที่ความรู้สึกนึกคิดเท่านั้น พอได้ทรงนำมาประกาศสอนพวกฤาษีทั้งหลาย ก็ทำให้บรรลุมรรค ผล นิพพานได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีศีลมีสมาธิอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดก็คือปัญญานั้นเอง
เวลาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดพวกนักบวชในลัทธิอื่น ที่ฟังครั้งละ ๕๐๐ รูป ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ทั้ง ๕๐๐ รูปทันที คิดดูภายในระยะเพียงไม่กี่เดือน นับตั้งแต่วันแรกที่ทรงประกาศพระธรรมสอนโลกในวันเพ็ญเดือน ๘ จนถึงวันเพ็ญเดือน ๓ วันมาฆบูชา ก็เจ็ดเดือนด้วยกัน ก็ปรากฏมีพระอรหันต์ถึง ๑,๒๕๐ รูป ที่ได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้าโดยไม่ได้นัดหมายกันไว้ก่อน แต่ตอนที่พระพุทธเจ้ายังไม่ได้ประกาศสอนธรรมะ ไม่มีการปรากฏขึ้นของพระอรหันต์เลยแม้แต่รูปเดียว เพราะไม่มีใครจะรู้เรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ได้ นอกจากพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น พอมีพระพุทธเจ้ามาโปรดแล้ว ผู้ที่ได้ยินได้ฟังก็นำไปพิจารณา ก็จะเข้าใจ พอเข้าใจแล้ว ก็ปล่อยวางได้เลย จึงต้องทำความเข้าใจให้ได้ว่า ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา พอเข้าใจแล้ว ก็จะหลุดพ้น จะไม่ทุกข์กับร่างกายอีกต่อไป
19
ถาม ท่านอาจารย์คะ สมมุติว่าเรารู้ว่าทางนี้เป็นทางที่ดีและเราเข้าใจแต่ว่าคนใกล้ตัวเราเขาไม่ยอมรับ และเขาก็ไม่มาทางนี้กับเราเลย เรามีวิธีช่วยเขาอย่างไรคะ
ตอบ ก็เรื่องของเขา ไม่ต้องไปช่วยเขา พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ช่วยใครตอนออกจากวัง ก็ออกมาเพียงพระองค์เดียว
ถาม เราก็รู้เห็นแต่เราก็ทำอะไรไม่ได้
ตอบ ทำไม่ได้หรอก เรายังช่วยตัวเราเองไม่ได้เลย จะไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร เรายังว่ายน้ำไม่เป็นเลย เราจะช่วยคนอื่นให้ว่ายได้อย่างไร เราต้องหัดว่ายให้เป็นก่อน ว่ายเป็นแล้วค่อยสอนผู้อื่น พอว่ายเป็นแล้ว ผู้อื่นก็จะเกิดศรัทธาในตัวเรา อย่างพระพุทธเจ้าพอตรัสรู้แล้วพระราชบิดาก็มีศรัทธา ใครๆก็มีศรัทธา นิมนต์มาสอนในวังเลย ไม่นานก็ได้บรรลุกัน ถ้าพระพุทธเจ้ายังอยู่ แล้วทรงชวนให้ออกบวชด้วยกัน คงไม่ได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา จึงต้องเสด็จไปก่อน ต้องทำเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าดีจริง แล้วก็จะเกิดศรัทธาเลื่อมใสขึ้นมาเอง แล้วจะตามมาเอง ถ้าตามมาเองก็จะง่าย ง่ายกว่าลากมา ถ้าลากมาเราก็จะต้องเหนื่อย จะไม่มีกำลังพอที่จะลากมาได้
จึงต้องยอมรับว่า คนเรามีบุญมีกรรมไม่เท่ากัน สะสมบุญบารมีมาไม่เท่ากัน ทำทานมาไม่เท่ากัน เวลาที่คนหนึ่งไปทำบุญ อีกคนหนึ่งก็ไม่อยากจะไป คนหนึ่งชอบไปกินเหล้าเมายา อีกคนก็ไม่อยากจะไป เพราะบำเพ็ญมาไม่เหมือนกัน สะสมบุญบารมีมาแตกต่างกัน เพียงแต่ได้มาเจอกัน แล้วเกิดมีความจำเป็นต้องอยู่ด้วยกัน ก็อยู่กันไป ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องแยกทางกัน เวลาไหนที่เรามีโอกาสว่าง พอที่จะปลีกตัวไปทำอะไรของเราได้ เราก็ไป แต่ถ้าเขาจะไปด้วยก็ดี ถ้าเขาไม่ไป ก็ไม่เป็นไร เพราะในที่สุดเขาก็ต้องปฏิบัติของเขาเอง เรากินข้าวแทนเขาได้ไหมล่ะ เขาก็ต้องกินข้าวของเขา เราก็ต้องกินข้าวของเรา เวลาเรากินข้าวแล้วเขาไม่กิน เราจะไปบังคับเขาได้ไหม เขาไม่หิวเขาไม่อยากจะกิน เราก็บังคับเขาไม่ได้
การปฏิบัติก็เหมือนกัน เป็นสิ่งที่แต่ละคนจะต้องปฏิบัติกันเอง ทำกันเอง ไม่มีใครทำแทนกันได้ แต่ทำเป็นตัวอย่างให้เขาเกิดกำลังใจได้ เช่นถ้าได้อยู่กับคนที่มีความเข้มข้น ก็จะช่วยดูดเราให้มีความเข้มข้นขึ้น อย่างที่เล่าให้ฟัง สมัยที่อาตมาอยู่คนเดียว ก็คิดว่าเข้มข้นแล้ว แต่พอไปอยู่กับคนที่เข้มข้นกว่า ก็รู้ว่ายังใส ยังไม่เข้มข้น ก็ทำให้ได้เพิ่มความเข้มข้นขึ้นมา แต่ถ้าไปอยู่กับคนที่ใสกว่าเรา เขาก็จะดึงให้ใสตามเขาไป พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าถ้าจะอยู่กับใคร ให้อยู่กับคนที่ฉลาดกว่าเรา เก่งกว่าเรา หรือเท่าเรา อย่าไปอยู่กับคนที่โง่กว่าเรา เลวกว่าเรา ถ้าไม่สามารถหาคนที่ฉลาดกว่าเรา เก่งกว่าเราได้ ก็อยู่ของเราไปคนเดียวดีกว่า อย่าไปอยู่กับคนที่เลวกว่า เพราะจะฉุดเราให้เลวกว่าที่เป็นอยู่
การเลือกเพื่อนปฏิบัติ เลือกกัลยาณมิตร ต้องหาคนที่เก่งกว่าเรา ดีกว่าเรา เพราะเขาสามารถฉุดเราช่วยเราได้ อย่างพระสาวกทุกรูปก็ต้องหาพระพุทธเจ้าทั้งนั้น พอหาพระพุทธเจ้าได้แล้ว ก็ไม่ผิดหวัง ความปรารถนาดีก็ดีอยู่หรอก เราเห็นว่าสิ่งนี้ดี ก็อยากจะให้เขาได้รับประโยชน์ด้วย แต่ก็ต้องยอมรับว่า แต่ละคนมีภาชนะขนาดไม่เท่ากัน บางคนก็มีกระแป๋ง บางคนก็มีถ้วย คนที่มีถ้วยก็ได้น้ำแค่ถ้วยเดียว คนที่มีกระแป๋งก็ได้มากกว่า เราอยากจะให้เขาเยอะๆ แต่เขามีถ้วยใบนิดเดียว ใส่มากเกินไป ก็ล้นถ้วยไปเปล่าๆ เสียเวลา จะเหนื่อยเปล่าๆ ไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ต้องสร้างภาชนะคือใจของเขาให้ใหญ่ขึ้น เพื่อจะได้รับสิ่งที่มีคุณค่ามีประโยชน์ได้ ด้วยการบำเพ็ญไปเรื่อยๆ เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ทำทานก็ทำมากขึ้นไปเรื่อยๆ ศีลก็รักษามากขึ้นไปเรื่อยๆ ภาวนาก็ภาวนามากขึ้นไปเรื่อยๆ ต้องทำจากที่เราทำอยู่ แล้วเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าทำไปอย่างไม่หยุดยั้งแล้ว เดี๋ยวก็ถึงจุดหมายปลายทางเอง
ถ้ามาคอยพะวงกับคนนั้นคนนี้ เดี๋ยวก็จะเขว จะไม่ได้ทำ จะไม่ก้าวหน้า ถามว่าอย่างนี้เป็นความเห็นแก่ตัวหรือไม่ จะว่าเห็นแก่ตัวก็เป็นความเห็นแก่ตัวที่ไม่เสียหาย เพราะไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร คนเราทุกคนก็มีความเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น มีความรักตัวกลัวตาย ต้องดูแลรักษาตัวเองด้วยกันทุกคน เป็นความเห็นแก่ตัวที่ไม่ได้ไป
20
เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ได้ละเลยหน้าที่ที่พึงปฏิบัติ ก็ไม่เสียหายตรงไหน ถ้ายังมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อคนนั้นคนนี้ ก็ปฏิบัติไป ส่วนงานส่วนตัว มีเวลาว่างก็ทำของเราไป เราชวนเขาแล้ว ถ้าเขามาก็เป็นบุญของเขา ถ้าเขาไม่มาก็แสดงว่ายังไม่พร้อม ก็ต้องยอมรับความจริงนี้ ถ้ามากังวลจะไม่สามารถปฏิบัติได้
ถาม บางทีเขาจะเปรียบเทียบ อย่างบริจาคเงินให้กับมูลนิธิเด็ก เขาเห็นว่าเงินนั้นเด็กได้ ทำกับทางวัดก็เหมือนกับสูญเปล่า เราจะมีวิธีไหนที่จะบอกเขาว่า บุญมันไม่เหมือนกันและอานิสงส์ก็ต่างกัน คือเขาจะมองเป็นวัตถุมากกว่า
ตอบ ความจริงมันก็มีภาพที่ทำให้เขาเห็นว่าเป็นอย่างนั้น ก็มีอยู่
ปฏิเสธไม่ได้ เช่นการบริจาคสร้างวัตถุต่างๆ ที่ไม่จำเป็น สร้างโบสถ์ สร้างวัด อย่างพิสดาร อย่างนี้ก็ไม่จำเป็น อย่างหลวงตาท่านก็ทำเป็นตัวอย่างแล้ว วัดของท่านก็ไม่ได้สร้างอะไรที่เป็นวัตถุที่พิสดาร แต่เงินปัจจัยที่ท่านได้มาจากญาติโยมทั้งหลาย ท่านก็เอาไปทำประโยชน์แทนญาติโยม ทำบุญกับท่านก็จะได้ ๒ ต่อ คือ ๑. ได้ทำบุญกับท่าน แล้วก็มีความมั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ถวายท่านไม่สูญเปล่า ไม่ถูกคนนั้นคนนี้แบ่งไป วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง อย่างนี้ไม่มี รู้ว่าบุญที่ทำนี้เกิดประโยชน์ร้อยทั้งร้อย ๒. ได้ฟังธรรมะจากท่านด้วย อันนี้สำคัญกว่า
ถ้าไปทำบุญทำทานกับคนที่ไม่มีธรรมะ อย่างมากสิ่งที่เราได้รับก็คือความอิ่มเอิบใจ ที่ได้ช่วยเหลือเขา เขามีความสุข เราก็มีความสุข อย่างมากสิ่งที่เขาทำให้กับเราได้ก็คือยกมือไหว้เรา กล่าวขอบคุณ ขอบอกขอบใจ ก็เท่านั้น แต่เขาไม่มีธรรมะที่จะทำให้เรามีแสงสว่าง มีปัญญาเพิ่มขึ้นมา ถ้าไปทำกับพระที่มีความรู้มากกว่าเรา เราก็จะได้รับประโยชน์จากการได้ยินได้ฟังธรรมะจากท่าน นี่คือความแตกต่างกัน ถ้าไปทำกับคนที่ไม่สะอาด ไม่บริสุทธิ์ ก็จะไม่มั่นใจว่าเงินที่ถวายไปนั้น เขาจะเอาไปทำอะไร ก็อย่าไปทำซิ เราเลือกได้ ไม่ใช่ว่าการทำบุญจะเลือกไม่ได้ ควรจะเลือกด้วยซ้ำไป เพราะต้องการให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากเงินทองที่เราบริจาคไป ถ้ารู้ว่าจำเป็นจริงๆ เป็นคุณเป็นประโยชน์ต่อสังคม ก็ทำไป
คนที่เราเลือกทำบุญด้วย ก็มีส่วนที่จะทำให้เราได้รับประโยชน์ เป็นกำไรขั้นที่ ๒ เหมือนกับเวลาไปเติมน้ำมันที่ปั๊มที่มีการแจกผ้า กับปั๊มที่ไม่มีการแจกผ้า ไปเติมปั๊มที่แจกผ้า เราก็ได้กำไรใช่ไหม ได้ผ้าอีกผืนหนึ่ง ถ้าไปเติมปั๊มที่ไม่ได้แจกผ้า ก็ได้แต่น้ำมันอย่างเดียว ก็เหมือนกันกับการทำบุญกับพระที่มีธรรมะสูงๆ เราได้ธรรมะเป็นของแถมด้วย ซึ่งเป็นของที่ดีกว่าที่ได้จากการทำบุญเฉยๆ เสียด้วยซ้ำไป ทานก็เป็นธรรมะระดับหนึ่ง แต่ปัญญาที่เกิดจากการฟังพระธรรมเทศนา เป็นธรรมะขั้นที่สูงกว่า ทำให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ การทำทานยังทำให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพชาติน้อยใหญ่อยู่ เพียงแต่ว่าเมื่อได้ทำทานแล้ว เวลาไปเกิดในภพหน้าชาติหน้า ทานก็จะมารองรับเรา ทำให้เราอยู่อย่างสุขอย่างสบาย มีเสบียงรอเราอยู่ข้างหน้า ไม่ต้องเดือดร้อนกับปัจจัย ๔ เรื่องอาหารการกิน ที่อยู่อาศัย เพราะได้สะสมทานไว้ในชาติก่อนๆมา แต่จะไม่ทำให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ไปได้
จะหลุดพ้นไปได้ ก็ต้องอาศัยผู้ที่ได้หลุดพ้นไปแล้ว ท่านจะพูดธรรมะที่ตรงเป้าหมายเลย เราสามารถนำไปปฏิบัติได้ อาจจะได้หลุดพ้นในภพนี้ชาตินี้เลย นี่คือผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำบุญกับคนดีคนเก่ง แต่การทำบุญให้ทานแม้กับสุนัขก็เป็นบุญ ปล่อยนกปล่อยปลาก็เป็นบุญเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้ผลตอบแทนขั้นที่ ๒ คือไม่ได้รับธรรมะ การทำบุญจึงต้องพิจารณาว่า ควรหรือไม่ควรอย่างไร อย่างหลวงตาท่านเคยเล่าว่า ในหลวงท่านอยากจะสร้างโบสถ์ถวาย หลวงตาท่านยังปฏิเสธเลย ท่านบอกว่าวัดนี้ไม่สนใจกับการสร้างวัตถุ สนใจแต่สร้างคน สร้างคนให้เป็นพระมากกว่า การสร้างคนให้เป็นพระไม่จำเป็นต้องมีโบสถ์ แต่ต้องมีสถานที่สงบสงัดวิเวกในป่าในเขา
21
หลวงตาจึงอุตส่าห์ซื้อที่ไว้ ที่ไหนดีเหมาะกับการบำเพ็ญ ท่านก็พยายามส่งเสริม เพราะต่อไปสถานที่ปฏิบัติจะมีน้อยลงๆไปทุกวัน เพราะประชากรจะมีมากขึ้นๆ การตัดไม้ทำลายป่าก็จะมีมากขึ้นๆ ทุกวันนี้ที่ต่อสู้ก็เพื่อรักษาป่าเขา สถานที่บำเพ็ญไว้เท่านั้นเอง ถ้าพระไม่ได้อยู่ป่า ก็อย่าไปหวังว่าจะได้บรรลุมรรค ผล นิพพานกัน ถ้าให้อยู่ในโบสถ์สวยๆ กุฏิสวยๆ ติดแอร์ ไม่มีทางที่จะหลุดพ้นไปได้หรอก เพราะอยู่แบบฆราวาส ได้แต่โกนหัวห่มผ้าเหลืองเท่านั้น อาจจะอยู่สบายกว่าฆราวาสเสียอีก กุฏิพระบางแห่ง มีทั้งแอร์ มีทั้งพรม มีอะไรเต็มไปหมด แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมานั่งภาวนา พอเจ็บนิดปวดหน่อยก็นั่งไม่ได้แล้ว เวลาทำบุญจึงต้องใช้ปัญญา เพื่อจะได้เกิดประโยชน์ อยากจะส่งเสริมพระพุทธศาสนาก็ต้องส่งเสริมให้ถูกทาง อย่างไปสร้างพวกวัตถุต่างๆ พยายามส่งเสริมให้มีสถานที่ปฏิบัติธรรม ส่งเสริมพระที่เผยแผ่ธรรมะ เพื่อให้คนได้รู้จักคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง แล้วจะได้นำเอาไปปฏิบัติ
ความสุขของคนไม่ได้อยู่ที่กองเงินกองทอง ไม่ได้อยู่ที่สมบัติภายนอก แต่อยู่ที่คุณธรรมภายในใจ มีคุณธรรมมากน้อยเพียงไร ก็จะไปทำลายกิเลสตัณหาที่มีอยู่ในใจให้เบาบางลงไป เมื่อกิเลสตัณหาเบาบางลงไป ความสุขก็มากขึ้น มันอยู่ตรงนี้ อยู่ในใจนี้ กองสมบัติกองเงินกองทอง วัตถุข้าวของต่างๆ จึงไม่เป็นสิ่งสำคัญ มีเท่าที่จำเป็นก็พอ เช่นศาลาหลังนี้ พอหลบแดดหลบฝนได้ พอใช้ทำกิจกรรมได้ ก็พอแล้ว ไม่ต้องมีราคาแพงๆ ให้ดูที่เหตุผลของการใช้สอยเป็นหลัก สามารถทำหน้าที่ของเขาได้หรือเปล่า จะถูกจะแพงไม่สำคัญ ถ้าใช้ของราคาถูกได้ ก็จะดีกว่า เพราะจะได้เป็นตัวอย่าง ไม่ต้องไปขวนขวายเสียเวลากับการหาเงินหาทองมาสร้างสิ่งที่มีราคาแพงๆ แล้วก็ใช้ประโยชน์ได้เท่ากัน เหมือนกับการรับประทานอาหาร อาหารมื้อละ ๕๐ บาท กับมื้อละ ๕๐๐ บาทก็สำเร็จประโยชน์ได้เหมือนกัน อิ่มเหมือนกัน เวลาไปวัด กินอาหารวัด ก็อิ่มเหมือนกัน ไปกินอาหารตามโรงแรมราคาแพงๆ ก็อิ่มเหมือนกัน แล้วมันก็ผ่านไปเหมือนกัน ทำให้ต้องเสียเวลากับการหาเงิน สู้เอาเวลามาทำประโยชน์ให้กับสังคมให้กับพระศาสนาจะดีกว่า
ถ้าพระศาสนามีความเจริญมากขึ้นไปเพียงไร พวกเราก็จะได้รับประโยชน์มากขึ้นเพียงนั้น สังคมจะอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ทุกวันนี้สังคมวุ่นวายเพราะขาดศาสนาในใจ มีศาสนาอยู่ตามวัดตามวา ตามวัตถุต่างๆ แต่ไม่ได้อยู่ในใจคน เข้าใจไหม คนเข้าวัด แต่ไม่ได้เอาศาสนาเข้าไปไว้ในใจ ในใจมีแต่กิเลส มีแต่ตัณหา เข้าไปในวัดก็ไปทะเลาะกัน มีเรื่องกัน ถ้าจะไปวัดต้องไปแบบสงบ ไปแบบไม่มีเรื่องมีราวกับใคร มีเป้าหมายเพียงอันเดียว คือไปบำเพ็ญเท่านั้น ไปเจริญจิตตภาวนา ไปรักษาศีล ไปปฏิบัติธรรม ใครจะมีความรู้ความเห็นอย่างไร ก็ปล่อยเขาไป เรื่องของเขา ทำตัวเป็นเหมือนกับหนูตัวเล็กๆจะดีกว่า อย่าไปทำเป็นราชสีห์ เดี๋ยวต้องไปกัดกับราชสีห์ตัวอื่น ถ้าเป็นหนูก็จะไม่มีปัญหา จะมีเวลาภาวนา สมควรแก่เวลาแล้วนะ
Date Time : 2012-05-09 22:18:42 IP: 49.228.100.xxx
ลบ
ความคิดเห็นที่ 2 From : นพวาท
ตัวตนเป็นความหลงที่ติดมากับความรู้สึกนึกคิด คิดว่าตัวรู้คือจิต
ในทางธรรมนี้เมื่อปฏิบัติไป ก็จะเข้าใจความเป็นตัวตนมากขึ้นไปเรื่อยๆ จะรู้ว่าตัวตนเป็นความหลงที่ติดมากับความรู้สึกนึกคิด คิดว่าตัวรู้คือจิตนี้เป็นตัวเป็นตน แต่ความจริงจิตก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง เหมือนกับดินน้ำลมไฟ เมื่อมารวมกันก็ปรากฏเป็นสัตว์เป็นบุคคลขึ้นมา……….

ความเห็นชอบกับความดำริชอบ นี่แหละเป็นตัวปัญญา ใจของเราคิดอยู่ตลอดเวลา แต่มักจะ ไม่คิดไปในทางสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปโป มักจะคิดไปในทางมิจฉาทิฐิ มิจฉาสังกัปโป คือคิดผิดมีความเห็นผิด ถ้าคิดหาความสุขทางโลกก็คิดผิดแล้ว ........เพราะความสุขที่แท้จริงอยู่ในทางธรรม ต้องคิดว่าในโลกนี้ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์ เพราะในโลกนี้มีแต่ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีอะไรเป็นของเรา………

ที่ไม่ได้ผลกันส่วนใหญ่เพราะไม่เอาจริงเอาจังกัน ทำไปพอหอมปากหอมคอ พอนั่งปั๊บก็ง่วงหลับไปแล้ว ถ้าไม่หลับก็ฟุ้งซ่าน ไม่เช่นนั้นก็เจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้ เพราะไม่มีสติ ไม่ได้จดจ่ออยู่กับพุทโธ ไม่ได้อยู่กับลมหายใจเข้าออก มัวแต่คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็จะไม่ได้ผล จะท้อแท้หมดกำลังใจ กิเลสก็จะมาอ้างว่าปฏิบัติไปก็ไม่ได้ประโยชน์ วาสนาไม่พอบุญไม่พอ เอาไว้ชาติหน้าค่อยทำใหม่ ชาตินี้เอาความสุขทางโลกไปก่อน ถึงแม้มันจะทุกข์ แต่ก็ยังสุขบ้าง เวลาสุขก็ดีอยู่หรอก แต่เวลาทุกข์ก็อย่าไปโทษใครก็แล้วกัน โทษตนเองเวลาร้องห่มร้องไห้เสียอกเสียใจ ปวดใจช้ำใจ อยู่ที่เราทั้งนั้น ไปหลงเขาเอง ไปหลงกับสิ่งต่างๆเอง พอสิ่งต่างๆไม่ตอบสนองตามที่ต้องการก็อย่าไปโทษใคร โทษความหลงของเราเอง สิ่งที่จะสนองตอบเราตลอดเวลาด้วยความซื่อสัตย์ก็ไม่เอากัน คือความสงบของจิตใจ มันซื่อสัตย์กับเรามาก พอทำให้สงบแล้วมันก็จะสงบไปเรื่อยๆ จะไม่มีการปฏิวัติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะสงบอยู่เรื่อยๆ………

ต้องพึ่งตนเอง ต้องปฏิบัติเอง ต้องมีสติเตือนตนอยู่เรื่อยๆ พิจารณาไปในทางธรรม คิดไปในทางปัญญาไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเกิดความรู้ความฉลาดขึ้นมา แล้วมันจะเป็นตัวคอยดึงเราไป ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพระอานนท์ ให้เจริญมรณานุสติอยู่เสมอ ว่าเกิดมาแล้วต้องตาย ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายเป็นธรรมดา…..

คุณค่าของคนอยู่ตรงนั้น ไม่ได้อยู่ที่วัตถุข้าวของเงินทอง จึงอย่าหลงประเด็น อย่าหลงกับสิ่งต่างๆในโลกนี้ แต่ก็ต้องมีไว้บ้าง เพราะยังต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้อยู่ มีไว้เพื่อสนับสนุนการดำรงชีพ เพราะยังต้องอาศัยชีวิตนี้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม เพื่อให้ได้ไปถึงจุดที่ไม่ต้องอาศัยมันอีกต่อไป เมื่อถึงจุดนั้นแล้วจะเป็นจะตายก็เท่ากัน ไม่เดือดร้อนอะไร ตอนนี้เรายังต้องอาศัยมัน เหมือนกับเรือ จะข้ามฟากก็ต้องอาศัยเรือ เมื่อยังไม่ถึงฝั่งโน้นก็อย่าพึ่งไปจมเรือ ถ้าจมเรือก็ต้องว่ายเอง ร่างกายก็เป็นเหมือนเรือที่จะพาเราข้ามฟาก จากโลกนี้ไปสู่ฟากของพระนิพพาน ยังต้องอาศัยมัน ต้องดูแลมัน จึงต้องมีบ้าน มีทรัพย์ มีข้าวของเงินทองไว้สนับสนุน แต่ให้มีพอประมาณ พออยู่พอกิน อย่าหมดเวลาไปกับการหาสิ่งเหล่านี้ เพราะจะไม่มีเวลาปฏิบัติกัน หาพอสมควร ใช้เวลาให้น้อยที่สุด เพื่อจะได้มีเวลามากในการปฏิบัติ ถ้าหามามาก มีเงินมากเกินไป ก็จะคิดไปในทางกิเลส…….

แทนที่จะเอาเงินไปทำบุญหรือเข้าวัดปฏิบัติธรรม ก็จะคิดเอาเงินไปเที่ยวดีกว่า ไปซื้อของฟุ่มเฟือยดีกว่า แล้วก็จะติดเหมือนติดยาเสพติด เที่ยวแล้วก็อยากจะเที่ยวอีก ซื้อของฟุ่มเฟือยแล้วก็อยากจะซื้ออีก ต้องกลับมาหาเงินใหม่ ก็เลยไม่ได้ไปวัดเสียที……

การไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ มันเป็นเหมือนยาเสพติด ไม่ได้ทำให้เราวิเศษขึ้นมา แต่จะทำให้ติดอย่างงอมแงม ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายภพหลายชาติ……..

ถ้าคิดไปในทางธรรมก็จะดึงไปในทางธรรม ถ้าคิดไปในทางโลกก็จะดึงไปในทางโลก คิดเรื่องทำงานก็จะคิดถึงตำแหน่งที่จะก้าวขึ้นไป คิดในทางค้าขายก็จะคิดขยายกิจการ มีเรื่องให้คิดไปเรื่อยๆ

ถ้าคิดว่าจะทำไปถึงไหนกัน ทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร ทำแล้วมีความสุขมากขึ้นหรือเปล่า หรือมีความทุกข์มากขึ้น มีความกังวลมากขึ้น มีความกดดันมากขึ้น ก็จะเกิดปัญญา แต่เราไม่คิดกัน ปล่อยให้ความรู้สึกพาไป ความรู้สึกจะหลอกเราเสมอว่าดี ยิ่งมากยิ่งดี ยิ่งใหญ่ยิ่งดี แต่ไม่คิดว่าปวดหัวมากขึ้นหรือเปล่า ทุกข์วุ่นวายใจมากขึ้นหรือเปล่า ไม่ค่อยดูใจกัน…….

แต่พวกเรามองไม่เห็นใจกัน ไม่เคยดูใจกัน ส่วนใหญ่จะมองไปข้างนอก ถูกความหลงหลอกให้มองไปข้างนอก เมื่อมองไปข้างนอกก็เห็นว่ามีมากยิ่งดี มีตำแหน่งสูงขึ้นยิ่งดี เพราะมีคนเคารพนับถือมากขึ้น มีอำนาจมากขึ้น แต่ไม่เห็นความปั่นป่วนวุ่นวายใจที่มีมากขึ้น ใจไม่มั่นคงมากขึ้น ยิ่งขึ้นสูงเท่าไหร่เวลาตกลงมาก็จะเจ็บมากขึ้น เราไม่คิดทางด้านจิตใจกัน จึงไม่รู้ว่าจิตใจไม่มีความสุขเลย มีแต่ความเครียด ดูพวกที่เป็นผู้บริหารนี่ ผมจะขาวกันทั้งนั้น พวกลูกน้องผมจะไม่ค่อยขาว เพราะไม่ต้องแบกความรับผิดชอบ

ความจริงแล้วไม่ควรทำงานเพื่อเอาเงินมาทำบุญทำงานเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เพื่อให้มีเวลาไปปฏิบัติธรรมจะดีกว่า เพราะบุญที่ได้จากการให้ มันน้อยกว่าบุญที่ได้จากการปฏิบัติธรรม เกิดจากการรักษาศีล……ที่ให้ทำบุญให้ทาน เพราะมีเหลือกินเหลือใช้ เป็นวาสนาที่ทำมาหากินเก่ง ทำได้มากเกินความจำเป็น ก็ให้เอาไปทำบุญเสีย แต่อย่าไปตั้งเป้าทำเพื่อเอาเงินมาทำบุญ ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง เป็นการหลอกตัวเอง จะได้ทำงาน จะได้ไม่ต้องไปรักษาศีล จะได้ไม่ต้องไปปฏิบัติธรรม เพราะไม่มีเวลา…..

ถ้าสอนใจอยู่เรื่อยๆว่าร่างกายนี้จะต้องไปแน่ๆ เราก็ซ้อมเอาไว้ มันจะไปแบบไหน จะตกเครื่องบินตายหรือจะถูกรถชนตาย จะจมน้ำตาย จะถูกยิงตาย ถูกฟันตาย เป็นโรคตายไป ก็ซ้อมคิดไปเรื่อยๆ ทดลองว่าจะตายแบบไหนดี วันนี้ลองตายแบบนี้พรุ่งนี้ตายแบบนั้นดู คิดไปเรื่อยๆให้มันชิน แล้วก็ยอมรับกับความตายแบบต่างๆ พอถึงเวลาที่มันเกิดขึ้นเราก็จะไม่ทุกข์ เหมือนกับซ้อมเล่นละคร ซ้อมบทนี้ไว้แล้ว พอถึงเวลาจะต้องเล่นบทนี้ก็เล่นไป เพราะผู้เล่นคือใจไม่ได้ตาย ผู้ที่ตายคือร่างกายไม่รู้เรื่อง แต่ผู้เล่นวุ่นวายไปเอง เพราะไม่รู้ว่าเป็นการเล่นละคร……

มีใครอยู่ไปนานๆได้บ้าง จะคิดหรือไม่คิดถึงความตาย ก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริง ความจริงก็ยังจริงเหมือนเดิม ต่อให้ไม่คิดถึงความตายก็ตายกันทั้งนั้น แต่คนที่คิดจะตายอย่างสบาย อยู่อย่างสบาย ไม่ทุกข์ไม่วุ่นวายกับการตาย สิ่งที่ทำให้จิตวุ่นวาย ก็คือความยึดติดในร่างกาย ไม่ปล่อยมัน พอปล่อยได้แล้วก็จะสบาย พอถึงเวลาไปก็จะไม่วุ่นวาย เวลายังอยู่ก็ไม่ห่วงไม่กังวล ถ้าไม่คิดพิจารณาความตายเลย พอมีเหตุการณ์ก็เป็นห่วงเป็นใยกัน เป็นอะไรหรือเปล่า วุ่นวายไปหมด ถ้าพิจารณาจนปล่อยได้แล้ว ก็จะรู้สึกเฉยๆ เป็นก็เป็น ไม่เป็นก็ไม่เป็น ใครไปห้ามได้เวลาจะเป็น……..

คนในโลกมนุษย์นี้มีอยู่ ๒ พวก พวกที่มาจากเบื้องบนกับพวกที่มาจากเบื้องล่าง พวกที่มาจากเบื้องล่างก็จะทำผิดศีล ๕ เป็นประจำ พวกที่มาจากเบื้องบนก็จะรักษาศีล ๕ เป็นประจำ วงจรของเขาจึงต่างกัน พวกที่มีศีลก็จะวนอยู่กับมนุษย์กับสวรรค์ พวกที่ทำผิดศีลก็จะวนอยู่กับมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉานกับสัตว์นรก พวกที่ฉลาดกว่านั้น ก็จะรักษาศีลทำบุญให้ทานและภาวนา กำจัดความโลภความโกรธความหลง พวกนี้ก็จะไปนิพพาน ตัดภพตัดชาติ ตัดการเวียนว่ายตายเกิด ตัดเวรตัดกรรมได้อย่างแท้จริง เมื่อถึงนิพพานแล้วก็ไม่ไปเกิดอีกแล้ว ไม่มีอะไรที่จะตามมาจองเวรจองกรรมได้อีก

1
กัณฑ์ที่ ๓๘๑ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๑
พระปาฏิโมกข์
เป็นธรรมเนียมของพระภิกษุทุกรูป ที่จะต้องประชุมฟังพระปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือน พระปาฏิโมกข์คือศีล ๒๒๗ ข้อ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติขึ้นตามเหตุการณ์ต่างๆ ในระยะเริ่มต้นไม่มีพระปาฏิโมกข์ เพราะผู้ที่มาบวชในพระพุทธศาสนามีศีลกันอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นนักบวชจากลัทธิต่างๆ เช่นพระปัญจวัคคีย์ หรือพระนักบวชที่พระพุทธเจ้าทรงไปเทศน์สอนตามสำนักต่างๆ พอทรงแสดงธรรมเสร็จก็บรรลุเป็นพระอรหันต์กัน ก็ขอบวชเป็นพระภิกษุ การประพฤติของพระอรหันต์แต่ละรูปนั้น สวยงามเป็นที่น่าเคารพเลื่อมใสตลอดเวลา จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีข้อห้ามต่างๆ ต่อมามีการบวชมากขึ้น คนที่บวชก็มาจากฆราวาส ไม่เคยบวชมาก่อน จึงไม่รู้ว่านักบวชควรประพฤติตนอย่างไร ให้เป็นที่น่าเคารพเลื่อมใส ก็เลยมีความประพฤติที่ไม่สวยงาม ไม่ส่งเสริมศรัทธาและการปฏิบัติ แต่ทำให้ศรัทธาและการปฏิบัติเสื่อมลง จึงมีคนไปกราบทูลฟ้องพระพุทธเจ้า ว่าพระองค์นั้นองค์นี้ประพฤติไม่เหมาะสม พระพุทธเจ้าจึงทรงเรียกพระที่ถูกกล่าวหามาสอบสวน พอท่านรับว่าท่านทำอย่างนั้นจริง พระองค์ก็ทรงตรัสห้ามไม่ให้กระทำต่อไป แต่ความผิดครั้งแรกไม่ถือเป็นโทษ เพราะทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงปรากฏเป็นข้อห้ามต่างๆขึ้นมาเรื่อยๆ ถึง ๒๒๗ ข้อด้วยกัน ถ้าทรงอยู่ถึงวันนี้ก็ไม่ทราบว่าจะถึงข้อที่เท่าไหร่ เพราะญาติโยมคงจะไปฟ้องกันมาก
ก่อนที่จะมีพระปาฏิโมกข์นี้ ก็มีเรื่องกล่าวถึงอยู่ในพระไตรปิฎกว่า พระสารีบุตรมีความซาบซึ้ง ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก เห็นว่ามีคุณค่าแก่สัตว์โลกอย่างยิ่ง จึงอยากจะให้พระศาสนาอยู่คู่กับโลกไปนานๆ ให้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก จึงกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำอย่างไรให้พระศาสนาอยู่ไปนานๆ พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสตอบว่า ต้องบัญญัติพระปาฏิโมกข์ บัญญัติข้อห้ามต่างๆ พระสารีบุตรจึงกราบทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติข้อห้ามต่างๆ แต่ทรงตรัสว่าตอนนี้ยังไม่มีเหตุ เพราะ ๑. ผู้ปฏิบัติเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นผู้ที่สิ้นกิเลสแล้ว ๒. ลาภสักการะที่เป็นเหตุของความเสื่อมของพระภิกษุก็ยังไม่มี เพราะลาภสักการะจะไปกระตุ้นกิเลสในใจของพระ ที่ยังไม่ได้บรรลุให้กิเลสออกมาเพ่นพ่าน ทะเลาะวิวาทแก่งแย่งชิงดีกัน ทำอะไรต่างๆที่ไม่เหมาะสม ตอนนั้นจึงยังไม่ได้ทรงบัญญัติพระปาฏิโมกข์ขึ้นมา ต่อมามีกุลบุตรที่ศรัทธา ที่ไม่เคยบวชมาก่อน มาบวชกัน แต่ไม่รู้จักวิถีชีวิตของพระ ว่าควรดำเนินชีวิตอย่างไร ให้เป็นที่น่าศรัทธาเลื่อมใส จึงมีการประพฤตินอกลู่นอกทาง จึงทรงบัญญัติข้อห้ามต่างๆขึ้นมา เรียกว่าพระปาฏิโมกข์ มีอยู่ ๒๒๗ ข้อ ทรงแบ่งข้อห้ามต่างๆตามโทษหนักเบา ข้อห้ามที่หนักที่สุดก็มีอยู่ ๔ ข้อด้วยกัน คือปาราชิก ๔ ถ้าภิกษุรูปหนึ่งรูปใดละเมิดข้อห้ามนี้แล้ว จะถือว่าขาดจากการเป็นพระภิกษุ ผู้อื่นจะรู้หรือไม่ก็ตาม โดยหลักธรรมถือว่าได้ขาดจากความเป็นพระไปแล้ว
ข้อที่ ๑ คือการเสพเมถุน นักบวชไม่ควรเสพเมถุน ไม่ร่วมหลับนอนกับผู้อื่น ไม่หาความสุขทางโลกิยะ
๒. ฆ่ามนุษย์ ถ้าฆ่าสัตว์ยังไม่เป็นปาราชิก
๓. ลักทรัพย์
๔. อุตริมนุสธรรม อวดธรรมวิเศษที่ไม่มีในตน เช่นอวดว่ามีฌานขั้นนั้นขั้นนี้ บรรลุธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ โดยที่ไม่มีในตน ถ้ามีถ้าเป็นความจริงก็ไม่ผิด ถ้าไม่เป็นความจริงจึงจะผิด แต่ในสมัยนี้ถึงแม้มี ถ้าพูดไปก็จะถูกปรับปาราชิกได้
2
ถ้าไม่มีใครเชื่อ ในสมัยพุทธกาลมีพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตัดสินว่า พระรูปนั้นรูปนี้มีธรรมวิเศษหรือไม่ เวลาที่พระบางรูปถูกฟ้องว่าอุตริ เพราะมีความประพฤติที่ไม่น่าเลื่อมใส ไม่น่าจะบรรลุธรรมวิเศษได้ ในสมัยปัจจุบันไม่ค่อยมีผู้รู้ที่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป นอกจากในวงปฏิบัติ ที่มีพระเถระครูบาอาจารย์ ที่น่าเคารพเลื่อมใสศรัทธา ถ้าท่านพูดว่าองค์นั้นองค์นี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เชื่อท่านได้ ไม่อย่างนั้นแล้วคงจะไม่รู้กัน วิธีที่จะรู้ว่าท่านบรรลุหรือไม่นั้นอยู่ที่ ๑. การสนทนาธรรมกัน ผู้ร่วมสนทนาก็ต้องบรรลุแล้วถึงจะรู้ แต่จะรู้เพียงระดับที่ตนได้บรรลุ ถ้าสูงกว่าตนก็จะไม่รู้ว่าอยู่ขั้นไหน ถ้าต่ำกว่าตนก็จะรู้ ๒. จะรู้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ตอนที่ท่านมรณภาพ แล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ ๓. เวลานำเอาคำสอนของท่านไปปฏิบัติ จนได้บรรลุธรรม ถ้าท่านไม่บรรลุ คงจะสอนให้เราบรรลุไม่ได้
นี่คือเรื่องของพระปาฏิโมกข์ ที่ต้องให้ประชุมกันทุกกึ่งเดือน เพราะจะได้ไม่หลงลืม ถ้าไม่มีการทบทวนกันเลย จะไม่รู้ว่ามีข้อห้ามอะไรบ้าง แต่ความจริงเวลาสวดจะสวดเป็นภาษาบาลี ถ้าไม่ได้เรียนบาลีมาก็จะไม่เข้าใจ แต่มีหนังสือที่แปลเป็นภาษาไทย ที่พระทุกรูปต้องเรียนต้องอ่านกัน ต้องรู้ทั้ง ๒๒๗ ข้อว่ามีอะไรบ้าง มีบรรจุอยู่ในนักธรรมตรี การสวดพระปาฏิโมกข์เป็นประจำนี้จะสวดในบางสำนักเท่านั้น บางสำนักจะสวดเฉพาะในช่วงเข้าพรรษา พอออกพรรษาแล้วก็หยุด พระปฏิบัติจะถือเป็นภารกิจที่สำคัญ ไม่ควรขาด ถ้ามีพระตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปต้องสวดพระปาฏิโมกข์ ถ้าต่ำกว่า ๔ ก็ไม่ต้องสวด ให้แสดงอาบัติแล้วก็แสดงความบริสุทธิ์ ให้รู้ว่าวันนี้เป็นวันสวดพระปาฏิโมกข์ ข้อห้ามต่างๆที่นักบวชต้องปฏิบัติตาม เพราะความเป็นพระอยู่ที่ศีลนี้เอง ถ้าไม่มีศีลแล้วก็เป็นเหมือนฆราวาส เหมือนจับเอาลิงมาแต่งตัวใส่เสื้อผ้าให้เป็นคน แต่งอย่างไรก็ไม่เป็นคน เพราะลิงมันซนมันดื้อ ไม่เรียบร้อย จะให้นั่งฟังเทศน์ฟังธรรมอย่างที่พวกเราทำกันอยู่นี้ก็ทำไม่ได้ ฉันใดจะให้คนห่มผ้าเหลืองโกนหัวแต่ไม่มีศีลมาเป็นพระก็เป็นไม่ได้ เพราะกายวาจาใจ ไม่สงบ เป็นพระต้องสงบกายวาจาใจ ในเบื้องต้นต้องสงบกายสงบวาจา สำรวมในพระปาฏิโมกข์ ประพฤติอยู่ในกรอบของพระปาฏิโมกข์ ถึงแม้ใจจะดิ้นรนกวัดแกว่ง อยากจะทำอย่างนั้น อยากจะพูดอย่างนี้ ก็ให้มีสติรู้ว่าทำไม่ได้ เพราะไม่อยู่ในกรอบของพระปาฏิโมกข์ อย่างวันนี้ที่หมู่บ้านที่ไปบิณฑบาตมีการสรงน้ำพระเล่นสาดน้ำกัน เป็นพระอยากจะไปเล่นน้ำกับเขา ก็ทำไม่ได้ ถ้าอยากจะทำก็ต้องลาสิกขาไปก่อน แล้วค่อยทำ
คนเรามีความแตกต่างกันที่ศีลธรรม วัดความสูงต่ำของคนด้วยศีลธรรม ผู้ที่มีศีลมากกว่าเป็นผู้ที่สูงกว่า ผู้ที่มีศีลน้อยกว่าก็ให้ความเคารพ แม้จะเป็นพ่อแม่ ถ้าลูกบวชเป็นพระพ่อแม่ก็จะกราบลูก กราบเพราะศีล ความสูงความประเสริฐของคนไม่ได้อยู่ที่ฐานะ ไม่ได้อยู่ที่อายุ ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง แต่ก็ให้เกียรติกันตามสมมุติ มีหัวหน้ามีลูกน้อง ลูกน้องก็ต้องเคารพหัวหน้า เพราะหัวหน้าเป็นคนให้เงินเดือน ไม่ได้เคารพเพราะมีศีลมากกว่า เพราะไม่รู้ว่าใครมีศีลมากน้อยกว่ากัน ถ้าหัวหน้าชอบกินเหล้าแต่ลูกน้องไม่ชอบ หัวหน้าชอบพูดปดมดเท็จแต่ลูกน้องไม่ชอบ ถ้าวัดตามหลักศีลธรรมแล้ว ลูกน้องก็ต้องสูงกว่าหัวหน้า แต่ในโลกสมมุติจะไม่ถือหลักนี้ จะถือหลักว่าใครมีตำแหน่งสูงกว่า ก็ต้องให้ความเคารพ เช่นทหารตำรวจ จ่าก็ต้องเคารพนายร้อย นายร้อยก็ต้องเคารพนายพัน นายพันก็ต้องเคารพนายพล แต่คนที่มียศสูงๆแต่ไม่มีศีลธรรมก็มีเยอะแยะไป ไม่น่าเคารพเลื่อมใส แต่ก็ต้องเคารพกันไปตามกฎของสมมุติ เป็นเหมือนโรงละคร โลกเรานี้เป็นเหมือนโรงละครโรงใหญ่ แต่ละคนก็มีบทบาทของตน เราจึงต้องแยกแยะความสูงต่ำไว้เป็น ๒ ส่วนคือส่วนของสมมุติและส่วนของศีลธรรม ส่วนของสมมุติก็แบ่งตามตำแหน่งตามยศต่างๆ ส่วนของศีลธรรม ก็แบ่งตามศีลตามคุณธรรมที่มากน้อยต่างกัน เช่นพระโสดาบันก็ต่ำกว่าพระสกิทาคามี พระสกิทาคามีก็ต่ำกว่าพระอนาคามี พระอนาคามีก็ต่ำกว่าพระอรหันต์ ทางธรรมจะวัดกันอย่างนี้ ความสูงต่ำของทางโลกไม่จีรังถาวร ไม่ใช่คุณค่าที่แท้จริง คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่ความสูงต่ำในคุณธรรม ผู้ที่สูงในทางธรรมจะไม่ถือว่าตนสูง ไม่ได้อยากให้ผู้อื่นแสดงความเคารพนับถือ ยิ่งสูงยิ่งไม่อยาก
3
จนไม่มีความอยากเลย ต่างกับทางโลก ยิ่งสูงเท่าไหร่ยิ่งอยากให้แสดงความเคารพนับถือมากยิ่งขึ้น เพราะทางโลกเป็นทางของกิเลส ของความหลงในอัตตาตัวตน หารู้ไม่ว่าไม่มีตัวตน
ในทางธรรมนี้เมื่อปฏิบัติไป ก็จะเข้าใจความเป็นตัวตนมากขึ้นไปเรื่อยๆ จะรู้ว่าตัวตนเป็นความหลงที่ติดมากับความรู้สึกนึกคิด คิดว่าตัวรู้คือจิตนี้เป็นตัวเป็นตน แต่ความจริงจิตก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง เหมือนกับดินน้ำลมไฟ เมื่อมารวมกันก็ปรากฏเป็นสัตว์เป็นบุคคลขึ้นมา สัตว์ก็มีธาตุ ๔ และธาตุรู้มารวมกัน มนุษย์ก็มีธาตุ ๔ และธาตุรู้มารวมกัน มนุษย์และสัตว์ต่างกันก็ตรงที่ศีลธรรม สัตว์แทบจะไม่มีศีลธรรมเลยคือศีล ๕ มนุษย์มีวิสัยที่จะรักษาศีล ๕ ได้ เพราะมีสติปัญญาที่จะรู้ว่าศีล ๕ มีอะไรบ้าง มีความสำคัญอย่างไร แต่สัตว์เดรัจฉานไม่มีสติปัญญาที่จะรู้คุณค่าของศีล ๕ จึงต้องทำผิดศีล เพราะคิดว่าเป็นการอยู่รอดของเขา เช่นเวลาหิวก็ต้องกินสัตว์เล็กสัตว์น้อย สัตว์ใหญ่ก็กินสัตว์ที่เล็กกว่าเป็นอาหาร แต่มนุษย์สามารถแยกแยะได้ ว่าสามารถดำรงชีพอยู่ได้โดยไม่ต้องฆ่าผู้อื่น อาหารของมนุษย์นี้ถ้าไม่ใช่เป็นสัตว์ที่ตายแล้ว ก็มีอย่างอื่นที่รับประทานได้ พวกผักพวกข้าวต่างก็เป็นอาหารได้ เรื่องทั้งหมดนี้อยู่ในธาตุรู้คือจิต ถ้ามีความหลงก็จะไม่รู้ว่าเป็นอะไร จะตกอยู่ภายใต้อำนาจของความโลภของความอยาก อยากจะได้อะไรอยากจะทำอะไรอยากจะมีอะไร ก็จะแสวงหามาด้วยวิธีการต่างๆ ถ้าหามาโดยวิธีที่สุจริตไม่ได้ ก็จะหามาโดยวิธีที่ทุจริต จิตที่มีความรู้สึกสำนึกคิด ว่าการที่จะอยู่อย่างมีความสุขอยู่อย่างเจริญก้าวหน้านั้น ต้องตั้งอยู่ในศีลในธรรม ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ก็จะบำเพ็ญรักษาศีล มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สงสารผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ถ้าพอจะช่วยเหลือกันได้ก็จะช่วย เพราะทำแล้วมีความสุข จะพัฒนาตนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้า
ในบางภพบางชาติ ถ้าเป็นบุญเป็นกุศลเป็นโชควาสนา ก็จะได้พบกับพระพุทธเจ้าหรือได้พบกับพระพุทธศาสนา อย่างพวกเรา ชาตินี้เราก็โชคดี ที่ได้มาพบกับพระพุทธศาสนา ได้พบกับพระสาวกของพระพุทธเจ้า ที่สอนให้ไปในทางที่ถูกที่ชอบที่ควร ซึ่งเป็นทางที่เรากำลังไปอยู่แล้ว เราชอบเรายินดีที่จะไปทางนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไปไม่ได้ไกล และยังไม่รู้วิธีที่จะพาให้ไปให้ไกลที่สุด พอได้เจอพระสาวกเจอพระศาสนาของพระพุทธเจ้า ก็ช่วยให้การปฏิบัติของเราก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ดีกว่าปฏิบัติไปตามความรู้ที่มีอยู่ ที่ต้องค่อยๆคลำทางไปทีละเล็กทีละน้อย เหมือนกับมีคนขับรถผ่านมาแล้วจอดรับเรา ขึ้นมาซิ ไปด้วยกัน นั่งรถไปจะเร็วกว่าเดินไปเอง การได้พบกับพระพุทธศาสนาก็เหมือนได้พบคนที่ขับรถ ที่มีความเมตตาสงสาร เห็นเราเดินแบกข้าวของ เดินกลางแดดกลางฝน เหนื่อยยากลำบากลำบน ก็ชวนให้นั่งรถไปกับเขา นี่คือความเมตตาของพระพุทธเจ้า ที่ทรงเป็นเหมือนเจ้าของรถ เห็นพวกเราเดินอยู่กลางแดด ก็สงสาร ไม่ใจแคบ ก็จอดรถรับ แต่พวกเราไม่ค่อยชอบขึ้นกัน กลัวจะต้องเสียค่ารถ เพราะต้องถือศีล ๘ ต้องไปอยู่วัด ต้องจากสามีจากภรรยา ไม่ได้ไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ ไม่ได้ทำตามใจชอบ ต้องปรับตัวปรับใจ ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน จึงควรตักตวงโอกาสที่ดีนี้ ไม่มีโอกาสอย่างนี้อีกแล้ว นานๆจะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง ผ่านไปแล้วก็ต้องคลำทางไปเอง พอโอกาสหน้าได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก พระศาสนาก็อาจจะหมดไปแล้ว จะไม่มีใครรู้เรื่องพระศาสนา อาจจะมีแต่คัมภีร์เก็บไว้ในตู้ แต่ไม่มีใครอ่าน ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครอธิบาย ต้องคลำทางไปเอง
ตอนนี้ยังมีโอกาสที่จะศึกษา จึงควรฟังเทศน์ฟังธรรมไปเรื่อยๆ ฟังแล้วก็นำเอาไปใคร่ครวญพิจารณาอยู่เรื่อยๆ เพราะนี่คือบ่อเกิดของปัญญา ที่จะพาเราไปสู่มรรคผลนิพพาน ในมรรค ๘ ก็เริ่มต้นที่สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปโป ความเห็นชอบกับความดำริชอบ นี่แหละเป็นตัวปัญญา ใจของเราคิดอยู่ตลอดเวลา แต่มักจะไม่คิดไปในทางสัมมาทิฐิสัมมาสังกัปโป มักจะคิดไปในทางมิจฉาทิฐิมิจฉาสังกัปโป คือคิดผิดมีความเห็นผิด ถ้าคิดหาความสุขทางโลกก็คิดผิดแล้ว เพราะความสุขที่แท้จริงอยู่ในทางธรรม ต้องคิดว่าในโลกนี้ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์ เพราะในโลกนี้มีแต่ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีอะไรเป็นของเรา ถ้าคิดอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ ก็จะทำให้เราเกิดความเบื่อหน่ายในทางโลก ทำให้เรามีความยินดีที่จะ
4
ไปในทางธรรม เราก็จะมุ่งไปในทางธรรม จะพยายามนั่งสมาธิเจริญสติอยู่เรื่อยๆ พอนั่งสมาธิได้ มีสติอย่างต่อเนื่องแล้ว จิตจะมีความสุขมีความสงบมากขึ้น ทำให้ไม่ต้องไปหาความสุขจากภายนอก ไม่ต้องดิ้นรนหาเงินหาทอง เพื่อเอามาซื้อความสุข ก็จะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีเงินทองไว้มากมาย ก็จะแบ่งปันให้ผู้อื่น เอาไปทำบุญ เก็บไว้เท่าที่จำเป็น จะเข้าหาความสุขภายในให้มากขึ้น ถ้าลองได้เข้าข้างในแล้ว การใช้เงินใช้ทองจะไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ ใช้เฉพาะดูแลอัตภาพร่างกายเท่านั้น คือซื้ออาหารมารับประทาน เสื้อผ้าก็แทบจะไม่ต้องซื้อ เพราะมีอยู่มากแล้ว ยารักษาโรคนานๆจะใช้สักครั้งหนึ่ง เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ที่อยู่อาศัยก็มีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปทำงานให้เหนื่อยยาก มีเวลาอยู่บ้านปฏิบัติธรรม ถ้าไม่อยู่บ้านก็ไปอยู่วัด
ทั้งหมดนี้เกิดจากการคิดไปในทางธรรม คิดว่าโลกนี้ไม่มีอะไรน่ายินดี ไม่มีอะไรเป็นความสุขที่แท้จริง มีอะไรก็ต้องทุกข์กับสิ่งนั้น เพราะไม่อยู่คงเส้นคงวา ไม่เป็นเหมือนเดิมไปตลอด มีการเปลี่ยนแปลง มีการพลัดพรากจากกัน นี่คือลักษณะของสิ่งต่างๆในโลกนี้ เป็นอย่างนี้ ไม่ได้ให้ความสุขที่ถาวร มีโทษมีทุกข์ตามมาด้วย เมื่อมีแล้วก็หวงก็ห่วง เสียดายเวลาที่จากไป ไม่มีอะไรเลยจะดีกว่า มีเท่าที่จำเป็นก็พอ มีลมไว้หายใจ มีน้ำไว้ดื่ม มีข้าวไว้รับประทาน พยายามคิดทางปัญญาอยู่เรื่อยๆ คิดทางอนิจจังทุกขังอนัตตา คิดว่ารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา สิ่งที่เราเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู ดมด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น สัมผัสด้วยร่างกาย ล้วนเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาทั้งนั้น แล้วจะเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมา จะเกิดความยินดีที่จะเจริญธรรมะ ที่จะปฏิบัติทำจิตใจให้สงบ พอตั้งหน้าตั้งตาทำกันจริงจัง ไม่นานก็จะเห็นผล ที่ไม่ได้ผลกันส่วนใหญ่เพราะไม่เอาจริงเอาจังกัน ทำไปพอหอมปากหอมคอ พอนั่งปั๊บก็ง่วงหลับไปแล้ว ถ้าไม่หลับก็ฟุ้งซ่าน ไม่เช่นนั้นก็เจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้ เพราะไม่มีสติ ไม่ได้จดจ่ออยู่กับพุทโธ ไม่ได้อยู่กับลมหายใจเข้าออก มัวแต่คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็จะไม่ได้ผล จะท้อแท้หมดกำลังใจ กิเลสก็จะมาอ้างว่าปฏิบัติไปก็ไม่ได้ประโยชน์ วาสนาไม่พอบุญไม่พอ เอาไว้ชาติหน้าค่อยทำใหม่ ชาตินี้เอาความสุขทางโลกไปก่อน ถึงแม้มันจะทุกข์ แต่ก็ยังสุขบ้าง เวลาสุขก็ดีอยู่หรอก แต่เวลาทุกข์ก็อย่าไปโทษใครก็แล้วกัน โทษตนเองเวลาร้องห่มร้องไห้เสียอกเสียใจ ปวดใจช้ำใจ อยู่ที่เราทั้งนั้น ไปหลงเขาเอง ไปหลงกับสิ่งต่างๆเอง พอสิ่งต่างๆไม่ตอบสนองตามที่ต้องการก็อย่าไปโทษใคร โทษความหลงของเราเอง สิ่งที่จะสนองตอบเราตลอดเวลาด้วยความซื่อสัตย์ก็ไม่เอากัน คือความสงบของจิตใจ มันซื่อสัตย์กับเรามาก พอทำให้สงบแล้วมันก็จะสงบไปเรื่อยๆ จะไม่มีการปฏิวัติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะสงบอยู่เรื่อยๆ
ให้เข้าหาธรรมะภายในจิตใจ เข้าข้างใน อย่าออกข้างนอก หลวงปู่ดุลย์ท่านก็พูดไว้แล้วว่า จิตออกข้างนอกเป็นสมุทัย ถ้าจิตคิดถึงเรื่องลาภยศสรรเสริญสุข คิดถึงคนนั้นคนนี้ ก็จะเป็นทุกข์ขึ้นมา ถ้าเข้าข้างในแล้วก็จะเย็นสบาย เข้าหาพุทโธ เข้าหาลมหายใจ เข้าหาการพิจารณาอาการ ๓๒ ของร่างกาย พิจารณาเกิดแก่เจ็บตาย ให้อยู่ในวงนี้ แล้วรับรองได้ว่าความสงบจะไม่อยู่ห่างไกล เมื่อมีความสงบก็จะมีความสุข เป็นความสุขที่ไม่มีใครสามารถพรากจากเราไปได้ เป็นเงาตามตัวเราไป ตอนนี้ก็ต้องพยายามผลักดันตัวเองไปเรื่อยๆ ให้มีความพากเพียร ไม่มีใครทำแทนเราได้ ตนเป็นที่พึ่งของตน อัตตาหิ อัตโน นาโถ พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ เป็นเพียงผู้ชี้ทาง แต่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าไม่มีผู้ชี้ทาง ถึงแม้จะมีความเพียรมากน้อยเพียงไรก็ตาม ถ้าเพียรไปในทางที่ผิดก็จะไม่เกิดประโยชน์เลย เช่นองคุลิมาลที่เพียรฆ่าคนถึง ๙๙๙ คน แต่เพียรไปในทิศทางที่ผิด เพราะไม่มีผู้สอนผู้ชี้ทางที่ถูก พอได้พบกับพระพุทธเจ้าที่ทรงบอกว่าไปผิดทางแล้ว ต้องไปทางนี้ ไม่ใช่ไปทางโน้น พอได้ยินได้ฟังก็เข้าใจ ก็เลยพลิกใจกลับมาบำเพ็ญใหม่ ย้อนเข้าข้างในไม่ออกไปข้างนอก ไม่หาความวิเศษจากข้างนอก จากการไปทำร้ายผู้อื่น จากการไปเหยียบย่ำทำลายผู้อื่น จากการยกตนข่มท่าน ที่ไม่ได้ทำให้ตนเองประเสริฐ ผู้ประเสริฐจะต้องกดตัวเอง กดกิเลสของตน ข่มตนเอง ยกย่องผู้อื่นแต่ข่มตนเอง ถึงจะทำให้ตนเองประเสริฐ แต่กิเลสจะชอบทำตรงกันข้าม ชอบข่มผู้อื่น ชอบยกตนเอง จึงไม่ประเสริฐกัน
5
ต้องพึ่งตนเอง ต้องปฏิบัติเอง ต้องมีสติเตือนตนอยู่เรื่อยๆ พิจารณาไปในทางธรรม คิดไปในทางปัญญาไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเกิดความรู้ความฉลาดขึ้นมา แล้วมันจะเป็นตัวคอยดึงเราไป ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพระอานนท์ ให้เจริญมรณานุสติอยู่เสมอ ว่าเกิดมาแล้วต้องตาย ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จีรังถาวร ที่จะให้ความสุขกับเราไปตลอด เมื่อคิดอย่างนี้แล้วก็จะคลายความหลง จะไม่เสียเวลากับการหาความสุขทางโลก จะหันมาหาความสุขทางธรรม คิดอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ ต้องบังคับให้คิดไปในทางนี้ ในเบื้องต้นก็คิดไปเรื่อยๆว่าเกิดมาแล้วต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ต้องพลัดพรากจากกัน ไม่มีอะไรที่จะเป็นความสุขที่ถาวร เป็นเหมือนงานเลี้ยงที่มีการสิ้นสุด เวลาไปงานเลี้ยงใหม่ๆก็มีความสนุกสนานเฮฮา พอดึกเข้าดึกเข้าก็ต้องเลิกลากันไป ความสุขทางโลกมันเป็นอย่างนี้ ไม่ถาวร แต่ความสุขทางธรรม จากการปฏิบัติธรรมจนได้พบกับความสงบ จะถาวร จะอยู่กับใจไปเรื่อยๆ ในเบื้องต้นก็มีเป็นพักๆไปก่อน พอปฏิบัติมากขึ้นมากขึ้นไปเรื่อยๆ ปฏิบัติทุกลมหายใจเข้าออกแล้ว ความสุขความสงบก็จะต่อเนื่อง จนเป็นธรรมชาติอยู่ติดกับใจตลอดเวลา เมื่อพบกับความสุขแบบนี้แล้ว จะไม่หิวไม่อยากกับอะไรทั้งนั้น ไม่เห็นอะไรที่จะวิเศษ ไม่เห็นว่าใครจะวิเศษ ไม่เห็นว่าจะมีอะไรในโลกที่วิเศษเลย เราสมมุติมันขึ้นมาทั้งนั้น ของทุกอย่างก็ผลิตมาจากธาตุ ๔ ทั้งนั้น มาจากดินน้ำลมไฟ ดินก็คือของแข็ง น้ำก็คือของเหลว ไฟก็คือของร้อน ลมก็คืออากาศ พวกก๊าซต่างๆ เอามาผสมรวมกัน ถ้าศึกษาทางวิทยาศาสตร์ก็จะรู้ว่า การผลิตข้าวของต่างๆต้องมีธาตุทั้ง ๔ เป็นองค์ประกอบ ทำให้เป็นกระดาษ ทำให้เป็นกล่อง ทำให้เป็นแก้ว ทำให้เป็นเสื้อ ทำให้เป็นอะไรต่างๆ มาจากธาตุ ๔ ทั้งนั้น ไม่ได้วิเศษอะไร แม้แต่เพชรที่มีราคาแพงมาก หรือทองคำ ก็เป็นโลหะเท่านั้นเอง แต่ความหลงหลอกให้เราคิดว่าวิเศษ
เราวัดกันด้วยวัตถุข้าวของเงินทอง ถ้ามีมากก็ถือว่าวิเศษมาก ถ้ามีน้อยก็วิเศษน้อย โลกสมมุติเขาวัดกันอย่างนั้น แต่ในสายตาของธรรมะ ของผู้ที่มีปัญญา ไม่ได้วัดกันที่วัตถุ แต่วัดที่คุณธรรม วัดที่น้ำใจ ว่ามีมากน้อยเพียงใด มีความซื่อตรงมากน้อยเพียงใด อยู่ตรงนั้นมากกว่า คุณค่าของคนอยู่ตรงนั้น ไม่ได้อยู่ที่วัตถุข้าวของเงินทอง จึงอย่าหลงประเด็น อย่าหลงกับสิ่งต่างๆในโลกนี้ แต่ก็ต้องมีไว้บ้าง เพราะยังต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้อยู่ มีไว้เพื่อสนับสนุนการดำรงชีพ เพราะยังต้องอาศัยชีวิตนี้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม เพื่อให้ได้ไปถึงจุดที่ไม่ต้องอาศัยมันอีกต่อไป เมื่อถึงจุดนั้นแล้วจะเป็นจะตายก็เท่ากัน ไม่เดือดร้อนอะไร ตอนนี้เรายังต้องอาศัยมัน เหมือนกับเรือ จะข้ามฟากก็ต้องอาศัยเรือ เมื่อยังไม่ถึงฝั่งโน้นก็อย่าพึ่งไปจมเรือ ถ้าจมเรือก็ต้องว่ายเอง ร่างกายก็เป็นเหมือนเรือที่จะพาเราข้ามฟาก จากโลกนี้ไปสู่ฟากของพระนิพพาน ยังต้องอาศัยมัน ต้องดูแลมัน จึงต้องมีบ้าน มีทรัพย์ มีข้าวของเงินทองไว้สนับสนุน แต่ให้มีพอประมาณ พออยู่พอกิน อย่าหมดเวลาไปกับการหาสิ่งเหล่านี้ เพราะจะไม่มีเวลาปฏิบัติกัน หาพอสมควร ใช้เวลาให้น้อยที่สุด เพื่อจะได้มีเวลามากในการปฏิบัติ ถ้าหามามาก มีเงินมากเกินไป ก็จะคิดไปในทางกิเลส แทนที่จะเอาเงินไปทำบุญหรือเข้าวัดปฏิบัติธรรม ก็จะคิดเอาเงินไปเที่ยวดีกว่า ไปซื้อของฟุ่มเฟือยดีกว่า แล้วก็จะติดเหมือนติดยาเสพติด เที่ยวแล้วก็อยากจะเที่ยวอีก ซื้อของฟุ่มเฟือยแล้วก็อยากจะซื้ออีก ต้องกลับมาหาเงินใหม่ ก็เลยไม่ได้ไปวัดเสียที ไม่ได้ไปปฏิบัติกันเสียที ต้องพยายามขจัดความสุขทางโลกให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของฟุ่มเฟือยต่างๆ หรือการไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ มันเป็นเหมือนยาเสพติด ไม่ได้ทำให้เราวิเศษขึ้นมา แต่จะทำให้ติดอย่างงอมแงม ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายภพหลายชาติ ต้องผลักตัวเราเอง ให้ฟังเทศน์ฟังธรรม เพื่อให้ได้ข้อคิดที่ให้กำลังใจ ให้คิดไปในทางที่ถูก ที่จะพาไปสู่การปฏิบัติ พอปฏิบัติแล้วก็จะได้พบกับผล ได้พบกับความสุข จะมีกำลังใจเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุดจะไม่สนใจกับโลกนี้ จะสนใจกับการปฏิบัติอย่างเดียว ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว ไม่นานก็ถึงจุดหมายปลายทาง ถึงปรมังสุขัง ถึงบรมสุข ถึงจุดที่ไม่ต้องไปเกิดอีกต่อไป ไม่ต้องไปเวียนว่ายตายเกิด ให้ทุกข์ยากลำบาก จึงขอสรุปให้พยายามผลักดันตัวเอง อย่าไปฝันว่าครูบาอาจารย์หรือพระศรีอาริย์ จะช่วยเราได้ในการปฏิบัติ ท่านช่วยเราด้วยการบอกทาง แต่การปฏิบัติเราต้องทำกันเอง
6
ถาม ท่านอาจารย์พูดถึงเรื่องยุคที่ไม่มีพระพุทธศาสนา แล้วคนที่ยังปฏิบัติอย่างพวกเรานี่ มีโอกาสได้เจอหรือไม่ครับ
ตอบ ได้เจอแน่ โอกาสที่จะเจอมีมากกว่าไม่เจอ เพราะยุคของพระพุทธศาสนาแต่ละยุคนี่สั้นมาก เปรียบเทียบเวลาที่จุดไม้ขีดนี่ วูบหนึ่งมันก็ดับแล้ว เวลา ๕๐๐๐ ปีเมื่อเทียบกับหนึ่งกัป ก็เป็นเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น แสงสว่างของพระพุทธศาสนาจึงเปรียบเหมือนแสงสว่างของก้านไม้ขีดที่สั้นมาก
ถาม แต่ในขณะนั้นผู้รู้ยังพอมีอยู่ไหมคะ
ตอบ จะเป็นเหมือนช่วงก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ไม่มีใครรู้เรื่องมรรคผลนิพพาน
ถาม ที่ท่านอาจารย์บอกว่าให้ตนเป็นที่พึ่งของตน มีอะไรที่ช่วยกระตุ้นให้เราปฏิบัติ เวลาเรามาฟังท่านอาจารย์ก็เป็นเครื่องกระตุ้นอย่างหนึ่ง แต่มันกระตุ้นชั่วคราว
ตอบ ต้องเอาไปคิดต่อ สิ่งที่ได้ยินได้ฟังนี้ต้องเอาติดไปกับใจ เอาไปทบทวน เอาไปใคร่ครวญ ให้คิดถึงความแก่ความเจ็บความตายอยู่เรื่อยๆ ถ้าทำได้ก็เหมือนกับได้ฟังธรรมตลอดเวลา ที่พูดมาตลอดทั้งหมดนี้ สรุปใจความลงตรงนี้ ตรงที่ให้คิดถึงความแก่ความเจ็บความตาย ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพระอานนท์ ให้ระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก ถ้าระลึกถึงความตายแล้ว ก็จะเบื่อหน่ายชีวิต เบื่อทุกสิ่งทุกอย่าง จะหายหลง เป็นยาแก้ความหลง มรณานุสติเป็นยาแก้ความหลง พอได้คิดว่าความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ามัวแต่หาความสุข ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องไปเจอความตาย แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่หามาแทบเป็นแทบตาย ก็จะหมดความหมายไป จะไปแบบไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวไป ก็จะทำให้หันมาสนใจในการศึกษาและปฏิบัติ เจริญสติมากขึ้น ทำจิตให้สงบมากขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น อยู่ที่เราจะคิดกัน ถ้าคิดอยู่เรื่อยๆทั้งวันทั้งคืน ก็จะไปทางนี้ แต่เราไม่คิดกัน พอไปจากที่นี่แล้ว ก็จะคุยกัน จะไปไหนดี หรือคิดถึงงานการที่จะต้องทำ มันก็จะฉุดลากไปทางนี้ พอออกจากที่นี่ไปแล้วก็ลืมหมด ถูกเรื่องอื่นเข้ามากลบหมด ที่ต้องช่วยตัวเองก็ตรงนี้ ต้องคิดอยู่เรื่อยๆ คนอื่นคิดแทนเราไม่ได้ ความคิดของเราเหมือนกับดูโทรทัศน์ มีหลายช่อง เปิดไปช่องหนึ่งก็เป็นอย่างหนึ่ง เปิดไปอีกช่องก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง พอคิดเรื่องนี้ก็เป็นอย่างหนึ่ง คิดอีกเรื่องหนึ่งก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง
ถ้าคิดไปในทางธรรมก็จะดึงไปในทางธรรม ถ้าคิดไปในทางโลกก็จะดึงไปในทางโลก คิดเรื่องทำงานก็จะคิดถึงตำแหน่งที่จะก้าวขึ้นไป คิดในทางค้าขายก็จะคิดขยายกิจการ มีเรื่องให้คิดไปเรื่อยๆ ถ้าคิดว่าจะทำไปถึงไหนกัน ทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร ทำแล้วมีความสุขมากขึ้นหรือเปล่า หรือมีความทุกข์มากขึ้น มีความกังวลมากขึ้น มีความกดดันมากขึ้น ก็จะเกิดปัญญา แต่เราไม่คิดกัน ปล่อยให้ความรู้สึกพาไป ความรู้สึกจะหลอกเราเสมอว่าดี ยิ่งมากยิ่งดี ยิ่งใหญ่ยิ่งดี แต่ไม่คิดว่าปวดหัวมากขึ้นหรือเปล่า ทุกข์วุ่นวายใจมากขึ้นหรือเปล่า ไม่ค่อยดูใจกัน เวลามีมากใจจะว้าวุ่นปั่นป่วนมากขึ้น เวลามีน้อยจะไม่ปั่นป่วนเท่าไหร่ ใจจะสงบ เพราะไม่มีอะไรต้องคอยกังวล ต้องคอยดูแลรักษา แต่พวกเรามองไม่เห็นใจกัน ไม่เคยดูใจกัน ส่วนใหญ่จะมองไปข้างนอก ถูกความหลงหลอกให้มองไปข้างนอก เมื่อมองไปข้างนอกก็เห็นว่ามีมากยิ่งดี มีตำแหน่งสูงขึ้นยิ่งดี เพราะมีคนเคารพนับถือมากขึ้น มีอำนาจมากขึ้น แต่ไม่เห็นความปั่นป่วนวุ่นวายใจที่มีมากขึ้น ใจไม่มั่นคงมากขึ้น ยิ่งขึ้นสูงเท่าไหร่เวลาตกลงมาก็จะเจ็บมากขึ้น เราไม่คิดทางด้านจิตใจกัน จึงไม่รู้ว่าจิตใจไม่มีความสุขเลย มีแต่ความเครียด ดูพวกที่เป็นผู้บริหารนี่ ผมจะขาวกันทั้งนั้น พวกลูกน้องผมจะไม่ค่อยขาว เพราะไม่ต้องแบกความรับผิดชอบ
ถาม บางครั้งคิดว่าจะทำงานให้มีเงินเยอะๆ จะได้ทำบุญเยอะๆ
ตอบ คิดอย่างนั้นก็ดี แต่ส่วนใหญ่พอมีแล้วมักจะลืมกัน มักจะถูกกิเลสแย่งไปก่อน ตอนแรกก็คิดจะทำบุญเยอะๆ แต่พอมีเงินแล้ว ไอ้นั่นก็สวย ไอ้นี่ก็ดี ที่นั่นก็น่าไปเที่ยว ขอแบ่งเงินไปหน่อย ความจริงแล้วไม่ควรทำงานเพื่อเอาเงินมาทำบุญ
7
ทำงานเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เพื่อให้มีเวลาไปปฏิบัติธรรมจะดีกว่า เพราะบุญที่ได้จากการให้ มันน้อยกว่าบุญที่ได้จากการปฏิบัติธรรม เกิดจากการรักษาศีล ที่ให้ทำบุญให้ทาน เพราะมีเหลือกินเหลือใช้ เป็นวาสนาที่ทำมาหากินเก่ง ทำได้มากเกินความจำเป็น ก็ให้เอาไปทำบุญเสีย แต่อย่าไปตั้งเป้าทำเพื่อเอาเงินมาทำบุญ ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง เป็นการหลอกตัวเอง จะได้ทำงาน จะได้ไม่ต้องไปรักษาศีล จะได้ไม่ต้องไปปฏิบัติธรรม เพราะไม่มีเวลา
ถาม เห็นคนถวายทองหลวงตาเยอะๆ ก็อยากถวายบ้าง
ตอบ ที่ถวายเพราะมีอยู่แล้ว เราไม่มีก็ไม่ต้องถวาย พระไม่มีก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ไม่มีก็ไม่มี แต่พระที่มีคนไปถวายท่าน ท่านก็นำเอาไปถวายต่อ แต่ไม่ได้ไปเรี่ยไร ไปเสียเวลากับการหาทอง ได้มาเพราะบุญบารมี เพราะคุณงามความดี เพราะความขยันหมั่นเพียร คนเราต้องทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ถ้าหามาได้เกินความจำเป็น ก็เอาไปทำบุญเสีย ไม่ให้หวง ไม่ให้เก็บไว้ แต่ไม่ได้ให้หาเงินหาทองเพื่อเอามาทำบุญ แต่ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่ทำบุญเลย ยิ่งไม่ได้อะไรเลย ถ้าทำบุญอย่างน้อยก็ได้สะสมบุญบารมี ไปภพหน้าชาติหน้า จะได้สุขสบาย แต่ยังไม่พอ เพราะยังวนเวียนอยู่ในการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ผลที่ต้องการให้ได้ก็คือการหลุดออกจากวงจรอุบาทว์นี้ คือวงจรแห่งการเกิดแก่เจ็บตาย จะไปได้ก็ต้องละความสุขทางโลก เพื่อเข้าสู่ความสุขทางธรรม เข้าสู่ความสงบของจิตใจ
ถาม คนในสังคมพอหาเงินได้ ก็คิดว่าจะเก็บเอาไว้ใช้ในภายภาคหน้าบ้าง เก็บไว้ให้ลูกหลานบ้าง
ตอบ คิดได้ ควรแบ่งเก็บไว้บ้าง แต่ไม่ควรเก็บไว้ทั้งหมด เก็บไว้เท่าที่จำเป็น ให้อยู่อย่างสบาย ไม่เดือดร้อน ควรคิดถึงความเดือดร้อนของผู้อื่นบ้าง เช่นคนที่บริจาคเงินสร้างตึกโรงพยาบาล ก็เพื่อช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก คนที่เจ็บไข้ได้ป่วย
ถาม ถ้าโยมยังมีความจำเป็นต้องทำงานภายนอกอยู่ ทำอย่างไรจะได้ไม่ทุกข์มาก
ตอบ ต้องไม่ยึดติดกับงาน พร้อมที่จะออกเมื่อไหร่ก็ได้ ทำหน้าที่ให้ดีให้ถูกก็แล้วกัน ถ้านายจ้างไม่พอใจจะให้เราออก ออกก็ออก ก็จะไม่ทุกข์ จะทำได้ก็ต้องมักน้อยสันโดษ ไม่ใช้เงินมาก จะได้มีเงินเก็บสำรองไว้ ถ้าต้องออกจากงานก็ยังมีเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ถ้าไม่ใช้เงินซื้อของฟุ่มเฟือยเที่ยวเตร่ ก็จะเก็บไว้ได้เยอะ จะได้ไม่กังวลกับการตกงาน ที่กังวลเพราะกลัวจะตกงาน กลัวจะถูกปลดออกจากงาน กลัวจะไม่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง กลัวจะน้อยหน้าเพื่อนฝูง เราอย่าไปแข่งทางนั้นเลย ให้คิดว่าการทำงานเป็นการเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เรื่องตำแหน่งเป็นของแถม อย่าไปหลงยึดติดกับตำแหน่ง เวลาเป็นหัวหน้าก็อย่าไปคิดว่าเขาเป็นลูกน้องเราเป็นหัวหน้า ให้คิดว่าเป็นเพื่อนร่วมงานกัน เพียงแต่มีหน้าที่นำเขา ก็นำด้วยความเมตตา ไม่ถือว่าวิเศษกว่าเขา คิดว่าเป็นลูกจ้างเหมือนกัน ถ้าไม่หลงตัวเองก็จะไม่ยึดติดกับตำแหน่งต่างๆ พอถูกเปลี่ยนให้เป็นลูกน้องบ้างจะไม่รู้สึกเสียหน้า เพราะไม่ได้หลงยึดติดกับตำแหน่ง คิดว่าเราก็เป็นลูกจ้างคนหนึ่ง แต่โชคดีมีความรู้ความสามารถทำให้ได้เป็นหัวหน้า ถ้ามีคนอื่นขึ้นมาทำแทน ก็พร้อมให้ทำ กลับไปเป็นลูกน้องก็ได้
ถาม เวลาที่ท่านอาจารย์พูดธรรมะเราก็คิดตามไป พอท่านอาจารย์พูดต่อไป เราฟังไม่ทัน มัวแต่คิดในเรื่องที่ท่านอาจารย์สอน อย่างนี้ไม่สมควรทำใช่ไหมคะ
ตอบ สมควรนะ เวลาฟังนี่ฟังได้ ๒ ลักษณะ ฟังให้เกิดปัญญาหรือให้เกิดสมาธิ การฟังแล้วพิจารณาตามนี้ เป็นการฟังเพื่อให้เกิดปัญญา พอท่านพูดอะไรเราก็พิจารณาตาม ตามเหตุตามผล ถ้าเข้าใจก็เป็นปัญญา นำเอาไปปฏิบัติได้ อย่างที่ถามเรื่องการทำงานที่ไม่ให้เครียดจะให้ทำอย่างไร เราก็บอกว่าต้องทำอย่างนี้ๆ ถ้าพิจารณาตามแล้วเข้าใจ ก็จะนำไปปฏิบัติได้ ก็เป็นปัญญา ถ้ายังไม่เข้าใจก็ต้องผ่านไปก่อน ปัญญาเรายังตามไม่ทัน ก็ไม่เป็นไร เพราะการฟังแต่ละครั้งอาจจะตามไม่ได้หมดทุกเรื่อง เพราะสติปัญญาของเราพิจารณาตามไม่ทัน ก็ไม่เป็นไร ไว้คราวหน้าค่อยตามใหม่ เพราะการแสดงธรรมจะเริ่มต้นจากขั้นต่ำไปสู่ขั้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ พอมาถึงขั้นที่เรารออยู่ก็จะฟังต่อ ขั้นที่ได้ผ่านมาแล้วก็ทบทวนดูว่า ความคิดของ
8
เรากับความคิดของท่านมันตรงกันหรือไม่ เหตุผลของท่านกับเหตุผลของเรามันตรงกันหรือไม่ เป็นการตอกย้ำความเข้าใจ ฟังอย่างนี้เป็นการฟังเพื่อปัญญา ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจเลย เพราะพิจารณาตามไม่ทัน มีปัญญาน้อยมาก ก็ให้ฟังแต่เสียงไปเรื่อยๆ จดจ่ออยู่กับเสียงไป เสียงนั้นก็จะเป็นเหมือนพุทโธๆให้เราเกาะ ไม่ให้ไปคิดเรื่องอื่นก็จะดึงใจให้เข้าสู่ความสงบได้ ก็จะเป็นสมาธิ นี่คือการฟังโดยไม่พิจารณาตาม อาจจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ก็ไม่ต้องกังวล เพราะจะเกิดความฟุ้งซ่าน ความหงุดหงิดรำคาญใจขึ้นมา ฟังแล้วไม่รู้เรื่องไม่รู้จะฟังไปทำไม ก็อย่าไปคิดอย่างนี้ พอถึงจุดที่ไม่เข้าใจก็ฟังแต่เสียงไป อย่าไปคิดอะไร ก็จะเป็นสมาธิ
เวลาฟังจึงไม่จำเป็นต้องพุทโธๆไปหรือดูลมหายใจไป ใช้พุทโธๆหรือลมหายใจในขณะที่เราภาวนาอยู่คนเดียว แต่ขณะที่ฟังต้องถือเสียงที่มากระทบกับหูเป็นองค์ภาวนา เกาะอยู่กับเสียงนั้นเฉยๆ ไม่คิดพิจารณาตามก็ได้ ผลก็จะได้ต่างกัน ถ้าพิจารณาตามก็จะเกิดปัญญา ก็จะบรรลุได้ จะบรรลุได้ต้องพิจารณาตาม แต่ถ้าฟังแล้วเกาะกับเสียงนั้นไป ไม่ไปคิดเรื่องอื่นมันก็จะสงบเป็นสมาธิ สมาธิดับกิเลสไม่ได้ เพราะกิเลสเกิดจากความหลง ความไม่เข้าใจหรือความเข้าใจผิด ต้องฟังให้เกิดปัญญา เพื่อจะได้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เกิดความเห็นที่ถูกต้อง มาระงับดับความหลงได้ เช่นเมื่อก่อนนี้เราหลงว่าโลกนี้แบน เพราะมองไปทางไหนก็แบนหมด แต่มีนักปราชญ์มาสอนว่าโลกนี้มันกลม พิสูจน์ได้ด้วยการดูว่าเรือที่วิ่งเข้ามาจากทะเล ตอนต้นมันอยู่ไกลมากเราก็มองไม่เห็น พอใกล้เข้ามาเรื่อยๆก็จะเริ่มเห็นเรือ แต่เราจะเห็นส่วนไหนของเรือก่อน ถ้าโลกแบนราบก็จะต้องเห็นทุกส่วนพร้อมกัน เห็นตัวเรือเห็นเสากระโดง เห็นธงที่ปักบนยอดเสาพร้อมๆกัน แต่ถ้าเป็นโลกกลมก็ต้องเห็นส่วนที่สูงสุดก่อน ต้องเห็นยอดธงก่อน เหมือนคนขี่ม้าข้ามเขามา เราจะไม่เห็นคนก่อน เราจะเห็นธงที่เขาชูมาก่อน เห็นคนขี่ก่อนที่จะเห็นตัวม้า เพราะคนอยู่สูงกว่า เพราะข้ามพื้นที่โค้งขึ้นมา อย่างนี่ก็เป็นเหตุผล ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
เหตุผลที่ท่านแสดงในทางธรรมเพื่อให้หายหลง ก็คือให้เรามองความไม่เที่ยง เพราะไม่มีอะไรเที่ยง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่เราไม่มองกัน เราไปคิดว่าหน้าตาของเราเป็นเหมือนเดิมทุกวัน แต่ความจริงมันเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ ถ้าไปดูรูปที่ถ่ายไว้เมื่อ ๑๐ ปีก่อน กับดูหน้าตาเราวันนี้ จะเป็นคนละคนกัน ถ้าดูหน้าตาทุกวันในกระจกก็จะเหมือนเดิม เพราะมันเปลี่ยนช้า ดูไม่ออก ความหลงจะทำให้เราไม่คิด จะให้คิดว่าเป็นอย่างนี้ไปตลอด พอมารู้สึกตัวก็สายไปแล้ว คิดว่าตัวเองสาวอยู่เรื่อยๆ พอมาดูหน้าตาอีกที ทำไมมันย่นไปหมด ผิวเหี่ยวผมขาว ก็จะเกิดความวิตกขึ้นมาเกิดความวุ่นวายใจขึ้นมา เพราะไม่อยากแก่กัน แต่ถ้าพิจารณาสอนใจอยู่เรื่อยๆให้รับความจริงนี้ พอเวลาเกิดขึ้นจะรู้สึกเฉยๆ ดับความทุกข์ได้ เหตุที่พวกเรายังทุกข์กัน หวาดกลัวกับความตายกัน ก็เพราะยังไม่ได้สอนใจให้รับความจริงนี้เท่านั้นเอง กลัวมากจนไม่กล้าคิดถึงมัน พอคิดถึงความตายแล้วใจมันสั่นไปหมด ความสุขหายไปหมด กิเลสพยายามต่อต้าน ไม่ให้เราคิดถึงเรื่องนี้ ให้ลืมๆไป เพื่อจะได้หลงไปกับการหาความสนุกสนานเฮฮาไปเรื่อยๆ ใจจึงไม่พร้อมที่จะรับความตาย เวลาความตายมากระทบกับใจ จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาอย่างมาก แต่ถ้าสอนใจอยู่เรื่อยๆว่าร่างกายนี้จะต้องไปแน่ๆ เราก็ซ้อมเอาไว้ มันจะไปแบบไหน จะตกเครื่องบินตายหรือจะถูกรถชนตาย จะจมน้ำตาย จะถูกยิงตาย ถูกฟันตาย เป็นโรคตายไป ก็ซ้อมคิดไปเรื่อยๆ ทดลองว่าจะตายแบบไหนดี วันนี้ลองตายแบบนี้พรุ่งนี้ตายแบบนั้นดู คิดไปเรื่อยๆให้มันชิน แล้วก็ยอมรับกับความตายแบบต่างๆ พอถึงเวลาที่มันเกิดขึ้นเราก็จะไม่ทุกข์ เหมือนกับซ้อมเล่นละคร ซ้อมบทนี้ไว้แล้ว พอถึงเวลาจะต้องเล่นบทนี้ก็เล่นไป เพราะผู้เล่นคือใจไม่ได้ตาย ผู้ที่ตายคือร่างกายไม่รู้เรื่อง แต่ผู้เล่นวุ่นวายไปเอง เพราะไม่รู้ว่าเป็นการเล่นละคร
ถาม แต่พอเวลาเล่นจริงมันเหนื่อยนะคะ
9
ตอบ เพราะยังยึดติดอยู่ ขณะที่ซ้อมยังไม่ได้เจอกับเหตุการณ์จริง ก็จะไม่รู้สึกกลัว แต่พอไปอยู่ที่เปลี่ยวๆกลัวๆ ตอนนั้นใจจะสั่นไปหมด ระส่ำระสาย ถ้าฝึกซ้อมอยู่เรื่อยๆจนจับเคล็ดได้ว่า ต้องยอมต้องปล่อย ถ้ายอมรับความจริงนี้แล้ว ก็จะดับความวุ่นวายใจได้
ถาม จะขัดกับทางโลกไหมคะ ที่นึกถึงความตายว่าเป็นลางไม่ดี
ตอบ ทางโลกกับทางธรรมอยู่กันคนละทางอยู่แล้ว ความหลงจะคิดอย่างนี้ ให้อยากอยู่ไปนานๆ ความอยากเป็นกิเลสเป็นตัณหา เพราะขัดกับความจริง มีใครอยู่ไปนานๆได้บ้าง จะคิดหรือไม่คิดถึงความตาย ก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริง ความจริงก็ยังจริงเหมือนเดิม ต่อให้ไม่คิดถึงความตายก็ตายกันทั้งนั้น แต่คนที่คิดจะตายอย่างสบาย อยู่อย่างสบาย ไม่ทุกข์ไม่วุ่นวายกับการตาย สิ่งที่ทำให้จิตวุ่นวาย ก็คือความยึดติดในร่างกาย ไม่ปล่อยมัน พอปล่อยได้แล้วก็จะสบาย พอถึงเวลาไปก็จะไม่วุ่นวาย เวลายังอยู่ก็ไม่ห่วงไม่กังวล ถ้าไม่คิดพิจารณาความตายเลย พอมีเหตุการณ์ก็เป็นห่วงเป็นใยกัน เป็นอะไรหรือเปล่า วุ่นวายไปหมด ถ้าพิจารณาจนปล่อยได้แล้ว ก็จะรู้สึกเฉยๆ เป็นก็เป็น ไม่เป็นก็ไม่เป็น ใครไปห้ามได้เวลาจะเป็น ที่สอนทั้งหมดนี้ก็เพื่อแก้ความทุกข์ใจ ไม่ได้แก้ความเป็นความตาย ที่ต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อถึงเวลาไปต่อให้ช้างมาฉุดก็ฉุดไม่อยู่ เมื่อถึงเวลายังไม่ไปต่อให้ช้างผลักดันอย่างไรก็ไม่ไป ความจริงมันเป็นอย่างนี้ ที่ต้องแก้ก็คือใจ แก้ความวุ่นวายใจ ความหวาดกลัว ที่ยังมีอยู่ในใจ อันนี้แก้ได้ แก้ด้วยปัญญา ด้วยการสอนใจว่าต้องเกิดแน่ๆ ต้องยอมรับต้องปล่อยให้ได้ อย่าไปยึดไปติด เป็นเหมือนของที่ยืมมา เรารู้ว่าต้องคืนเจ้าของ จะไม่วุ่นวายใจเวลาถูกทวงคืนไป เพราะไม่ยึดติด ถ้าคิดว่าเป็นของเรา พอเจ้าของมาทวงคืนเราจะวุ่นวาย
ความจริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เป็นของเราอย่างแท้จริง มีโอกาสที่จะจากเราไปได้เสมอในเวลาใดเวลาหนึ่ง เราต้องเตรียมพร้อมที่จะให้มันจากไป ถ้าพร้อมก็จะไม่ทุกข์ ถ้าไม่พร้อมก็จะวุ่นวาย กินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นห่วงเป็นกังวล ไม่มีที่สิ้นสุด ท่านจึงสอนว่าไม่ควรมีอะไรดีที่สุด แม้แต่ร่างกายนี้ไม่มีได้ก็ยิ่งดี ถ้ายังมีภาระที่ต้องทำ คือปลดปล่อยจิตใจจากการยึดติด ก็ยังต้องอาศัยร่างกายเป็นเครื่องมือ เมื่อได้ทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว ร่างกายจะเป็นอะไรเราจะไม่เดือดร้อน เพราะได้ปล่อยวางแล้ว จิตใจจะไม่ทุกข์ไม่วุ่นวายถ้าปล่อยวาง พอปล่อยแล้วถึงรู้ว่าโง่มาตั้งนาน แบกไว้ตั้งนาน ไม่รู้จะแบกไปทำไม พอปล่อยแล้วมันเบาไปหมดเลย โล่งไปหมดเลย โล่งอกโล่งใจไปหมด เพราะความหลงมันหลอกให้เราแบก มันมีอำนาจมากจนเราไม่กล้าปล่อย กลัวว่าปล่อยแล้วจะตาย
ถาม พวกลูกๆอยากทำได้เหมือนท่านอาจารย์ แต่คิดว่าวาสนาน้อย
ตอบ ทำได้ อย่าให้ความคิดว่าวาสนาน้อยเข้ามาขัดขวาง มาเป็นอุปสรรค ต้องคิดว่าทำได้ เป็นคนเหมือนกันมีใจเหมือนกัน มีอินทรีย์เหมือนกัน มีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีสมาธิ มีปัญญาเหมือนกัน เพียงแต่ต้องทำให้มากขึ้นเท่านั้น
ถาม แต่ไม่มีบารมี
ตอบ บารมีก็เกิดจากการปฏิบัตินี่เอง เมื่อก่อนก็ไม่มีเหมือนกัน เหมือนกับต้นไม้ ถ้าเราปลูกแล้ว ไม่รดน้ำพรวนดิน ไม่ใส่ปุ๋ย มันก็ไม่โต แต่ถ้าขยันรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ย คอยกำจัดวัชพืชที่จะมาขัดขวางการเจริญ มันก็โตเร็ว ไม่ได้อยู่ตรงไหน อยู่ที่การบำเพ็ญ เราเอาเวลาไปบำเพ็ญเรื่องอื่นเสียมากกว่า วันๆหนึ่งไม่เคยถามตัวเองเลยว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังบำเพ็ญบารมีหรือเปล่า
ถาม เวลาปฏิบัติแล้วเกิดปรากฏการณ์อะไรกับตัวเอง จะเกิดความสงสัยว่ามันคืออะไร ทำถูกหรือทำผิด ก็ต้องไปถามผู้ที่รู้มากกว่าไม่แน่ใจว่าจริงๆควรพักความสงสัยไว้ ไม่ต้องไปสอบถามแล้วทำไปเรื่อยๆ ให้รู้เอง หรือว่าควรสอบถามว่าผิดหรือเปล่าคะ
10
ตอบ ถ้าผลที่เกิดจากการปฏิบัติเป็นความสงบนิ่งเย็นสบาย มันก็ถูก แต่ถ้าปรากฏเป็นภาพเป็นอะไรต่างๆก็ไม่ถูก ไม่ได้เป็นประโยชน์กับการกำจัดความโลภความโกรธความหลง บางทีนั่งไปแล้วอาจจะมีนิมิต เห็นกายทิพย์ต่างๆ เหมือนกับคุณแม่แก้ว แล้วท่านก็ไปหลงยึดติดว่าเป็นมรรคเป็นผล ที่พึงได้รับและพึงพัฒนาให้มีอยู่เรื่อยๆ แต่พอไปเล่าให้หลวงตาท่านฟัง ท่านก็บอกว่ามันไม่ได้เป็นมรรคเป็นผล มันไม่มีคุณค่าทางกำจัดกิเลส ไม่ได้ทำให้จิตหลุดพ้น ถ้ามันเกิดขึ้นมาก็เพียงแต่ให้รู้ว่ามันเกิดแล้ว อย่าไปสนใจมัน คิดเสียว่าเป็นของแถมมาก็แล้วกัน เวลาเราไปซื้อของเดี๋ยวนี้เขาชอบแจกของแถมกัน แต่อย่าไปดีใจกับของแถมจนลืมของที่เราตั้งใจจะไปซื้อ ไปซื้อข้าวแล้วแจกสบู่ ก็เลยเอาแต่สบู่ ข้าวไม่เอามา อย่างนี้ก็แสดงว่าหลงแล้ว เวลานั่งทีไรก็อยากจะเห็นนั่นเห็นนี่ทุกที ถ้าไม่เห็นแล้วจะรู้สึกว่าทำไม่ถูก ไม่ได้ผล ความจริงผลที่เราต้องการ ก็คือความสงบนิ่งเย็นของจิต ความสบายใจ นี่เป็นส่วนที่ ๑ ของการปฏิบัติ
ส่วนที่ ๒ ที่ต้องทำให้เกิดขึ้นคือปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ซึ่งต่างจากการบริกรรมพุทโธๆ หรือดูลมหายใจเข้าออก การเจริญปัญญาต้องคิดพิจารณา พิจารณาร่างกายในเบื้องต้น พิจารณาอยู่เรื่อยๆว่าเกิดมาต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย อย่างนี้เรียกว่าเป็นการเจริญวิปัสสนา ทำเพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงตามความจริง ของสิ่งที่ใจมาสัมผัสมาเกี่ยวข้องด้วย ก็คือขันธ์ ๕ ส่วนแรกก็คือร่างกาย เป็นส่วนหยาบมองเห็นได้ง่าย ที่ต้องพิจารณาเพราะใจหลงยึดติดอยู่กับขันธ์ ๕ ว่าเป็นเราเป็นของเรา แล้วเกิดความอยากให้อยู่ไปนานๆ ให้ความสุขกับเราไปนานๆ ซึ่งมันขัดกับความจริง ความจริงแล้วมันไม่อยู่กับเราไปนานๆ มันไม่ให้ความสุขกับเราไปนานๆ มันไม่ใช่เป็นตัวเรา มันไม่ใช่เป็นของเรา ต้องสอนใจ ให้พิจารณาแก้ความหลง ขันธ์ ๕ นี้มันไม่เที่ยงแท้แน่นอน มันไม่อยู่กับเราไปตลอด เช่นร่างกายของเรามันเกิดมาแล้ว มันก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ให้พิจารณาไปเรื่อยๆ นี่เป็นธรรมอีกขั้นหนึ่ง
การปฏิบัติมี ๒ ขั้น ขั้นแรกนั่งหลับตาทำจิตใจให้นิ่ง พอจิตใจนิ่งบางทีจะมีผลพลอยได้ตามมา บางคนก็ปรากฏเห็นสิ่งต่างๆภายในนั้น ที่เรียกว่านิมิตต่างๆ นิมิตนี้มีทั้งนิมิตภายนอกคือพวกกายทิพย์ ที่มาสนทนากับเรา และนิมิตภายในที่เกิดจากภายในใจ เป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในจิตในใจ เช่นภพก่อนชาติก่อน พอจิตสงบก็โผล่ขึ้นมาให้เราได้เห็นว่าชาติก่อนเราเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เคยรู้จักคนนั้นคนนี้ เคยไปทำอย่างนั้นทำอย่างนี้มา มันก็โผล่ขึ้นมาให้เรารับรู้ได้ แต่สิ่งเหล่านี้มันไม่มีคุณมีประโยชน์ในการเสริมสติปัญญา ไม่ได้ทำให้จิตสงบอย่างมั่นคง เหมือนนอนหลับแล้วฝันไป ซึ่งต่างกับนอนหลับแล้วไม่ฝัน เวลาตื่นขึ้นมามีความต่างกัน เวลาฝันไปพอตื่นขึ้นมาจะไม่รู้สึกสดชื่น ไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ ไม่เหมือนกับเวลานอนหลับแล้วไม่ฝันเลย พอตื่นขึ้นมาแล้วจะรู้สึกว่าได้พักอย่างเต็มที่ มีความอิ่มมีความสบาย มีกำลังวังชาที่จะไปทำงานทำการต่อ การนั่งทำจิตให้สงบนิ่ง ไม่คิดอะไรเลย ไม่มีอะไรมาปรากฏเลย สักแต่ว่ารู้ อยู่ในอุเบกขาได้นานเท่าไหร่ได้ยิ่งดี จะทำให้จิตมีพลังที่จะเจริญวิปัสสนาต่อไป
ถ้านั่งแล้วไปรับรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ พอออกมาจากสมาธิแล้วเหมือนกับไม่มีสมาธิ ไม่มีกำลังที่จะไปพินิจพิจารณาทางด้านปัญญา พิจารณาขันธ์ ๕ คือกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพื่อให้เห็นว่าเป็นไตรลักษณ์ เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา จะไม่ได้พิจารณา จะไม่ก้าวหน้า จะติดอยู่ตรงนั้น นั่งทีไรก็อยากจะเห็นนั่นเห็นนี่ ติดต่อกับกายทิพย์องค์นั้นองค์นี้ไปทุกครั้ง ถ้าวันไหนนั่งแล้วไม่เห็นอะไร จะรู้สึกว่าไม่ได้ผล ก็จะติดอยู่กับสมาธิแบบนั้น บางคนอาจจะได้ฤทธิ์เดช ได้ตาทิพย์หูทิพย์ ก็จะหลงยึดติดอยู่กับฤทธิ์เดชเหล่านั้น คิดว่าตนเองวิเศษแล้ว บรรลุมรรคผลแล้ว เช่นพระเทวทัต ท่านก็มีฤทธิ์เดชเหมือนกัน ท่านก็ได้แค่นั้นไม่เคยเจริญวิปัสสนา ไม่ได้บรรลุแม้แต่ขั้นโสดาบัน เป็นพระปุถุชนธรรมดา มีแต่ฤทธิ์เดช แต่ไม่มีปัญญาที่จะกำจัดความหลงความมักใหญ่ใฝ่สูง ความหลงตน คิดว่าตนวิเศษ ถึงกับกล้าขออนุญาตจากพระพุทธเจ้า ให้เป็นผู้ปกครองสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า พอไม่ได้ดังใจก็โกรธ พอโลภแล้วไม่ได้ดังใจก็โกรธ พอโกรธแล้วก็ไปทำบาปทำกรรม แล้วก็ต้องไปตกนรก ถึงแม้จะได้ฤทธิ์เดช ได้บวชเป็นพระมานานแสนนาน ก็ยังต้องไปตกนรก เพราะ
11
ไม่รู้ว่านั่งสมาธิเพื่ออะไร ผลที่ควรจะพึงได้นั้นเป็นอย่างไร พอได้ฤทธิ์เดชก็หลงยึดติดว่าเป็นมรรคเป็นผลไป หลงคิดว่าตนได้บรรลุแล้ว
เพราะฉะนั้นเป้าหมายสำคัญที่สุดของการทำสมาธิก็คือ ให้จิตเป็นอุเบกขา รวมลงเป็นหนึ่ง สักแต่ว่ารู้ ถ้ามีอะไรมาปรากฏให้รู้ให้เห็น เช่นมีแสงสว่าง มีความรู้สึกขนลุกซ่า ก็ให้ถือว่าเป็นของแถมมา ให้พิจารณาว่าเป็นอนิจจัง เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม ไม่ได้เป็นมรรคเป็นผล ไม่ได้ทำให้เราวิเศษขึ้นมา สิ่งที่จะทำให้เราวิเศษจริงๆนั้นต้องธรรมอีกขั้นหนึ่ง คือพอออกจากสมาธินี้แล้วก็ต้องเจริญปัญญา พิจารณากายนี้แหละ เบื้องต้นพิจารณากายให้เข้าใจทุกสัดทุกส่วน เรื่องความแก่ความเจ็บความตาย เรื่องอสุภความไม่สวยไม่งาม เรื่องปฏิกูลความสกปรกของร่างกาย พิจารณาจนเกิดความเบื่อหน่ายทั้งกายของเราและของผู้อื่น ปล่อยวาง ไม่ยึดไม่ติด ไม่อยากได้ใครมาเป็นคู่ครอง อย่างนี้จึงจะเป็นผู้วิเศษ เป็นมรรคผล ถ้ายอมรับความตายปล่อยวางได้ก็เป็นโสดาบันแล้ว ดังที่พระอัญญาโกณฑัญญะได้เปล่งวาจาว่า ธรรมใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา ร่างกายนี้เกิดแล้วก็ต้องตายเป็นธรรมดา ยอมรับได้ไม่กังวล ถ้าพิจารณาจนเห็นว่าร่างกายนี้ไม่สวยงาม มีแต่โครงกระดูก มีแต่ตับไตไส้พุง มีแต่สิ่งที่เป็นปฏิกูล ไม่อยากจะเข้าใกล้ ไม่อยากจะได้มาเป็นคู่ครอง ไม่อยากจะหาความสุขด้วย ก็จะหลุดจากกามตัณหา กลายเป็นพระอนาคามีไป นี่เพียงขั้นพิจารณาร่างกาย ก็ได้ถึงขั้นอนาคามีแล้ว ส่วนขั้นพระอรหันต์ก็ต้องพิจารณาเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณและจิตต่อไป
ถาม เรื่องเกี่ยวกับว่าทุกอย่างเป็นธาตุ ๔ นี้ ก็พอดีเมื่อวันศุกร์ไปงานศพ แล้วก็ไปดูโลงศพ จากการที่ได้ฟังเรื่องนี้มาก่อน ก็พิจารณาตาม เสร็จแล้วเหมือนกับว่าจิตมันไหลไปเอง ความคิดเราไหลไปเอง ว่าเป็นธาตุดินเป็นธาตุน้ำฯลฯ ต้องทำอย่างไรดีคะ
ตอบ ก็ควรเจริญต่อไป ให้ปรากฏอยู่กับเราอยู่เรื่อยๆ
ถาม แต่ตอนนั้นไม่ได้บังคับให้พิจารณานะ
ตอบ ตอนนั้นมันไปโดยอำนาจของบุญบารมีที่ได้บำเพ็ญมา เป็นปัญญาเก่าที่เคยพิจารณามาก่อน เหมือนถ่านไฟเก่าที่ได้ไฟใหม่ ไฟเก่ามอดไปแต่ไม่ดับ พอได้สะเก็ดไฟก็ลุกขึ้นมาใหม่ พอเราถอนออกมามันก็หยุด พอมันไหม้หมดมันก็หยุด เราก็ต้องเติมเชื้อเพลิงใหม่ ตอนนี้มีกำลังพิจารณาได้ในระดับหนึ่ง ถ้าพิจารณาอย่างต่อเนื่องทุกเวลานาที เวลากำหนดดูทีไรก็จะกลายเป็นธาตุไปทันที กลายเป็นซากศพไปทันที
ถาม มันเหมือนกับเราไม่ได้บังคับมันนะคะ
ตอบ ถ้าพิจารณาไปในทางนี้ก็แสดงว่าไปในทางปัญญาแล้ว พิจารณาอะไรเป็นธาตุไปหมด เป็นซากศพไปหมด ก็เป็นปัญญาแล้ว
ถาม ถ้าความเคลื่อนไหวออกมาลักษณะอย่างนี้ แสดงว่าสติก็ไม่มีความหมายแล้วตอนนั้น
ตอบ ยังมีสติ ถ้าไม่มีจะไปรู้ได้อย่างไร แต่ไม่ได้บังคับมัน มันไปเอง เพราะมีเชื้อเก่าอยู่ พอได้รับสะเก็ดไฟก็ลุกขึ้นมาเลย เพียงแต่ว่าลุกไม่ได้นาน เพราะมีเชื้อแค่นั้น ก็ต้องมาทำต่อ มาต่อยอดพิจารณาทุกขณะทุกเวลาเลย ถ้าไม่มีความจำเป็นต้องไปคิดเรื่องอื่น ก็ให้คิดพิจารณาไตรลักษณ์ในกายอยู่เรื่อยๆ จนมันไหลไปเอง ไม่ต้องบังคับ เห็นใครเห็นอะไรก็กลายเป็นธาตุไปหมด เป็นขี้เถ้าไปหมด เป็นซากศพไปหมด ถ้าพิจารณาจนชำนาญแล้ว ก็ไม่ต้องบังคับ พอเห็นปั๊บมันจะไหลไปเองเลย เหมือนกับตอนต้นหัดท่องสูตรคูณ ต้องท่องสองคูณสองเป็นสี่ สองคูณสามเป็นหก ต้องท่องไปก่อน พอชำนาญแล้วก็ไม่ต้องท่อง พอเห็นเลขสองกากบาทเลขสามปั๊บ เลขหกก็จะตามมาเอง เป็นไปโดยอัตโนมัติเพราะความชำนาญ ถ้าพิจารณาจนชำนาญแล้วมันจะมาเอง ถ้าไม่ชำนาญมันจะไม่มา พอหลงปั๊บก็ตามไปเลย จะรู้ว่าปัญญาทันไม่ทันก็อยู่ตรงนี้ เวลาเห็น
12
ปั๊บจะไปทางไหน ถ้าไปทางความอยากได้ ก็ไปทางกิเลสแล้ว พอไปก็สายไปเสียแล้ว ตามไม่ทันแล้ว ไปแต่งงานกันแล้ว ไปเที่ยวที่ไหนกันแล้ว ถ้าทันก็จะเข้าวัดเลย บวชเลย
ถาม ในหนังสือนี้หลวงปู่มั่นพิจารณากระดูกอย่างเดียวตั้ง ๕๐๐ ชาติ
ตอบ เพราะไม่ได้พิจารณาบ่อย เกิดมาชาติหนึ่งก็พิจารณานิดๆหน่อยๆแล้วก็ไปทำอย่างอื่น ต้องพิจารณาอยู่เรื่อยๆ ถ้าชาตินี้พิจารณาอยู่ทุกวัน ทุกเวลา ทุกลมหายใจเข้าออกแล้ว จะไม่หลายชาติ ชาตินี้ก็สำเร็จได้ ถ้าไม่ ๗ วัน ก็ไม่เกิน ๗ ปี ก็ได้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรว่า ถ้าเร็วก็ ๗ วัน ถ้าช้าก็ ๗ ปี พิจารณาไปเรื่อยๆ ดังที่ทรงสอนพระอานนท์ให้พิจารณาความตายทุกลมหายใจเข้าออก จนเป็นอัตโนมัติไป เป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกนึกคิด พอเห็นคนจะเห็นอาการ ๓๒ ทันที ร่างกายเป็นเหมือนตุ๊กตาตัวหนึ่ง มีจิตมาครอบครองเป็นเจ้าของ เป็นผู้สั่งให้เดินให้พูดให้วิ่งให้เล่นให้ทำอะไรต่างๆ แต่จิตไปหลงว่าเป็นตัวมัน พอร่างกายเป็นอะไรไป จิตก็วุ่นวายตกใจหวาดกลัว พอสอนให้รู้ว่าร่างกายเป็นเพียงตุ๊กตาตัวหนึ่ง ไม่ได้เป็นจิต จิตก็จะฉลาดรู้ทัน ปล่อยวางได้ ก็จะไม่ทุกข์กับร่างกาย
ถาม ถ้าไม่เห็นอะไรเลย จะผิดปรกติหรือไม่
ตอบ ไม่ผิด เป้าหมายของสมาธิก็คือจิตสงบนิ่ง เป็นเอกัคตารมณ์ สักแต่ว่ารู้ เป็นอุเบกขา ซึ่งคนส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๕ จะเป็นอย่างนี้ สงบนิ่งแล้วไม่รู้ไม่เห็นอะไร แต่มีพวกส่วนน้อยร้อยละ ๕ จะเป็นพวกจิตโลดโผน มักจะไปรู้อะไรพิเศษ แต่ไม่วิเศษอย่างไรเลย ถ้าจะวิเศษต้องเห็นเรานอนตาย อย่างนี้ถึงจะวิเศษ ถ้าเห็นไตรลักษณ์จึงจะถือว่าวิเศษ เห็นเรานอนตาย มีคนมารดน้ำศพเรา เห็นศพเราถูกจับใส่โลง เอาเข้าไปเผาในเมรุ จนกลายเป็นขี้เถ้าขี้ถ่านไป จนติดตาติดใจ ออกมาจากสมาธิก็ยังอยู่ อย่างนี้ถึงจะเป็นวิปัสสนา เป็นคุณเป็นประโยชน์ ทำให้ปล่อยวางร่างกายได้
ถาม ถ้ามีลูกมีหลานเล็กๆ จะฝึกเขาให้คิดให้เห็นความจริงได้อย่างไร
ตอบ สอนเราก่อนเถิด ถ้าเราเก่งแล้วจะสอนง่าย เพราะจะดูว่าเขาพร้อมหรือไม่พร้อมก่อน รับได้หรือรับไม่ได้ ไม่ใช่จะสอนไปหมดเลย
ถาม แมวมันมีเห็บนะค่ะ ทีนี้มีหลานเล็ก ก็เลยให้ยานอนหลับแมว แล้วก็เอาทั้งแม่ทั้งลูกไปปล่อย จะบาปไหมคะ
ตอบ ถ้าไม่ทำให้เขาตายก็ไม่บาป ถ้าอยากจะได้บุญก็เอาไปฝากไว้กับคนที่รับเลี้ยงดู ถ้าเอาไปปล่อยให้เขาอยู่ตามมีตามเกิด ก็ไม่บาป แต่ไม่ได้บุญ
ถาม สมมุติว่ามีผู้ป่วย ที่ถึงเวลาของเขาแล้ว แต่ญาติยังไม่อยากให้เขาจากไป ก็จะให้หมอช่วย หมอก็พยายามจะช่วยเต็มที่ แต่บางทีก็ลำบาก เพราะถึงเวลาของเขาแล้ว
ตอบ ทำเท่าที่เราจะทำได้ก็แล้วกัน
ถาม ก็ช่วยเต็มที่ บางครั้งก็รู้สึกว่าเขายังไม่เข้าใจ
ตอบ เขาอาจจะคิดไม่ดีกับเราก็ได้ หาว่าไม่ทำเต็มที่ อย่างนั้นอย่างนี้ ก็อย่าไปกังวล ถ้าเราทำตามหน้าที่ของเรา ทำตามหลักวิชาชีพที่เราเรียนมา ไม่ต้องไปกังวล ถ้ารักใครก็มักจะมีอารมณ์ บางทีเขาก็จะพาลใส่เรา หาว่าไม่ทำเต็มที่ หรือทำผิด ก็ต้องทำใจ ความรู้สึกและ การวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น เราห้ามไม่ได้ ข้อสำคัญขอให้เรามีความมั่นใจต่อวิชาชีพของเรา ต่อการกระทำของเรา ว่าเราทำถูกต้องแล้ว
ถาม ถ้าเราคิดปรุงแต่งขึ้นมา เราก็กลับน้อมคิดให้เป็นไตรลักษณ์ได้ไหมคะ
ตอบ ใช่ ต้องคิดไปในทางไตรลักษณ์ทันที ไม่ว่าจะคิดเรื่องอะไร เราต้องดึงมันเข้าไปในไตรลักษณ์เสมอ คิดว่าต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ถ้าไปยุ่งกับเขาแล้ว เราก็จะทุกข์วุ่นวายกับเขา
ถาม เราน้อมนิมิตที่เกิดขึ้นเข้ามาในไตรลักษณ์ จะเป็นประโยชน์ ใช่ไหมครับ
13
ตอบ คำว่าไตรลักษณ์นี่มีหลายลักษณะ เช่นตัวนิมิตเอง เมื่อปรากฏแล้วก็หมดไป ผ่านไปแล้ว ก็ควรปล่อยให้ผ่านไป เป็นอนิจจังแล้ว หรือว่าภายในนิมิตเอง มีภาพหรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราเห็นถึงความเป็นอนิจจัง เช่นเห็นว่าเรากำลังจะจมน้ำตาย กำลังต่อสู้ ไม่ยอมให้จม พยายามรักษาชีวิตไว้ให้ได้ ยิ่งต่อสู้ก็ยิ่งทุกข์ยิ่งวุ่นวายทรมานใจ พอรู้ว่าไม่ไหวแล้วยอมดีกว่า ปล่อยให้มันไป พอปล่อยปั๊บร่างกายก็ดิ่งจมลงไปในน้ำ ใจก็ดิ่งเข้าสู่ความสงบ อย่างนี้ก็เป็นไตรลักษณ์อีกแบบหนึ่ง เอาเหตุการณ์ในนิมิตนั้นมาใช้กับเหตุการณ์จริงในชีวิตได้ ถ้าเราพยายามเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ แล้วมันทำให้วุ่นวายใจ ก็ปล่อยมันไป งานก็ปล่อยมันไป ตำแหน่งก็ปล่อยมันไป อย่าไปรั้งมันไว้ พอปล่อยแล้วก็จะโล่งอกโล่งใจสบายใจ ทุกข์เพราะความเหนี่ยวรั้งยึดติดอยู่กับสิ่งนั้นสิ่งนี้ ยิ่งเป็นสิ่งที่เรารักเราหวงมาก พอจะจากเราไป เราก็พยายามต่อสู้ทุกวิถีทาง ที่จะดึงให้อยู่กับเราให้ได้ ตอนนั้นจะทุกข์ทรมานใจมาก แต่ถ้าเห็นว่าความวุ่นวายใจนี้มันไม่ดี ควรปล่อยไปดีกว่า พอปล่อยได้ใจก็จะนิ่งสงบ เขาจะไปหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง อย่างน้อยใจของเราสบายแล้ว อยู่ก็ดี ไม่อยู่ก็ดี นี่ก็เป็นการเห็นอนิจจัง เห็นไตรลักษณ์อีกลักษณะหนึ่ง
ถาม รู้สึกว่าจิตจะวิ่งออกจากกาย ก็เกิดความกลัวว่าจิตกับกายมันจะทิ้งกัน ก็เลยดึงไว้ ก็จะดึงไปดึงมา เสร็จแล้วสักพักหนึ่งก็เลยบอกตัวเองว่า ถ้ามันจะแยกกันก็ให้มันแยก เพราะมันก็ต้องแยกกันอยู่แล้ว ก็ปล่อยมันไป
ตอบ ถ้าคิดอย่างนั้นได้ก็ดี อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ไม่ต้องไปกังวล ถ้ามันจะแยกออกจากกันก็ให้มันแยก เพราะกายกับใจเป็นคนละส่วน สักวันหนึ่งก็ต้องแยกออกจากกัน ให้มีสติปัญญารู้ทัน ให้สักแต่ว่ารู้ ให้ผู้รู้ดูเฉยๆ
ถาม เหมือนกับฟังเทศน์ แล้วจิตจะจับอยู่กับคำเทศน์ จับอยู่แน่นจนไหลตามคำเทศน์นั้นไป ก็เลยเกิดความรู้สึกกลัวว่ามันจะหลุดออกไป
ตอบ ไม่หลุด เป็นเพียงความรู้สึกที่เราคิดไปเอง กายกับจิตจะแยกกันก็ตอนตายเท่านั้น ถ้ายังมีลมหายใจอยู่มันยังไม่ไปหรอก
ถาม เวลาภาวนาจะมีคำถามคำตอบเกิดขึ้นตลอดเวลา บางคำตอบมันก็กระจ่าง เพราะมันกระจ่างที่ใจเลย แต่ในบางคำตอบมันไม่กระจ่าง แล้วมันจะติดออกมาให้พิจารณาในภายหลังอยู่เสมอ
ตอบ เป็นการพัฒนาจิตใจ ความคิดความสงสัยต่างๆ พอมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องหาคำตอบ ถ้าปัญญายังไม่ทันก็ยังหาคำตอบมาไม่ได้ แต่พอพิจารณาไปสักระยะหนึ่งก็ได้คำตอบ คำตอบอยู่ในไตรลักษณ์ ถ้าใช้ไตรลักษณ์แล้วจะพบคำตอบ
ถาม จิตไม่เป็นสมาธิเลยคะ พอนั่งไปสักพักหนึ่งคำถามคำตอบต่างๆจะขึ้นมาทันที
ตอบ จิตจะไปในทางปัญญาอบรมสมาธิ ก็ให้อยู่ในวงของขันธ์ ๕ ในวงของไตรลักษณ์ ถ้าไปในวงของลาภยศสรรเสริญสุข ก็แสดงว่าหลงทางแล้ว
ถาม บางทีไปค้นหาคำตอบในหนังสือ
ตอบ ค้นในใจเรานี่แหละ บางทีหนังสือก็ให้คำตอบกับเราได้ บางทีไปอ่านหนังสือของครูบาอาจารย์ก็ได้คำตอบ บางทีมีโอกาสได้พบกับครูบาอาจารย์ แล้วแย้มออกไปให้ท่านทราบ ท่านก็จะช่วยเราได้
ถาม บางทีมันอัดอั้นตันใจ มันคิดซ้ำๆซากๆไปตลอด
ตอบ การปฏิบัติโดยที่ไม่มีครูบาอาจารย์กับมีก็ต่างกันตรงนี้ เวลามีปัญหาครูบาอาจารย์ช่วยเราได้ ท่านปฏิบัติผ่านมาแล้ว ท่านรู้แล้ว พอเราติดตรงนี้ปั๊บท่านก็จะบอกเราได้ ถ้าไม่มีก็ต้องพึ่งตนเองไปก่อน เปิดหนังสือดูก็ได้ ขอให้เป็นหนังสือที่เป็นธรรมะจริงๆก็แล้วกัน ถ้าไปเจอหนังสือธรรมะที่ไม่จริง ก็จะทำให้เราเขวได้
ถาม บางทีหยิบเทปธรรมะของหลวงตาฟังก็ได้คำตอบ
14
ตอบ ท่านได้ตอบเราไว้นานแล้ว ท่านได้เทศน์ไว้ก่อนแล้ว ท่านเคยผ่านมาแล้ว ท่านรู้แต่ละจุดจะมีปัญหาอะไรบ้าง จะติดอยู่ตรงไหน ท่านจะเตือนไว้ก่อน เหมือนตอนที่หลวงตาติดสมาธิ หลวงปู่มั่นก็บอกว่าสมาธิเป็นเหมือนเศษเนื้อติดฟัน พอท่านออกไปพิจารณาทางปัญญา ท่านก็พิจารณาจนไม่หลับไม่นอน หลวงปู่มั่นก็บอกว่าหลงสังขาร จิตจะไปสุดโต่งเสมอ พออยู่ขั้นสมาธิมันก็จะติดสมาธิ ไม่ยอมออกทางปัญญา พอออกพิจารณาทางปัญญา เกิดความรู้ความฉลาด ก็จะติดการพิจารณาจนไม่ยอมหยุดพักเลย ก็เลยฟุ้งซ่าน พิจารณาจนเลยเถิดไป หลวงปู่มั่นก็บอกว่าหลงสังขาร ต้องกลับมาพักในสมาธิ ต้องพักจิตบ้าง สลับกับการพิจารณา เหมือนกับมีดถ้าใช้ไปเรื่อยๆมันก็จะทื่อ ปัญญาถ้าพิจารณาไปเรื่อยๆมันก็จะทื่อเหมือนกัน จะตอบคำถามไม่ได้เหมือนตอนพิจารณาใหม่ๆ ตอนออกจากสมาธิใหม่ๆ สงสัยอะไร จะมีคำตอบมารับปั๊บ พอพิจารณาไปสักระยะหนึ่ง มีคำถามออกมาแต่คำตอบไม่ออกมา มันหมดกำลังแล้ว ต้องหยุดพิจารณา กลับเข้าไปพักในสมาธิ เคยทำจิตให้สงบอย่างไรก็ทำไป พอจิตได้พักพอแล้ว อิ่มสบาย พอถอนออกมา พอคำถามเดิมโผล่ออกมาปั๊บ คำตอบก็จะตามมาทันที คำถามที่ไม่มีคำตอบเพราะจิตไม่มีสมาธิ ต้องพักจิตให้สงบก่อน อย่าพิจารณามากจนเกินไป จะหลงสังขาร
ถาม บางทีคิดทั้งวัน
ตอบ แต่หาคำตอบไม่เจอ
ถาม บางคำตอบนี่ พอคิดแล้วมันก็กระจ่าง
ตอบ พอกระจ่างแล้วมันก็จะสงบ เดี๋ยวก็มีปัญหาใหม่มาอีก
ถาม ส่วนใหญ่ปัญหาอยู่ขณะที่เริ่มทำสมาธิเสมอ
ตอบ แสดงว่าจริตของเราจะเป็นแบบปัญญาอบรมสมาธิ ต้องพิจารณาถึงจะสงบ ให้อยู่กับพุทโธๆ จะไม่สงบ
ถาม เคยพิจารณาเรื่องธาตุ ๔ แล้ววันหนึ่งตอนทานข้าว ทันทีที่ทานก็จะเห็นอาหารเป็นธาตุ ๔ แล้วรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับร่างกาย แล้วก็มีคำบอกว่า อันนี้ก็ไปเสริมธาตุ ๔
ตอบ เมื่อรู้ว่าเป็นธาตุ ๔ ก็ต้องไม่ยึดไม่ติด เป็นเหมือนขวดน้ำเหมือนกับวัตถุอื่นๆ เป็นธาตุเหมือนกัน จะเป็นอะไรก็ไม่วุ่นวาย
ถาม รู้สึกเฉยๆไม่มีความรู้สึกอะไร
ตอบ ถ้าจิตไม่วุ่นวาย ไม่เดือดร้อน ไม่กังวล ไม่วิตก ไม่หวาดกลัว กับการเป็นอะไรของร่างกาย ก็ใช้ได้ มันจะเป็นอะไร ถ้ามันสุดวิสัยที่จะรักษามันไว้ได้ ก็ต้องให้เป็นไปตามเรื่อง จิตจะรู้สึกเฉยๆ มีก็ดูแลรักษาไป เมื่อมันจะไปก็ให้มันไป มันก็ไม่ได้ไปไหน มันก็กลับคืนสู่ธาตุเดิม เผาแล้วก็เหลือแต่ขี้เถ้า เหลือแต่เศษกระดูก น้ำก็เหือดแห้งไปหมด อากาศก็หายไปหมด เหลือแต่ดิน ร่างกายก็มีเท่านี้ ถ้าพิจารณาอย่างนี้จิตจะสงบเย็นสบาย มีความสุข
ถาม จะทำรายงานโน้มน้าวใจคนไม่ให้ฆ่าสัตว์ เพราะคนชอบฆ่ายุงฆ่ามดกัน แต่จะไม่เอาเรื่องยุงเรื่องมดอย่างเดียว
ตอบ ต้องมองว่ามนุษย์และสัตว์ทุกชนิด มีคุณค่าเท่ากัน รักชีวิตเท่ากัน ต่อให้ใครให้เงินมามากเท่าไหร่เพื่อแลกกับชีวิต ก็ไม่มีใครเอา เพียงแต่ว่าสัตว์ไม่สามารถสื่อให้เรารู้ว่า เขาก็รักชีวิตของเขาเท่ากับเรารักชีวิตของเรา ธรรมชาติของกิเลสจะเห็นแก่ตัว เห็นว่าชีวิตของตนมีค่ากว่าชีวิตของผู้อื่น จึงไม่มีความเมตตากรุณา ถ้าต้องการอะไรสำหรับตนเองแล้ว จะทำได้ทุกอย่าง เช่นจะอ้างว่าถ้าไม่ได้ฆ่าสัตว์ ก็จะไม่มีอาหารรับประทาน ก็จะอยู่ไม่ได้ ถ้าเราไปอยู่ในป่าอยู่ในดงเสือ เสือก็ต้องคิดว่าถ้าไม่ได้เรากินเขาก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ถ้าคิดแบบนี้ก็ถือว่าเป็นเดียรฉานด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เดียรฉานก็คือผู้ที่ไม่มีปัญญา ไม่รู้ว่าสัตว์ทุกชนิดมีความรักตัวกลัวตายเหมือนกันหมด เห็นคุณค่าของชีวิตของตนมากกว่าของผู้อื่น ถ้ามีปัญญาก็จะเคารพชีวิตของกันและกัน มนุษย์ถึงอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องฆ่ากัน เพราะมนุษย์ถูกสอนไม่ให้ฆ่าผู้อื่น ฆ่าแล้วจะมีโทษตามมา
15
ถาม เวลาเพื่อนสั่งอาหารทะเล เราก็บอกอย่าสั่งเลย เขาก็บอกว่าสัตว์พวกนั้นเกิดมาให้เรากินนะ ก็เลยไม่อยากจะพูดอะไรต่อ
ตอบ โดยธรรมชาติของกิเลสย่อมเห็นแก่ตัว ย่อมน้อมเหตุผลเพื่อตนเองเสมอ มนุษย์เรานี่มีทั้งที่ฉลาดและไม่ฉลาด มนุษย์ที่ฉลาดก็เช่นพระพุทธเจ้า ทรงสอนว่าชีวิตของเราและผู้อื่นมีคุณค่าเท่ากัน ไม่จำเป็นต้องฆ่าผู้อื่นเป็นอาหาร กินผักกินข้าวก็อยู่ได้เหมือนกัน
ถาม มนุษย์ต้องกินผักกินผลไม้อยู่แล้วโดยธรรมชาติ
ตอบ กินผักกินผลไม้จะมีอายุยืนยาวนาน ที่มีอายุสั้นมีโรคกันก็เพราะกินเนื้อสัตว์กัน ยิ่งในสมัยปัจจุบันนี้จะเป็นเนื้อสัตว์สังเคราะห์ ไม่ได้เป็นเนื้อสัตว์ธรรมชาติ เลี้ยงด้วยสารต่างๆเพื่อเร่งให้สัตว์เจริญเติบโตรวดเร็วและใหญ่ ยิ่งตัวใหญ่มากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้ราคามากขึ้น ได้เงินมากขึ้นเท่านั้น สารที่ตกค้างอยู่ในเนื้อสัตว์ก็ย้ายเข้ามาสู่ในร่างกายของคนที่กิน คนก็เลยเป็นโรคมะเร็งกัน ถ้าเห็นโทษเห็นภัยของการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแล้วก็จะไม่กล้าฆ่า นี่พูดถึงหลักของวิทยาศาสตร์หรือตรรกะที่เราเห็นได้ด้วยตา แต่ยังมีตรรกะที่ไม่ได้เห็นด้วยตาอีกด้วย เป็นเรื่องของศรัทธาที่ศาสนาสอนว่า ทำเขาแล้วก็ต้องกลับมาเกิดใหม่ให้เขาทำเราคืน ฆ่าปลา ๑๐๐ ตัวก็ต้องกลับมาเกิดเป็นปลา ๑๐๐ ครั้ง ฆ่าช้าง ๑๐๐ ครั้ง ฆ่าอะไรกี่ครั้ง ก็ต้องกลับมาเกิดเป็นสิ่งนั้นๆเพื่อให้เขาฆ่าเราคืน นี่คือหลักเหตุผลที่ว่าทำไมเราไม่ควรที่จะฆ่ากัน แต่ก็มีข้อยกเว้นถ้าเขาตายแล้วจะเอาซากศพไปทำอะไร ก็ไม่เป็นบาปเป็นกรรม เอาไปฝังดิน เอาไปเผา เอาไปย่างกินก็ไม่เสียหายอะไร เอามาต้มกินก็ไม่เป็นไร เอามากินเอามาแกงได้ ถ้าเขาตายโดยธรรมชาติ ถ้าอยากจะกินเนื้อสัตว์ก็ให้กินสัตว์ที่ตายแล้ว ถ้าคนอื่นฆ่าให้แทนก็เป็นกรรมของคนฆ่าไป คนกินไม่บาป ถ้าไม่ไปสั่งเขาให้ฆ่าแทน เช่นซื้อเนื้อสัตว์ที่ตายแล้วในตลาด อย่างนี้ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการส่งเสริมให้เขาฆ่า ถ้าเราไม่ได้สั่ง เขาทำด้วยความโลภของเขาเอง เขาต้องการเงิน เขาก็ฆ่าแล้วเอามาขายที่ตลาด แต่ถ้าเราอยากให้โลกนี้ไม่มีการฆ่ากันเลย ก็อย่าไปซื้อเนื้อสัตว์กินกันเลย
ถาม ถ้าเถียงกลับมาว่าที่เราไปฆ่าเขานี่ก็เป็นกรรมของเขา
ตอบ คนที่ฆ่าก็มีกรรมตามมาด้วยเหมือนกัน เป็นกงกรรมกงเกวียน ล้างแค้นกันไปล้างแค้นกันมา เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
ถาม คนที่มีปัญญาในความหมายของศาสนาเป็นอย่างไร
ตอบ มีความสามารถแยกแยะว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรเป็นคุณอะไรเป็นโทษ ถ้าถูกความหลงครอบงำก็จะไม่สามารถแยกแยะได้ คนที่ไม่มีปัญญาแยกแยะจึงเป็นคนครึ่งคนเท่านั้น เป็นคนทางกายแต่ใจเป็นสัตว์ สัตว์ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรดีไม่ดี คนเท่านั้นที่ทำได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต่างจากสัตว์ ศาสนาคริสต์ก็สอนให้ทำในสิ่งที่อยากให้ผู้อื่นทำกับเรา ถ้าเราอยากให้ผู้อื่นดีกับเรา เราก็ต้องดีกับเขา
ถาม แต่ในกรณีของสัตว์จะไม่ชัด
ตอบ ทางพุทธศาสนาถือว่า สัตว์และมนุษย์มีความรักตัวกลัวตายเหมือนกัน เพราะเป็นจิตเหมือนกัน เพียงแต่จิตต้องไปใช้กรรม จึงได้ร่างของสัตว์ที่ต่ำต้อยกว่า เพราะจิตมีสติปัญญาต่ำ ก็เลยต้องไปเกิดในระดับต่ำ แต่ความรักตัวกลัวตายนี่เท่ากันหมดไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์ สัตว์ทุกตัวต้องการให้ผู้อื่นรักและดีกับตนทั้งนั้น ไม่มีใครต้องการให้ผู้อื่นฆ่าตนหรือทำร้ายตน ถ้าอยากให้สังคมสงบสุข ก็ต้องไม่ฆ่ากัน ไม่เบียดเบียนกัน นี่คือหลักของการอยู่ร่วมกันในสังคม สังคมของมนุษย์จึงเป็นสังคมที่สงบปลอดภัยกว่าสังคมของสัตว์ สัตว์จะต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลาเผลอเมื่อไหร่จะถูกฆ่าทันที ปลาใหญ่กินปลาเล็ก
ถาม พวกสัตว์เองก็มีการจองเวรกัน
16
ตอบ จองเวรเพราะไม่มีปัญญา จองเวรด้วยการกินกันเป็นอาหาร จองเวรด้วยการแย่งคู่ครองกัน เหมือนกับมนุษย์ที่ทำสงครามกัน เหมือนกันไม่มีผิด มนุษย์ที่ทำสงครามกันก็ไม่ต่างไปจากสัตว์ มนุษย์ที่ไม่ทำสงครามกันถึงจะถือว่าเป็นมนุษย์ที่แท้จริง
ถาม ถ้าทำเพื่อที่ป้องกันตัว
ตอบ บาปน้อยกว่าผู้ที่ไปบุกรุกผู้อื่น
ถาม อย่างสมัยก่อนเวลากษัตริย์ทำสงครามแล้ว ก็ต้องมาสร้างโบสถ์ทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย
ตอบ อุทิศบุญได้ แต่ล้างบาปไม่ได้ บาปต้องล้างด้วยการไม่ทำบาป ถ้าไม่ทำบาปก็ไม่มีบาปต้องล้าง ถ้าทำแล้วก็ล้างไม่ออก
ถาม มาใช้กรรมในชาตินี้กัน
ตอบ เป็นเวรเป็นกรรมกันมา ผลัดกันฆ่ากัน จนกว่าจะหยุด ไม่ตอบโต้ พระพุทธเจ้าทรงไม่ตอบโต้พระเทวทัตเลย แต่ทรงใช้สติปัญญาใช้ความเมตตาป้องกันตัว
ถาม ถ้าพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นก็จะดีขึ้น
ตอบ พวกที่ไปเกิดเป็นสัตว์ก็เพราะฆ่าผู้อื่น เมื่อหมดกรรมก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ แต่ยังติดนิสัยฆ่าผู้อื่น จึงฆ่าผู้อื่นเป็นอาหารอีก แต่พวกที่ลงมาจากสวรรค์ จะติดนิสัยไม่ฆ่าสัตว์มา ก็จะไม่ฆ่ากินผู้อื่นคนในโลกมนุษย์นี้มีอยู่ ๒ พวก พวกที่มาจากเบื้องบนกับพวกที่มาจากเบื้องล่าง พวกที่มาจากเบื้องล่างก็จะทำผิดศีล ๕ เป็นประจำ พวกที่มาจากเบื้องบนก็จะรักษาศีล ๕ เป็นประจำ วงจรของเขาจึงต่างกัน พวกที่มีศีลก็จะวนอยู่กับมนุษย์กับสวรรค์ พวกที่ทำผิดศีลก็จะวนอยู่กับมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉานกับสัตว์นรก พวกที่ฉลาดกว่านั้น ก็จะรักษาศีลทำบุญให้ทานและภาวนา กำจัดความโลภความโกรธความหลง พวกนี้ก็จะไปนิพพาน ตัดภพตัดชาติ ตัดการเวียนว่ายตายเกิด ตัดเวรตัดกรรมได้อย่างแท้จริง เมื่อถึงนิพพานแล้วก็ไม่ไปเกิดอีกแล้ว ไม่มีอะไรที่จะตามมาจองเวรจองกรรมได้อีก เหมือนกับอยู่บ้านไม่ออกนอกบ้าน ไม่ขึ้นรถลงเรือขึ้นเครื่องบิน ก็ไม่ตายเพราะรถคว่ำเรือล่มหรือเครื่องบินตก แต่ถ้ายังต้องออกไปนอกบ้าน ยังต้องขึ้นรถลงเรือขึ้นเครื่องบินอยู่ ก็ต้องไปเสี่ยงกับภัยเหล่านั้น ถ้าถึงนิพพานแล้วก็ไม่มีการเกิดอีก เมื่อไม่มีการเกิดก็ไม่มีการแก่การเจ็บการตาย ไม่ถูกผู้อื่นฆ่าทำร้าย
ถาม ท่านไปเจอกันบ้างไหม
ตอบ ไม่เจอหรอก ไม่ต้องเจอ เพราะเป็นเหมือนกันหมด จิตบริสุทธิ์เหมือนกันหมด
ถาม แล้วที่บอกว่านั่งปฏิบัติแล้วมีครูบาอาจารย์ลงมาสอน
ตอบ เป็นกรณีพิเศษ อาจจะมีความผูกพันกันมาในอดีตก็ได้ เช่นพระพุทธเจ้าส่งกระแสไปหาพระมารดา เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล พระพุทธเจ้าทรงสอนพระมารดาอยู่ ๑ พรรษาจนบรรลุเป็นพระโสดาบัน ก็ไปทางกระแสจิต ไม่ได้ไปทางร่างกาย เพราะร่างกายของพระมารดาไม่มีแล้ว จิตของพระมารดาอยู่บนสวรรค์แล้ว แต่จิตของพระพุทธเจ้ายังอยู่กับร่างกาย ไปด้วยกระแสจิต เหมือนกับส่งกระแสคลื่นโทรศัพท์ไปหาอีกเครื่องหนึ่ง ถ้าเปิดเครื่องอยู่ก็ติดต่อกันได้ จิตแต่ละดวงก็ติดต่อกันแบบโทรศัพท์มือถือ ต่างคนต่างมีเครื่อง ถ้ารู้เบอร์ก็กดหากันได้ ถ้าไม่รู้ก็กดไม่ได้
Date Time : 2012-05-09 22:43:52 IP: 49.228.100.xxx
ลบ
ความคิดเห็นที่ 3 From : นพวาท
1
กัณฑ์ที่ ๓๘๑ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๑
พระปาฏิโมกข์
เป็นธรรมเนียมของพระภิกษุทุกรูป ที่จะต้องประชุมฟังพระปาฏิโมกข์ทุกกึ่งเดือน พระปาฏิโมกข์คือศีล ๒๒๗ ข้อ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติขึ้นตามเหตุการณ์ต่างๆ ในระยะเริ่มต้นไม่มีพระปาฏิโมกข์ เพราะผู้ที่มาบวชในพระพุทธศาสนามีศีลกันอยู่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นนักบวชจากลัทธิต่างๆ เช่นพระปัญจวัคคีย์ หรือพระนักบวชที่พระพุทธเจ้าทรงไปเทศน์สอนตามสำนักต่างๆ พอทรงแสดงธรรมเสร็จก็บรรลุเป็นพระอรหันต์กัน ก็ขอบวชเป็นพระภิกษุ การประพฤติของพระอรหันต์แต่ละรูปนั้น สวยงามเป็นที่น่าเคารพเลื่อมใสตลอดเวลา จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องมีข้อห้ามต่างๆ ต่อมามีการบวชมากขึ้น คนที่บวชก็มาจากฆราวาส ไม่เคยบวชมาก่อน จึงไม่รู้ว่านักบวชควรประพฤติตนอย่างไร ให้เป็นที่น่าเคารพเลื่อมใส ก็เลยมีความประพฤติที่ไม่สวยงาม ไม่ส่งเสริมศรัทธาและการปฏิบัติ แต่ทำให้ศรัทธาและการปฏิบัติเสื่อมลง จึงมีคนไปกราบทูลฟ้องพระพุทธเจ้า ว่าพระองค์นั้นองค์นี้ประพฤติไม่เหมาะสม พระพุทธเจ้าจึงทรงเรียกพระที่ถูกกล่าวหามาสอบสวน พอท่านรับว่าท่านทำอย่างนั้นจริง พระองค์ก็ทรงตรัสห้ามไม่ให้กระทำต่อไป แต่ความผิดครั้งแรกไม่ถือเป็นโทษ เพราะทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงปรากฏเป็นข้อห้ามต่างๆขึ้นมาเรื่อยๆ ถึง ๒๒๗ ข้อด้วยกัน ถ้าทรงอยู่ถึงวันนี้ก็ไม่ทราบว่าจะถึงข้อที่เท่าไหร่ เพราะญาติโยมคงจะไปฟ้องกันมาก
ก่อนที่จะมีพระปาฏิโมกข์นี้ ก็มีเรื่องกล่าวถึงอยู่ในพระไตรปิฎกว่า พระสารีบุตรมีความซาบซึ้ง ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก เห็นว่ามีคุณค่าแก่สัตว์โลกอย่างยิ่ง จึงอยากจะให้พระศาสนาอยู่คู่กับโลกไปนานๆ ให้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก จึงกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำอย่างไรให้พระศาสนาอยู่ไปนานๆ พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสตอบว่า ต้องบัญญัติพระปาฏิโมกข์ บัญญัติข้อห้ามต่างๆ พระสารีบุตรจึงกราบทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติข้อห้ามต่างๆ แต่ทรงตรัสว่าตอนนี้ยังไม่มีเหตุ เพราะ ๑. ผู้ปฏิบัติเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นผู้ที่สิ้นกิเลสแล้ว ๒. ลาภสักการะที่เป็นเหตุของความเสื่อมของพระภิกษุก็ยังไม่มี เพราะลาภสักการะจะไปกระตุ้นกิเลสในใจของพระ ที่ยังไม่ได้บรรลุให้กิเลสออกมาเพ่นพ่าน ทะเลาะวิวาทแก่งแย่งชิงดีกัน ทำอะไรต่างๆที่ไม่เหมาะสม ตอนนั้นจึงยังไม่ได้ทรงบัญญัติพระปาฏิโมกข์ขึ้นมา ต่อมามีกุลบุตรที่ศรัทธา ที่ไม่เคยบวชมาก่อน มาบวชกัน แต่ไม่รู้จักวิถีชีวิตของพระ ว่าควรดำเนินชีวิตอย่างไร ให้เป็นที่น่าศรัทธาเลื่อมใส จึงมีการประพฤตินอกลู่นอกทาง จึงทรงบัญญัติข้อห้ามต่างๆขึ้นมา เรียกว่าพระปาฏิโมกข์ มีอยู่ ๒๒๗ ข้อ ทรงแบ่งข้อห้ามต่างๆตามโทษหนักเบา ข้อห้ามที่หนักที่สุดก็มีอยู่ ๔ ข้อด้วยกัน คือปาราชิก ๔ ถ้าภิกษุรูปหนึ่งรูปใดละเมิดข้อห้ามนี้แล้ว จะถือว่าขาดจากการเป็นพระภิกษุ ผู้อื่นจะรู้หรือไม่ก็ตาม โดยหลักธรรมถือว่าได้ขาดจากความเป็นพระไปแล้ว
ข้อที่ ๑ คือการเสพเมถุน นักบวชไม่ควรเสพเมถุน ไม่ร่วมหลับนอนกับผู้อื่น ไม่หาความสุขทางโลกิยะ
๒. ฆ่ามนุษย์ ถ้าฆ่าสัตว์ยังไม่เป็นปาราชิก
๓. ลักทรัพย์
๔. อุตริมนุสธรรม อวดธรรมวิเศษที่ไม่มีในตน เช่นอวดว่ามีฌานขั้นนั้นขั้นนี้ บรรลุธรรมขั้นนั้นขั้นนี้ โดยที่ไม่มีในตน ถ้ามีถ้าเป็นความจริงก็ไม่ผิด ถ้าไม่เป็นความจริงจึงจะผิด แต่ในสมัยนี้ถึงแม้มี ถ้าพูดไปก็จะถูกปรับปาราชิกได้
2
ถ้าไม่มีใครเชื่อ ในสมัยพุทธกาลมีพระพุทธเจ้าเป็นผู้ตัดสินว่า พระรูปนั้นรูปนี้มีธรรมวิเศษหรือไม่ เวลาที่พระบางรูปถูกฟ้องว่าอุตริ เพราะมีความประพฤติที่ไม่น่าเลื่อมใส ไม่น่าจะบรรลุธรรมวิเศษได้ ในสมัยปัจจุบันไม่ค่อยมีผู้รู้ที่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป นอกจากในวงปฏิบัติ ที่มีพระเถระครูบาอาจารย์ ที่น่าเคารพเลื่อมใสศรัทธา ถ้าท่านพูดว่าองค์นั้นองค์นี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เชื่อท่านได้ ไม่อย่างนั้นแล้วคงจะไม่รู้กัน วิธีที่จะรู้ว่าท่านบรรลุหรือไม่นั้นอยู่ที่ ๑. การสนทนาธรรมกัน ผู้ร่วมสนทนาก็ต้องบรรลุแล้วถึงจะรู้ แต่จะรู้เพียงระดับที่ตนได้บรรลุ ถ้าสูงกว่าตนก็จะไม่รู้ว่าอยู่ขั้นไหน ถ้าต่ำกว่าตนก็จะรู้ ๒. จะรู้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ตอนที่ท่านมรณภาพ แล้วอัฐิของท่านกลายเป็นพระธาตุ ๓. เวลานำเอาคำสอนของท่านไปปฏิบัติ จนได้บรรลุธรรม ถ้าท่านไม่บรรลุ คงจะสอนให้เราบรรลุไม่ได้
นี่คือเรื่องของพระปาฏิโมกข์ ที่ต้องให้ประชุมกันทุกกึ่งเดือน เพราะจะได้ไม่หลงลืม ถ้าไม่มีการทบทวนกันเลย จะไม่รู้ว่ามีข้อห้ามอะไรบ้าง แต่ความจริงเวลาสวดจะสวดเป็นภาษาบาลี ถ้าไม่ได้เรียนบาลีมาก็จะไม่เข้าใจ แต่มีหนังสือที่แปลเป็นภาษาไทย ที่พระทุกรูปต้องเรียนต้องอ่านกัน ต้องรู้ทั้ง ๒๒๗ ข้อว่ามีอะไรบ้าง มีบรรจุอยู่ในนักธรรมตรี การสวดพระปาฏิโมกข์เป็นประจำนี้จะสวดในบางสำนักเท่านั้น บางสำนักจะสวดเฉพาะในช่วงเข้าพรรษา พอออกพรรษาแล้วก็หยุด พระปฏิบัติจะถือเป็นภารกิจที่สำคัญ ไม่ควรขาด ถ้ามีพระตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปต้องสวดพระปาฏิโมกข์ ถ้าต่ำกว่า ๔ ก็ไม่ต้องสวด ให้แสดงอาบัติแล้วก็แสดงความบริสุทธิ์ ให้รู้ว่าวันนี้เป็นวันสวดพระปาฏิโมกข์ ข้อห้ามต่างๆที่นักบวชต้องปฏิบัติตาม เพราะความเป็นพระอยู่ที่ศีลนี้เอง ถ้าไม่มีศีลแล้วก็เป็นเหมือนฆราวาส เหมือนจับเอาลิงมาแต่งตัวใส่เสื้อผ้าให้เป็นคน แต่งอย่างไรก็ไม่เป็นคน เพราะลิงมันซนมันดื้อ ไม่เรียบร้อย จะให้นั่งฟังเทศน์ฟังธรรมอย่างที่พวกเราทำกันอยู่นี้ก็ทำไม่ได้ ฉันใดจะให้คนห่มผ้าเหลืองโกนหัวแต่ไม่มีศีลมาเป็นพระก็เป็นไม่ได้ เพราะกายวาจาใจ ไม่สงบ เป็นพระต้องสงบกายวาจาใจ ในเบื้องต้นต้องสงบกายสงบวาจา สำรวมในพระปาฏิโมกข์ ประพฤติอยู่ในกรอบของพระปาฏิโมกข์ ถึงแม้ใจจะดิ้นรนกวัดแกว่ง อยากจะทำอย่างนั้น อยากจะพูดอย่างนี้ ก็ให้มีสติรู้ว่าทำไม่ได้ เพราะไม่อยู่ในกรอบของพระปาฏิโมกข์ อย่างวันนี้ที่หมู่บ้านที่ไปบิณฑบาตมีการสรงน้ำพระเล่นสาดน้ำกัน เป็นพระอยากจะไปเล่นน้ำกับเขา ก็ทำไม่ได้ ถ้าอยากจะทำก็ต้องลาสิกขาไปก่อน แล้วค่อยทำ
คนเรามีความแตกต่างกันที่ศีลธรรม วัดความสูงต่ำของคนด้วยศีลธรรม ผู้ที่มีศีลมากกว่าเป็นผู้ที่สูงกว่า ผู้ที่มีศีลน้อยกว่าก็ให้ความเคารพ แม้จะเป็นพ่อแม่ ถ้าลูกบวชเป็นพระพ่อแม่ก็จะกราบลูก กราบเพราะศีล ความสูงความประเสริฐของคนไม่ได้อยู่ที่ฐานะ ไม่ได้อยู่ที่อายุ ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง แต่ก็ให้เกียรติกันตามสมมุติ มีหัวหน้ามีลูกน้อง ลูกน้องก็ต้องเคารพหัวหน้า เพราะหัวหน้าเป็นคนให้เงินเดือน ไม่ได้เคารพเพราะมีศีลมากกว่า เพราะไม่รู้ว่าใครมีศีลมากน้อยกว่ากัน ถ้าหัวหน้าชอบกินเหล้าแต่ลูกน้องไม่ชอบ หัวหน้าชอบพูดปดมดเท็จแต่ลูกน้องไม่ชอบ ถ้าวัดตามหลักศีลธรรมแล้ว ลูกน้องก็ต้องสูงกว่าหัวหน้า แต่ในโลกสมมุติจะไม่ถือหลักนี้ จะถือหลักว่าใครมีตำแหน่งสูงกว่า ก็ต้องให้ความเคารพ เช่นทหารตำรวจ จ่าก็ต้องเคารพนายร้อย นายร้อยก็ต้องเคารพนายพัน นายพันก็ต้องเคารพนายพล แต่คนที่มียศสูงๆแต่ไม่มีศีลธรรมก็มีเยอะแยะไป ไม่น่าเคารพเลื่อมใส แต่ก็ต้องเคารพกันไปตามกฎของสมมุติ เป็นเหมือนโรงละคร โลกเรานี้เป็นเหมือนโรงละครโรงใหญ่ แต่ละคนก็มีบทบาทของตน เราจึงต้องแยกแยะความสูงต่ำไว้เป็น ๒ ส่วนคือส่วนของสมมุติและส่วนของศีลธรรม ส่วนของสมมุติก็แบ่งตามตำแหน่งตามยศต่างๆ ส่วนของศีลธรรม ก็แบ่งตามศีลตามคุณธรรมที่มากน้อยต่างกัน เช่นพระโสดาบันก็ต่ำกว่าพระสกิทาคามี พระสกิทาคามีก็ต่ำกว่าพระอนาคามี พระอนาคามีก็ต่ำกว่าพระอรหันต์ ทางธรรมจะวัดกันอย่างนี้ ความสูงต่ำของทางโลกไม่จีรังถาวร ไม่ใช่คุณค่าที่แท้จริง คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่ความสูงต่ำในคุณธรรม ผู้ที่สูงในทางธรรมจะไม่ถือว่าตนสูง ไม่ได้อยากให้ผู้อื่นแสดงความเคารพนับถือ ยิ่งสูงยิ่งไม่อยาก
3
จนไม่มีความอยากเลย ต่างกับทางโลก ยิ่งสูงเท่าไหร่ยิ่งอยากให้แสดงความเคารพนับถือมากยิ่งขึ้น เพราะทางโลกเป็นทางของกิเลส ของความหลงในอัตตาตัวตน หารู้ไม่ว่าไม่มีตัวตน
ในทางธรรมนี้เมื่อปฏิบัติไป ก็จะเข้าใจความเป็นตัวตนมากขึ้นไปเรื่อยๆ จะรู้ว่าตัวตนเป็นความหลงที่ติดมากับความรู้สึกนึกคิด คิดว่าตัวรู้คือจิตนี้เป็นตัวเป็นตน แต่ความจริงจิตก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง เหมือนกับดินน้ำลมไฟ เมื่อมารวมกันก็ปรากฏเป็นสัตว์เป็นบุคคลขึ้นมา สัตว์ก็มีธาตุ ๔ และธาตุรู้มารวมกัน มนุษย์ก็มีธาตุ ๔ และธาตุรู้มารวมกัน มนุษย์และสัตว์ต่างกันก็ตรงที่ศีลธรรม สัตว์แทบจะไม่มีศีลธรรมเลยคือศีล ๕ มนุษย์มีวิสัยที่จะรักษาศีล ๕ ได้ เพราะมีสติปัญญาที่จะรู้ว่าศีล ๕ มีอะไรบ้าง มีความสำคัญอย่างไร แต่สัตว์เดรัจฉานไม่มีสติปัญญาที่จะรู้คุณค่าของศีล ๕ จึงต้องทำผิดศีล เพราะคิดว่าเป็นการอยู่รอดของเขา เช่นเวลาหิวก็ต้องกินสัตว์เล็กสัตว์น้อย สัตว์ใหญ่ก็กินสัตว์ที่เล็กกว่าเป็นอาหาร แต่มนุษย์สามารถแยกแยะได้ ว่าสามารถดำรงชีพอยู่ได้โดยไม่ต้องฆ่าผู้อื่น อาหารของมนุษย์นี้ถ้าไม่ใช่เป็นสัตว์ที่ตายแล้ว ก็มีอย่างอื่นที่รับประทานได้ พวกผักพวกข้าวต่างก็เป็นอาหารได้ เรื่องทั้งหมดนี้อยู่ในธาตุรู้คือจิต ถ้ามีความหลงก็จะไม่รู้ว่าเป็นอะไร จะตกอยู่ภายใต้อำนาจของความโลภของความอยาก อยากจะได้อะไรอยากจะทำอะไรอยากจะมีอะไร ก็จะแสวงหามาด้วยวิธีการต่างๆ ถ้าหามาโดยวิธีที่สุจริตไม่ได้ ก็จะหามาโดยวิธีที่ทุจริต จิตที่มีความรู้สึกสำนึกคิด ว่าการที่จะอยู่อย่างมีความสุขอยู่อย่างเจริญก้าวหน้านั้น ต้องตั้งอยู่ในศีลในธรรม ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ก็จะบำเพ็ญรักษาศีล มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สงสารผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ถ้าพอจะช่วยเหลือกันได้ก็จะช่วย เพราะทำแล้วมีความสุข จะพัฒนาตนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้า
ในบางภพบางชาติ ถ้าเป็นบุญเป็นกุศลเป็นโชควาสนา ก็จะได้พบกับพระพุทธเจ้าหรือได้พบกับพระพุทธศาสนา อย่างพวกเรา ชาตินี้เราก็โชคดี ที่ได้มาพบกับพระพุทธศาสนา ได้พบกับพระสาวกของพระพุทธเจ้า ที่สอนให้ไปในทางที่ถูกที่ชอบที่ควร ซึ่งเป็นทางที่เรากำลังไปอยู่แล้ว เราชอบเรายินดีที่จะไปทางนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไปไม่ได้ไกล และยังไม่รู้วิธีที่จะพาให้ไปให้ไกลที่สุด พอได้เจอพระสาวกเจอพระศาสนาของพระพุทธเจ้า ก็ช่วยให้การปฏิบัติของเราก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ดีกว่าปฏิบัติไปตามความรู้ที่มีอยู่ ที่ต้องค่อยๆคลำทางไปทีละเล็กทีละน้อย เหมือนกับมีคนขับรถผ่านมาแล้วจอดรับเรา ขึ้นมาซิ ไปด้วยกัน นั่งรถไปจะเร็วกว่าเดินไปเอง การได้พบกับพระพุทธศาสนาก็เหมือนได้พบคนที่ขับรถ ที่มีความเมตตาสงสาร เห็นเราเดินแบกข้าวของ เดินกลางแดดกลางฝน เหนื่อยยากลำบากลำบน ก็ชวนให้นั่งรถไปกับเขา นี่คือความเมตตาของพระพุทธเจ้า ที่ทรงเป็นเหมือนเจ้าของรถ เห็นพวกเราเดินอยู่กลางแดด ก็สงสาร ไม่ใจแคบ ก็จอดรถรับ แต่พวกเราไม่ค่อยชอบขึ้นกัน กลัวจะต้องเสียค่ารถ เพราะต้องถือศีล ๘ ต้องไปอยู่วัด ต้องจากสามีจากภรรยา ไม่ได้ไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ ไม่ได้ทำตามใจชอบ ต้องปรับตัวปรับใจ ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน จึงควรตักตวงโอกาสที่ดีนี้ ไม่มีโอกาสอย่างนี้อีกแล้ว นานๆจะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง ผ่านไปแล้วก็ต้องคลำทางไปเอง พอโอกาสหน้าได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก พระศาสนาก็อาจจะหมดไปแล้ว จะไม่มีใครรู้เรื่องพระศาสนา อาจจะมีแต่คัมภีร์เก็บไว้ในตู้ แต่ไม่มีใครอ่าน ไม่มีใครเข้าใจ ไม่มีใครอธิบาย ต้องคลำทางไปเอง
ตอนนี้ยังมีโอกาสที่จะศึกษา จึงควรฟังเทศน์ฟังธรรมไปเรื่อยๆ ฟังแล้วก็นำเอาไปใคร่ครวญพิจารณาอยู่เรื่อยๆ เพราะนี่คือบ่อเกิดของปัญญา ที่จะพาเราไปสู่มรรคผลนิพพาน ในมรรค ๘ ก็เริ่มต้นที่สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปโป ความเห็นชอบกับความดำริชอบ นี่แหละเป็นตัวปัญญา ใจของเราคิดอยู่ตลอดเวลา แต่มักจะไม่คิดไปในทางสัมมาทิฐิสัมมาสังกัปโป มักจะคิดไปในทางมิจฉาทิฐิมิจฉาสังกัปโป คือคิดผิดมีความเห็นผิด ถ้าคิดหาความสุขทางโลกก็คิดผิดแล้ว เพราะความสุขที่แท้จริงอยู่ในทางธรรม ต้องคิดว่าในโลกนี้ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์ เพราะในโลกนี้มีแต่ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีอะไรเป็นของเรา ถ้าคิดอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ ก็จะทำให้เราเกิดความเบื่อหน่ายในทางโลก ทำให้เรามีความยินดีที่จะ
4
ไปในทางธรรม เราก็จะมุ่งไปในทางธรรม จะพยายามนั่งสมาธิเจริญสติอยู่เรื่อยๆ พอนั่งสมาธิได้ มีสติอย่างต่อเนื่องแล้ว จิตจะมีความสุขมีความสงบมากขึ้น ทำให้ไม่ต้องไปหาความสุขจากภายนอก ไม่ต้องดิ้นรนหาเงินหาทอง เพื่อเอามาซื้อความสุข ก็จะเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีเงินทองไว้มากมาย ก็จะแบ่งปันให้ผู้อื่น เอาไปทำบุญ เก็บไว้เท่าที่จำเป็น จะเข้าหาความสุขภายในให้มากขึ้น ถ้าลองได้เข้าข้างในแล้ว การใช้เงินใช้ทองจะไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่ ใช้เฉพาะดูแลอัตภาพร่างกายเท่านั้น คือซื้ออาหารมารับประทาน เสื้อผ้าก็แทบจะไม่ต้องซื้อ เพราะมีอยู่มากแล้ว ยารักษาโรคนานๆจะใช้สักครั้งหนึ่ง เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ที่อยู่อาศัยก็มีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปทำงานให้เหนื่อยยาก มีเวลาอยู่บ้านปฏิบัติธรรม ถ้าไม่อยู่บ้านก็ไปอยู่วัด
ทั้งหมดนี้เกิดจากการคิดไปในทางธรรม คิดว่าโลกนี้ไม่มีอะไรน่ายินดี ไม่มีอะไรเป็นความสุขที่แท้จริง มีอะไรก็ต้องทุกข์กับสิ่งนั้น เพราะไม่อยู่คงเส้นคงวา ไม่เป็นเหมือนเดิมไปตลอด มีการเปลี่ยนแปลง มีการพลัดพรากจากกัน นี่คือลักษณะของสิ่งต่างๆในโลกนี้ เป็นอย่างนี้ ไม่ได้ให้ความสุขที่ถาวร มีโทษมีทุกข์ตามมาด้วย เมื่อมีแล้วก็หวงก็ห่วง เสียดายเวลาที่จากไป ไม่มีอะไรเลยจะดีกว่า มีเท่าที่จำเป็นก็พอ มีลมไว้หายใจ มีน้ำไว้ดื่ม มีข้าวไว้รับประทาน พยายามคิดทางปัญญาอยู่เรื่อยๆ คิดทางอนิจจังทุกขังอนัตตา คิดว่ารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา สิ่งที่เราเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู ดมด้วยจมูก ลิ้มรสด้วยลิ้น สัมผัสด้วยร่างกาย ล้วนเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาทั้งนั้น แล้วจะเกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมา จะเกิดความยินดีที่จะเจริญธรรมะ ที่จะปฏิบัติทำจิตใจให้สงบ พอตั้งหน้าตั้งตาทำกันจริงจัง ไม่นานก็จะเห็นผล ที่ไม่ได้ผลกันส่วนใหญ่เพราะไม่เอาจริงเอาจังกัน ทำไปพอหอมปากหอมคอ พอนั่งปั๊บก็ง่วงหลับไปแล้ว ถ้าไม่หลับก็ฟุ้งซ่าน ไม่เช่นนั้นก็เจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้ เพราะไม่มีสติ ไม่ได้จดจ่ออยู่กับพุทโธ ไม่ได้อยู่กับลมหายใจเข้าออก มัวแต่คิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็จะไม่ได้ผล จะท้อแท้หมดกำลังใจ กิเลสก็จะมาอ้างว่าปฏิบัติไปก็ไม่ได้ประโยชน์ วาสนาไม่พอบุญไม่พอ เอาไว้ชาติหน้าค่อยทำใหม่ ชาตินี้เอาความสุขทางโลกไปก่อน ถึงแม้มันจะทุกข์ แต่ก็ยังสุขบ้าง เวลาสุขก็ดีอยู่หรอก แต่เวลาทุกข์ก็อย่าไปโทษใครก็แล้วกัน โทษตนเองเวลาร้องห่มร้องไห้เสียอกเสียใจ ปวดใจช้ำใจ อยู่ที่เราทั้งนั้น ไปหลงเขาเอง ไปหลงกับสิ่งต่างๆเอง พอสิ่งต่างๆไม่ตอบสนองตามที่ต้องการก็อย่าไปโทษใคร โทษความหลงของเราเอง สิ่งที่จะสนองตอบเราตลอดเวลาด้วยความซื่อสัตย์ก็ไม่เอากัน คือความสงบของจิตใจ มันซื่อสัตย์กับเรามาก พอทำให้สงบแล้วมันก็จะสงบไปเรื่อยๆ จะไม่มีการปฏิวัติ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะสงบอยู่เรื่อยๆ
ให้เข้าหาธรรมะภายในจิตใจ เข้าข้างใน อย่าออกข้างนอก หลวงปู่ดุลย์ท่านก็พูดไว้แล้วว่า จิตออกข้างนอกเป็นสมุทัย ถ้าจิตคิดถึงเรื่องลาภยศสรรเสริญสุข คิดถึงคนนั้นคนนี้ ก็จะเป็นทุกข์ขึ้นมา ถ้าเข้าข้างในแล้วก็จะเย็นสบาย เข้าหาพุทโธ เข้าหาลมหายใจ เข้าหาการพิจารณาอาการ ๓๒ ของร่างกาย พิจารณาเกิดแก่เจ็บตาย ให้อยู่ในวงนี้ แล้วรับรองได้ว่าความสงบจะไม่อยู่ห่างไกล เมื่อมีความสงบก็จะมีความสุข เป็นความสุขที่ไม่มีใครสามารถพรากจากเราไปได้ เป็นเงาตามตัวเราไป ตอนนี้ก็ต้องพยายามผลักดันตัวเองไปเรื่อยๆ ให้มีความพากเพียร ไม่มีใครทำแทนเราได้ ตนเป็นที่พึ่งของตน อัตตาหิ อัตโน นาโถ พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ เป็นเพียงผู้ชี้ทาง แต่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าไม่มีผู้ชี้ทาง ถึงแม้จะมีความเพียรมากน้อยเพียงไรก็ตาม ถ้าเพียรไปในทางที่ผิดก็จะไม่เกิดประโยชน์เลย เช่นองคุลิมาลที่เพียรฆ่าคนถึง ๙๙๙ คน แต่เพียรไปในทิศทางที่ผิด เพราะไม่มีผู้สอนผู้ชี้ทางที่ถูก พอได้พบกับพระพุทธเจ้าที่ทรงบอกว่าไปผิดทางแล้ว ต้องไปทางนี้ ไม่ใช่ไปทางโน้น พอได้ยินได้ฟังก็เข้าใจ ก็เลยพลิกใจกลับมาบำเพ็ญใหม่ ย้อนเข้าข้างในไม่ออกไปข้างนอก ไม่หาความวิเศษจากข้างนอก จากการไปทำร้ายผู้อื่น จากการไปเหยียบย่ำทำลายผู้อื่น จากการยกตนข่มท่าน ที่ไม่ได้ทำให้ตนเองประเสริฐ ผู้ประเสริฐจะต้องกดตัวเอง กดกิเลสของตน ข่มตนเอง ยกย่องผู้อื่นแต่ข่มตนเอง ถึงจะทำให้ตนเองประเสริฐ แต่กิเลสจะชอบทำตรงกันข้าม ชอบข่มผู้อื่น ชอบยกตนเอง จึงไม่ประเสริฐกัน
5
ต้องพึ่งตนเอง ต้องปฏิบัติเอง ต้องมีสติเตือนตนอยู่เรื่อยๆ พิจารณาไปในทางธรรม คิดไปในทางปัญญาไปเรื่อยๆ แล้วก็จะเกิดความรู้ความฉลาดขึ้นมา แล้วมันจะเป็นตัวคอยดึงเราไป ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพระอานนท์ ให้เจริญมรณานุสติอยู่เสมอ ว่าเกิดมาแล้วต้องตาย ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จีรังถาวร ที่จะให้ความสุขกับเราไปตลอด เมื่อคิดอย่างนี้แล้วก็จะคลายความหลง จะไม่เสียเวลากับการหาความสุขทางโลก จะหันมาหาความสุขทางธรรม คิดอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ ต้องบังคับให้คิดไปในทางนี้ ในเบื้องต้นก็คิดไปเรื่อยๆว่าเกิดมาแล้วต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ต้องพลัดพรากจากกัน ไม่มีอะไรที่จะเป็นความสุขที่ถาวร เป็นเหมือนงานเลี้ยงที่มีการสิ้นสุด เวลาไปงานเลี้ยงใหม่ๆก็มีความสนุกสนานเฮฮา พอดึกเข้าดึกเข้าก็ต้องเลิกลากันไป ความสุขทางโลกมันเป็นอย่างนี้ ไม่ถาวร แต่ความสุขทางธรรม จากการปฏิบัติธรรมจนได้พบกับความสงบ จะถาวร จะอยู่กับใจไปเรื่อยๆ ในเบื้องต้นก็มีเป็นพักๆไปก่อน พอปฏิบัติมากขึ้นมากขึ้นไปเรื่อยๆ ปฏิบัติทุกลมหายใจเข้าออกแล้ว ความสุขความสงบก็จะต่อเนื่อง จนเป็นธรรมชาติอยู่ติดกับใจตลอดเวลา เมื่อพบกับความสุขแบบนี้แล้ว จะไม่หิวไม่อยากกับอะไรทั้งนั้น ไม่เห็นอะไรที่จะวิเศษ ไม่เห็นว่าใครจะวิเศษ ไม่เห็นว่าจะมีอะไรในโลกที่วิเศษเลย เราสมมุติมันขึ้นมาทั้งนั้น ของทุกอย่างก็ผลิตมาจากธาตุ ๔ ทั้งนั้น มาจากดินน้ำลมไฟ ดินก็คือของแข็ง น้ำก็คือของเหลว ไฟก็คือของร้อน ลมก็คืออากาศ พวกก๊าซต่างๆ เอามาผสมรวมกัน ถ้าศึกษาทางวิทยาศาสตร์ก็จะรู้ว่า การผลิตข้าวของต่างๆต้องมีธาตุทั้ง ๔ เป็นองค์ประกอบ ทำให้เป็นกระดาษ ทำให้เป็นกล่อง ทำให้เป็นแก้ว ทำให้เป็นเสื้อ ทำให้เป็นอะไรต่างๆ มาจากธาตุ ๔ ทั้งนั้น ไม่ได้วิเศษอะไร แม้แต่เพชรที่มีราคาแพงมาก หรือทองคำ ก็เป็นโลหะเท่านั้นเอง แต่ความหลงหลอกให้เราคิดว่าวิเศษ
เราวัดกันด้วยวัตถุข้าวของเงินทอง ถ้ามีมากก็ถือว่าวิเศษมาก ถ้ามีน้อยก็วิเศษน้อย โลกสมมุติเขาวัดกันอย่างนั้น แต่ในสายตาของธรรมะ ของผู้ที่มีปัญญา ไม่ได้วัดกันที่วัตถุ แต่วัดที่คุณธรรม วัดที่น้ำใจ ว่ามีมากน้อยเพียงใด มีความซื่อตรงมากน้อยเพียงใด อยู่ตรงนั้นมากกว่า คุณค่าของคนอยู่ตรงนั้น ไม่ได้อยู่ที่วัตถุข้าวของเงินทอง จึงอย่าหลงประเด็น อย่าหลงกับสิ่งต่างๆในโลกนี้ แต่ก็ต้องมีไว้บ้าง เพราะยังต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้อยู่ มีไว้เพื่อสนับสนุนการดำรงชีพ เพราะยังต้องอาศัยชีวิตนี้บำเพ็ญปฏิบัติธรรม เพื่อให้ได้ไปถึงจุดที่ไม่ต้องอาศัยมันอีกต่อไป เมื่อถึงจุดนั้นแล้วจะเป็นจะตายก็เท่ากัน ไม่เดือดร้อนอะไร ตอนนี้เรายังต้องอาศัยมัน เหมือนกับเรือ จะข้ามฟากก็ต้องอาศัยเรือ เมื่อยังไม่ถึงฝั่งโน้นก็อย่าพึ่งไปจมเรือ ถ้าจมเรือก็ต้องว่ายเอง ร่างกายก็เป็นเหมือนเรือที่จะพาเราข้ามฟาก จากโลกนี้ไปสู่ฟากของพระนิพพาน ยังต้องอาศัยมัน ต้องดูแลมัน จึงต้องมีบ้าน มีทรัพย์ มีข้าวของเงินทองไว้สนับสนุน แต่ให้มีพอประมาณ พออยู่พอกิน อย่าหมดเวลาไปกับการหาสิ่งเหล่านี้ เพราะจะไม่มีเวลาปฏิบัติกัน หาพอสมควร ใช้เวลาให้น้อยที่สุด เพื่อจะได้มีเวลามากในการปฏิบัติ ถ้าหามามาก มีเงินมากเกินไป ก็จะคิดไปในทางกิเลส แทนที่จะเอาเงินไปทำบุญหรือเข้าวัดปฏิบัติธรรม ก็จะคิดเอาเงินไปเที่ยวดีกว่า ไปซื้อของฟุ่มเฟือยดีกว่า แล้วก็จะติดเหมือนติดยาเสพติด เที่ยวแล้วก็อยากจะเที่ยวอีก ซื้อของฟุ่มเฟือยแล้วก็อยากจะซื้ออีก ต้องกลับมาหาเงินใหม่ ก็เลยไม่ได้ไปวัดเสียที ไม่ได้ไปปฏิบัติกันเสียที ต้องพยายามขจัดความสุขทางโลกให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของฟุ่มเฟือยต่างๆ หรือการไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ มันเป็นเหมือนยาเสพติด ไม่ได้ทำให้เราวิเศษขึ้นมา แต่จะทำให้ติดอย่างงอมแงม ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกหลายภพหลายชาติ ต้องผลักตัวเราเอง ให้ฟังเทศน์ฟังธรรม เพื่อให้ได้ข้อคิดที่ให้กำลังใจ ให้คิดไปในทางที่ถูก ที่จะพาไปสู่การปฏิบัติ พอปฏิบัติแล้วก็จะได้พบกับผล ได้พบกับความสุข จะมีกำลังใจเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุดจะไม่สนใจกับโลกนี้ จะสนใจกับการปฏิบัติอย่างเดียว ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว ไม่นานก็ถึงจุดหมายปลายทาง ถึงปรมังสุขัง ถึงบรมสุข ถึงจุดที่ไม่ต้องไปเกิดอีกต่อไป ไม่ต้องไปเวียนว่ายตายเกิด ให้ทุกข์ยากลำบาก จึงขอสรุปให้พยายามผลักดันตัวเอง อย่าไปฝันว่าครูบาอาจารย์หรือพระศรีอาริย์ จะช่วยเราได้ในการปฏิบัติ ท่านช่วยเราด้วยการบอกทาง แต่การปฏิบัติเราต้องทำกันเอง
6
ถาม ท่านอาจารย์พูดถึงเรื่องยุคที่ไม่มีพระพุทธศาสนา แล้วคนที่ยังปฏิบัติอย่างพวกเรานี่ มีโอกาสได้เจอหรือไม่ครับ
ตอบ ได้เจอแน่ โอกาสที่จะเจอมีมากกว่าไม่เจอ เพราะยุคของพระพุทธศาสนาแต่ละยุคนี่สั้นมาก เปรียบเทียบเวลาที่จุดไม้ขีดนี่ วูบหนึ่งมันก็ดับแล้ว เวลา ๕๐๐๐ ปีเมื่อเทียบกับหนึ่งกัป ก็เป็นเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น แสงสว่างของพระพุทธศาสนาจึงเปรียบเหมือนแสงสว่างของก้านไม้ขีดที่สั้นมาก
ถาม แต่ในขณะนั้นผู้รู้ยังพอมีอยู่ไหมคะ
ตอบ จะเป็นเหมือนช่วงก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ไม่มีใครรู้เรื่องมรรคผลนิพพาน
ถาม ที่ท่านอาจารย์บอกว่าให้ตนเป็นที่พึ่งของตน มีอะไรที่ช่วยกระตุ้นให้เราปฏิบัติ เวลาเรามาฟังท่านอาจารย์ก็เป็นเครื่องกระตุ้นอย่างหนึ่ง แต่มันกระตุ้นชั่วคราว
ตอบ ต้องเอาไปคิดต่อ สิ่งที่ได้ยินได้ฟังนี้ต้องเอาติดไปกับใจ เอาไปทบทวน เอาไปใคร่ครวญ ให้คิดถึงความแก่ความเจ็บความตายอยู่เรื่อยๆ ถ้าทำได้ก็เหมือนกับได้ฟังธรรมตลอดเวลา ที่พูดมาตลอดทั้งหมดนี้ สรุปใจความลงตรงนี้ ตรงที่ให้คิดถึงความแก่ความเจ็บความตาย ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพระอานนท์ ให้ระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก ถ้าระลึกถึงความตายแล้ว ก็จะเบื่อหน่ายชีวิต เบื่อทุกสิ่งทุกอย่าง จะหายหลง เป็นยาแก้ความหลง มรณานุสติเป็นยาแก้ความหลง พอได้คิดว่าความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้ามัวแต่หาความสุข ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องไปเจอความตาย แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่หามาแทบเป็นแทบตาย ก็จะหมดความหมายไป จะไปแบบไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวไป ก็จะทำให้หันมาสนใจในการศึกษาและปฏิบัติ เจริญสติมากขึ้น ทำจิตให้สงบมากขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น อยู่ที่เราจะคิดกัน ถ้าคิดอยู่เรื่อยๆทั้งวันทั้งคืน ก็จะไปทางนี้ แต่เราไม่คิดกัน พอไปจากที่นี่แล้ว ก็จะคุยกัน จะไปไหนดี หรือคิดถึงงานการที่จะต้องทำ มันก็จะฉุดลากไปทางนี้ พอออกจากที่นี่ไปแล้วก็ลืมหมด ถูกเรื่องอื่นเข้ามากลบหมด ที่ต้องช่วยตัวเองก็ตรงนี้ ต้องคิดอยู่เรื่อยๆ คนอื่นคิดแทนเราไม่ได้ ความคิดของเราเหมือนกับดูโทรทัศน์ มีหลายช่อง เปิดไปช่องหนึ่งก็เป็นอย่างหนึ่ง เปิดไปอีกช่องก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง พอคิดเรื่องนี้ก็เป็นอย่างหนึ่ง คิดอีกเรื่องหนึ่งก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง
ถ้าคิดไปในทางธรรมก็จะดึงไปในทางธรรม ถ้าคิดไปในทางโลกก็จะดึงไปในทางโลก คิดเรื่องทำงานก็จะคิดถึงตำแหน่งที่จะก้าวขึ้นไป คิดในทางค้าขายก็จะคิดขยายกิจการ มีเรื่องให้คิดไปเรื่อยๆ ถ้าคิดว่าจะทำไปถึงไหนกัน ทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร ทำแล้วมีความสุขมากขึ้นหรือเปล่า หรือมีความทุกข์มากขึ้น มีความกังวลมากขึ้น มีความกดดันมากขึ้น ก็จะเกิดปัญญา แต่เราไม่คิดกัน ปล่อยให้ความรู้สึกพาไป ความรู้สึกจะหลอกเราเสมอว่าดี ยิ่งมากยิ่งดี ยิ่งใหญ่ยิ่งดี แต่ไม่คิดว่าปวดหัวมากขึ้นหรือเปล่า ทุกข์วุ่นวายใจมากขึ้นหรือเปล่า ไม่ค่อยดูใจกัน เวลามีมากใจจะว้าวุ่นปั่นป่วนมากขึ้น เวลามีน้อยจะไม่ปั่นป่วนเท่าไหร่ ใจจะสงบ เพราะไม่มีอะไรต้องคอยกังวล ต้องคอยดูแลรักษา แต่พวกเรามองไม่เห็นใจกัน ไม่เคยดูใจกัน ส่วนใหญ่จะมองไปข้างนอก ถูกความหลงหลอกให้มองไปข้างนอก เมื่อมองไปข้างนอกก็เห็นว่ามีมากยิ่งดี มีตำแหน่งสูงขึ้นยิ่งดี เพราะมีคนเคารพนับถือมากขึ้น มีอำนาจมากขึ้น แต่ไม่เห็นความปั่นป่วนวุ่นวายใจที่มีมากขึ้น ใจไม่มั่นคงมากขึ้น ยิ่งขึ้นสูงเท่าไหร่เวลาตกลงมาก็จะเจ็บมากขึ้น เราไม่คิดทางด้านจิตใจกัน จึงไม่รู้ว่าจิตใจไม่มีความสุขเลย มีแต่ความเครียด ดูพวกที่เป็นผู้บริหารนี่ ผมจะขาวกันทั้งนั้น พวกลูกน้องผมจะไม่ค่อยขาว เพราะไม่ต้องแบกความรับผิดชอบ
ถาม บางครั้งคิดว่าจะทำงานให้มีเงินเยอะๆ จะได้ทำบุญเยอะๆ
ตอบ คิดอย่างนั้นก็ดี แต่ส่วนใหญ่พอมีแล้วมักจะลืมกัน มักจะถูกกิเลสแย่งไปก่อน ตอนแรกก็คิดจะทำบุญเยอะๆ แต่พอมีเงินแล้ว ไอ้นั่นก็สวย ไอ้นี่ก็ดี ที่นั่นก็น่าไปเที่ยว ขอแบ่งเงินไปหน่อย ความจริงแล้วไม่ควรทำงานเพื่อเอาเงินมาทำบุญ
7
ทำงานเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เพื่อให้มีเวลาไปปฏิบัติธรรมจะดีกว่า เพราะบุญที่ได้จากการให้ มันน้อยกว่าบุญที่ได้จากการปฏิบัติธรรม เกิดจากการรักษาศีล ที่ให้ทำบุญให้ทาน เพราะมีเหลือกินเหลือใช้ เป็นวาสนาที่ทำมาหากินเก่ง ทำได้มากเกินความจำเป็น ก็ให้เอาไปทำบุญเสีย แต่อย่าไปตั้งเป้าทำเพื่อเอาเงินมาทำบุญ ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง เป็นการหลอกตัวเอง จะได้ทำงาน จะได้ไม่ต้องไปรักษาศีล จะได้ไม่ต้องไปปฏิบัติธรรม เพราะไม่มีเวลา
ถาม เห็นคนถวายทองหลวงตาเยอะๆ ก็อยากถวายบ้าง
ตอบ ที่ถวายเพราะมีอยู่แล้ว เราไม่มีก็ไม่ต้องถวาย พระไม่มีก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ไม่มีก็ไม่มี แต่พระที่มีคนไปถวายท่าน ท่านก็นำเอาไปถวายต่อ แต่ไม่ได้ไปเรี่ยไร ไปเสียเวลากับการหาทอง ได้มาเพราะบุญบารมี เพราะคุณงามความดี เพราะความขยันหมั่นเพียร คนเราต้องทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ถ้าหามาได้เกินความจำเป็น ก็เอาไปทำบุญเสีย ไม่ให้หวง ไม่ให้เก็บไว้ แต่ไม่ได้ให้หาเงินหาทองเพื่อเอามาทำบุญ แต่ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่ทำบุญเลย ยิ่งไม่ได้อะไรเลย ถ้าทำบุญอย่างน้อยก็ได้สะสมบุญบารมี ไปภพหน้าชาติหน้า จะได้สุขสบาย แต่ยังไม่พอ เพราะยังวนเวียนอยู่ในการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ผลที่ต้องการให้ได้ก็คือการหลุดออกจากวงจรอุบาทว์นี้ คือวงจรแห่งการเกิดแก่เจ็บตาย จะไปได้ก็ต้องละความสุขทางโลก เพื่อเข้าสู่ความสุขทางธรรม เข้าสู่ความสงบของจิตใจ
ถาม คนในสังคมพอหาเงินได้ ก็คิดว่าจะเก็บเอาไว้ใช้ในภายภาคหน้าบ้าง เก็บไว้ให้ลูกหลานบ้าง
ตอบ คิดได้ ควรแบ่งเก็บไว้บ้าง แต่ไม่ควรเก็บไว้ทั้งหมด เก็บไว้เท่าที่จำเป็น ให้อยู่อย่างสบาย ไม่เดือดร้อน ควรคิดถึงความเดือดร้อนของผู้อื่นบ้าง เช่นคนที่บริจาคเงินสร้างตึกโรงพยาบาล ก็เพื่อช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก คนที่เจ็บไข้ได้ป่วย
ถาม ถ้าโยมยังมีความจำเป็นต้องทำงานภายนอกอยู่ ทำอย่างไรจะได้ไม่ทุกข์มาก
ตอบ ต้องไม่ยึดติดกับงาน พร้อมที่จะออกเมื่อไหร่ก็ได้ ทำหน้าที่ให้ดีให้ถูกก็แล้วกัน ถ้านายจ้างไม่พอใจจะให้เราออก ออกก็ออก ก็จะไม่ทุกข์ จะทำได้ก็ต้องมักน้อยสันโดษ ไม่ใช้เงินมาก จะได้มีเงินเก็บสำรองไว้ ถ้าต้องออกจากงานก็ยังมีเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ถ้าไม่ใช้เงินซื้อของฟุ่มเฟือยเที่ยวเตร่ ก็จะเก็บไว้ได้เยอะ จะได้ไม่กังวลกับการตกงาน ที่กังวลเพราะกลัวจะตกงาน กลัวจะถูกปลดออกจากงาน กลัวจะไม่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง กลัวจะน้อยหน้าเพื่อนฝูง เราอย่าไปแข่งทางนั้นเลย ให้คิดว่าการทำงานเป็นการเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เรื่องตำแหน่งเป็นของแถม อย่าไปหลงยึดติดกับตำแหน่ง เวลาเป็นหัวหน้าก็อย่าไปคิดว่าเขาเป็นลูกน้องเราเป็นหัวหน้า ให้คิดว่าเป็นเพื่อนร่วมงานกัน เพียงแต่มีหน้าที่นำเขา ก็นำด้วยความเมตตา ไม่ถือว่าวิเศษกว่าเขา คิดว่าเป็นลูกจ้างเหมือนกัน ถ้าไม่หลงตัวเองก็จะไม่ยึดติดกับตำแหน่งต่างๆ พอถูกเปลี่ยนให้เป็นลูกน้องบ้างจะไม่รู้สึกเสียหน้า เพราะไม่ได้หลงยึดติดกับตำแหน่ง คิดว่าเราก็เป็นลูกจ้างคนหนึ่ง แต่โชคดีมีความรู้ความสามารถทำให้ได้เป็นหัวหน้า ถ้ามีคนอื่นขึ้นมาทำแทน ก็พร้อมให้ทำ กลับไปเป็นลูกน้องก็ได้
ถาม เวลาที่ท่านอาจารย์พูดธรรมะเราก็คิดตามไป พอท่านอาจารย์พูดต่อไป เราฟังไม่ทัน มัวแต่คิดในเรื่องที่ท่านอาจารย์สอน อย่างนี้ไม่สมควรทำใช่ไหมคะ
ตอบ สมควรนะ เวลาฟังนี่ฟังได้ ๒ ลักษณะ ฟังให้เกิดปัญญาหรือให้เกิดสมาธิ การฟังแล้วพิจารณาตามนี้ เป็นการฟังเพื่อให้เกิดปัญญา พอท่านพูดอะไรเราก็พิจารณาตาม ตามเหตุตามผล ถ้าเข้าใจก็เป็นปัญญา นำเอาไปปฏิบัติได้ อย่างที่ถามเรื่องการทำงานที่ไม่ให้เครียดจะให้ทำอย่างไร เราก็บอกว่าต้องทำอย่างนี้ๆ ถ้าพิจารณาตามแล้วเข้าใจ ก็จะนำไปปฏิบัติได้ ก็เป็นปัญญา ถ้ายังไม่เข้าใจก็ต้องผ่านไปก่อน ปัญญาเรายังตามไม่ทัน ก็ไม่เป็นไร เพราะการฟังแต่ละครั้งอาจจะตามไม่ได้หมดทุกเรื่อง เพราะสติปัญญาของเราพิจารณาตามไม่ทัน ก็ไม่เป็นไร ไว้คราวหน้าค่อยตามใหม่ เพราะการแสดงธรรมจะเริ่มต้นจากขั้นต่ำไปสู่ขั้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆ พอมาถึงขั้นที่เรารออยู่ก็จะฟังต่อ ขั้นที่ได้ผ่านมาแล้วก็ทบทวนดูว่า ความคิดของ
8
เรากับความคิดของท่านมันตรงกันหรือไม่ เหตุผลของท่านกับเหตุผลของเรามันตรงกันหรือไม่ เป็นการตอกย้ำความเข้าใจ ฟังอย่างนี้เป็นการฟังเพื่อปัญญา ถ้าฟังแล้วไม่เข้าใจเลย เพราะพิจารณาตามไม่ทัน มีปัญญาน้อยมาก ก็ให้ฟังแต่เสียงไปเรื่อยๆ จดจ่ออยู่กับเสียงไป เสียงนั้นก็จะเป็นเหมือนพุทโธๆให้เราเกาะ ไม่ให้ไปคิดเรื่องอื่นก็จะดึงใจให้เข้าสู่ความสงบได้ ก็จะเป็นสมาธิ นี่คือการฟังโดยไม่พิจารณาตาม อาจจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ก็ไม่ต้องกังวล เพราะจะเกิดความฟุ้งซ่าน ความหงุดหงิดรำคาญใจขึ้นมา ฟังแล้วไม่รู้เรื่องไม่รู้จะฟังไปทำไม ก็อย่าไปคิดอย่างนี้ พอถึงจุดที่ไม่เข้าใจก็ฟังแต่เสียงไป อย่าไปคิดอะไร ก็จะเป็นสมาธิ
เวลาฟังจึงไม่จำเป็นต้องพุทโธๆไปหรือดูลมหายใจไป ใช้พุทโธๆหรือลมหายใจในขณะที่เราภาวนาอยู่คนเดียว แต่ขณะที่ฟังต้องถือเสียงที่มากระทบกับหูเป็นองค์ภาวนา เกาะอยู่กับเสียงนั้นเฉยๆ ไม่คิดพิจารณาตามก็ได้ ผลก็จะได้ต่างกัน ถ้าพิจารณาตามก็จะเกิดปัญญา ก็จะบรรลุได้ จะบรรลุได้ต้องพิจารณาตาม แต่ถ้าฟังแล้วเกาะกับเสียงนั้นไป ไม่ไปคิดเรื่องอื่นมันก็จะสงบเป็นสมาธิ สมาธิดับกิเลสไม่ได้ เพราะกิเลสเกิดจากความหลง ความไม่เข้าใจหรือความเข้าใจผิด ต้องฟังให้เกิดปัญญา เพื่อจะได้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เกิดความเห็นที่ถูกต้อง มาระงับดับความหลงได้ เช่นเมื่อก่อนนี้เราหลงว่าโลกนี้แบน เพราะมองไปทางไหนก็แบนหมด แต่มีนักปราชญ์มาสอนว่าโลกนี้มันกลม พิสูจน์ได้ด้วยการดูว่าเรือที่วิ่งเข้ามาจากทะเล ตอนต้นมันอยู่ไกลมากเราก็มองไม่เห็น พอใกล้เข้ามาเรื่อยๆก็จะเริ่มเห็นเรือ แต่เราจะเห็นส่วนไหนของเรือก่อน ถ้าโลกแบนราบก็จะต้องเห็นทุกส่วนพร้อมกัน เห็นตัวเรือเห็นเสากระโดง เห็นธงที่ปักบนยอดเสาพร้อมๆกัน แต่ถ้าเป็นโลกกลมก็ต้องเห็นส่วนที่สูงสุดก่อน ต้องเห็นยอดธงก่อน เหมือนคนขี่ม้าข้ามเขามา เราจะไม่เห็นคนก่อน เราจะเห็นธงที่เขาชูมาก่อน เห็นคนขี่ก่อนที่จะเห็นตัวม้า เพราะคนอยู่สูงกว่า เพราะข้ามพื้นที่โค้งขึ้นมา อย่างนี่ก็เป็นเหตุผล ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง
เหตุผลที่ท่านแสดงในทางธรรมเพื่อให้หายหลง ก็คือให้เรามองความไม่เที่ยง เพราะไม่มีอะไรเที่ยง ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่เราไม่มองกัน เราไปคิดว่าหน้าตาของเราเป็นเหมือนเดิมทุกวัน แต่ความจริงมันเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ ถ้าไปดูรูปที่ถ่ายไว้เมื่อ ๑๐ ปีก่อน กับดูหน้าตาเราวันนี้ จะเป็นคนละคนกัน ถ้าดูหน้าตาทุกวันในกระจกก็จะเหมือนเดิม เพราะมันเปลี่ยนช้า ดูไม่ออก ความหลงจะทำให้เราไม่คิด จะให้คิดว่าเป็นอย่างนี้ไปตลอด พอมารู้สึกตัวก็สายไปแล้ว คิดว่าตัวเองสาวอยู่เรื่อยๆ พอมาดูหน้าตาอีกที ทำไมมันย่นไปหมด ผิวเหี่ยวผมขาว ก็จะเกิดความวิตกขึ้นมาเกิดความวุ่นวายใจขึ้นมา เพราะไม่อยากแก่กัน แต่ถ้าพิจารณาสอนใจอยู่เรื่อยๆให้รับความจริงนี้ พอเวลาเกิดขึ้นจะรู้สึกเฉยๆ ดับความทุกข์ได้ เหตุที่พวกเรายังทุกข์กัน หวาดกลัวกับความตายกัน ก็เพราะยังไม่ได้สอนใจให้รับความจริงนี้เท่านั้นเอง กลัวมากจนไม่กล้าคิดถึงมัน พอคิดถึงความตายแล้วใจมันสั่นไปหมด ความสุขหายไปหมด กิเลสพยายามต่อต้าน ไม่ให้เราคิดถึงเรื่องนี้ ให้ลืมๆไป เพื่อจะได้หลงไปกับการหาความสนุกสนานเฮฮาไปเรื่อยๆ ใจจึงไม่พร้อมที่จะรับความตาย เวลาความตายมากระทบกับใจ จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาอย่างมาก แต่ถ้าสอนใจอยู่เรื่อยๆว่าร่างกายนี้จะต้องไปแน่ๆ เราก็ซ้อมเอาไว้ มันจะไปแบบไหน จะตกเครื่องบินตายหรือจะถูกรถชนตาย จะจมน้ำตาย จะถูกยิงตาย ถูกฟันตาย เป็นโรคตายไป ก็ซ้อมคิดไปเรื่อยๆ ทดลองว่าจะตายแบบไหนดี วันนี้ลองตายแบบนี้พรุ่งนี้ตายแบบนั้นดู คิดไปเรื่อยๆให้มันชิน แล้วก็ยอมรับกับความตายแบบต่างๆ พอถึงเวลาที่มันเกิดขึ้นเราก็จะไม่ทุกข์ เหมือนกับซ้อมเล่นละคร ซ้อมบทนี้ไว้แล้ว พอถึงเวลาจะต้องเล่นบทนี้ก็เล่นไป เพราะผู้เล่นคือใจไม่ได้ตาย ผู้ที่ตายคือร่างกายไม่รู้เรื่อง แต่ผู้เล่นวุ่นวายไปเอง เพราะไม่รู้ว่าเป็นการเล่นละคร
ถาม แต่พอเวลาเล่นจริงมันเหนื่อยนะคะ
9
ตอบ เพราะยังยึดติดอยู่ ขณะที่ซ้อมยังไม่ได้เจอกับเหตุการณ์จริง ก็จะไม่รู้สึกกลัว แต่พอไปอยู่ที่เปลี่ยวๆกลัวๆ ตอนนั้นใจจะสั่นไปหมด ระส่ำระสาย ถ้าฝึกซ้อมอยู่เรื่อยๆจนจับเคล็ดได้ว่า ต้องยอมต้องปล่อย ถ้ายอมรับความจริงนี้แล้ว ก็จะดับความวุ่นวายใจได้
ถาม จะขัดกับทางโลกไหมคะ ที่นึกถึงความตายว่าเป็นลางไม่ดี
ตอบ ทางโลกกับทางธรรมอยู่กันคนละทางอยู่แล้ว ความหลงจะคิดอย่างนี้ ให้อยากอยู่ไปนานๆ ความอยากเป็นกิเลสเป็นตัณหา เพราะขัดกับความจริง มีใครอยู่ไปนานๆได้บ้าง จะคิดหรือไม่คิดถึงความตาย ก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริง ความจริงก็ยังจริงเหมือนเดิม ต่อให้ไม่คิดถึงความตายก็ตายกันทั้งนั้น แต่คนที่คิดจะตายอย่างสบาย อยู่อย่างสบาย ไม่ทุกข์ไม่วุ่นวายกับการตาย สิ่งที่ทำให้จิตวุ่นวาย ก็คือความยึดติดในร่างกาย ไม่ปล่อยมัน พอปล่อยได้แล้วก็จะสบาย พอถึงเวลาไปก็จะไม่วุ่นวาย เวลายังอยู่ก็ไม่ห่วงไม่กังวล ถ้าไม่คิดพิจารณาความตายเลย พอมีเหตุการณ์ก็เป็นห่วงเป็นใยกัน เป็นอะไรหรือเปล่า วุ่นวายไปหมด ถ้าพิจารณาจนปล่อยได้แล้ว ก็จะรู้สึกเฉยๆ เป็นก็เป็น ไม่เป็นก็ไม่เป็น ใครไปห้ามได้เวลาจะเป็น ที่สอนทั้งหมดนี้ก็เพื่อแก้ความทุกข์ใจ ไม่ได้แก้ความเป็นความตาย ที่ต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย เมื่อถึงเวลาไปต่อให้ช้างมาฉุดก็ฉุดไม่อยู่ เมื่อถึงเวลายังไม่ไปต่อให้ช้างผลักดันอย่างไรก็ไม่ไป ความจริงมันเป็นอย่างนี้ ที่ต้องแก้ก็คือใจ แก้ความวุ่นวายใจ ความหวาดกลัว ที่ยังมีอยู่ในใจ อันนี้แก้ได้ แก้ด้วยปัญญา ด้วยการสอนใจว่าต้องเกิดแน่ๆ ต้องยอมรับต้องปล่อยให้ได้ อย่าไปยึดไปติด เป็นเหมือนของที่ยืมมา เรารู้ว่าต้องคืนเจ้าของ จะไม่วุ่นวายใจเวลาถูกทวงคืนไป เพราะไม่ยึดติด ถ้าคิดว่าเป็นของเรา พอเจ้าของมาทวงคืนเราจะวุ่นวาย
ความจริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เป็นของเราอย่างแท้จริง มีโอกาสที่จะจากเราไปได้เสมอในเวลาใดเวลาหนึ่ง เราต้องเตรียมพร้อมที่จะให้มันจากไป ถ้าพร้อมก็จะไม่ทุกข์ ถ้าไม่พร้อมก็จะวุ่นวาย กินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นห่วงเป็นกังวล ไม่มีที่สิ้นสุด ท่านจึงสอนว่าไม่ควรมีอะไรดีที่สุด แม้แต่ร่างกายนี้ไม่มีได้ก็ยิ่งดี ถ้ายังมีภาระที่ต้องทำ คือปลดปล่อยจิตใจจากการยึดติด ก็ยังต้องอาศัยร่างกายเป็นเครื่องมือ เมื่อได้ทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว ร่างกายจะเป็นอะไรเราจะไม่เดือดร้อน เพราะได้ปล่อยวางแล้ว จิตใจจะไม่ทุกข์ไม่วุ่นวายถ้าปล่อยวาง พอปล่อยแล้วถึงรู้ว่าโง่มาตั้งนาน แบกไว้ตั้งนาน ไม่รู้จะแบกไปทำไม พอปล่อยแล้วมันเบาไปหมดเลย โล่งไปหมดเลย โล่งอกโล่งใจไปหมด เพราะความหลงมันหลอกให้เราแบก มันมีอำนาจมากจนเราไม่กล้าปล่อย กลัวว่าปล่อยแล้วจะตาย
ถาม พวกลูกๆอยากทำได้เหมือนท่านอาจารย์ แต่คิดว่าวาสนาน้อย
ตอบ ทำได้ อย่าให้ความคิดว่าวาสนาน้อยเข้ามาขัดขวาง มาเป็นอุปสรรค ต้องคิดว่าทำได้ เป็นคนเหมือนกันมีใจเหมือนกัน มีอินทรีย์เหมือนกัน มีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีสมาธิ มีปัญญาเหมือนกัน เพียงแต่ต้องทำให้มากขึ้นเท่านั้น
ถาม แต่ไม่มีบารมี
ตอบ บารมีก็เกิดจากการปฏิบัตินี่เอง เมื่อก่อนก็ไม่มีเหมือนกัน เหมือนกับต้นไม้ ถ้าเราปลูกแล้ว ไม่รดน้ำพรวนดิน ไม่ใส่ปุ๋ย มันก็ไม่โต แต่ถ้าขยันรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ย คอยกำจัดวัชพืชที่จะมาขัดขวางการเจริญ มันก็โตเร็ว ไม่ได้อยู่ตรงไหน อยู่ที่การบำเพ็ญ เราเอาเวลาไปบำเพ็ญเรื่องอื่นเสียมากกว่า วันๆหนึ่งไม่เคยถามตัวเองเลยว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ กำลังบำเพ็ญบารมีหรือเปล่า
ถาม เวลาปฏิบัติแล้วเกิดปรากฏการณ์อะไรกับตัวเอง จะเกิดความสงสัยว่ามันคืออะไร ทำถูกหรือทำผิด ก็ต้องไปถามผู้ที่รู้มากกว่าไม่แน่ใจว่าจริงๆควรพักความสงสัยไว้ ไม่ต้องไปสอบถามแล้วทำไปเรื่อยๆ ให้รู้เอง หรือว่าควรสอบถามว่าผิดหรือเปล่าคะ
10
ตอบ ถ้าผลที่เกิดจากการปฏิบัติเป็นความสงบนิ่งเย็นสบาย มันก็ถูก แต่ถ้าปรากฏเป็นภาพเป็นอะไรต่างๆก็ไม่ถูก ไม่ได้เป็นประโยชน์กับการกำจัดความโลภความโกรธความหลง บางทีนั่งไปแล้วอาจจะมีนิมิต เห็นกายทิพย์ต่างๆ เหมือนกับคุณแม่แก้ว แล้วท่านก็ไปหลงยึดติดว่าเป็นมรรคเป็นผล ที่พึงได้รับและพึงพัฒนาให้มีอยู่เรื่อยๆ แต่พอไปเล่าให้หลวงตาท่านฟัง ท่านก็บอกว่ามันไม่ได้เป็นมรรคเป็นผล มันไม่มีคุณค่าทางกำจัดกิเลส ไม่ได้ทำให้จิตหลุดพ้น ถ้ามันเกิดขึ้นมาก็เพียงแต่ให้รู้ว่ามันเกิดแล้ว อย่าไปสนใจมัน คิดเสียว่าเป็นของแถมมาก็แล้วกัน เวลาเราไปซื้อของเดี๋ยวนี้เขาชอบแจกของแถมกัน แต่อย่าไปดีใจกับของแถมจนลืมของที่เราตั้งใจจะไปซื้อ ไปซื้อข้าวแล้วแจกสบู่ ก็เลยเอาแต่สบู่ ข้าวไม่เอามา อย่างนี้ก็แสดงว่าหลงแล้ว เวลานั่งทีไรก็อยากจะเห็นนั่นเห็นนี่ทุกที ถ้าไม่เห็นแล้วจะรู้สึกว่าทำไม่ถูก ไม่ได้ผล ความจริงผลที่เราต้องการ ก็คือความสงบนิ่งเย็นของจิต ความสบายใจ นี่เป็นส่วนที่ ๑ ของการปฏิบัติ
ส่วนที่ ๒ ที่ต้องทำให้เกิดขึ้นคือปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ซึ่งต่างจากการบริกรรมพุทโธๆ หรือดูลมหายใจเข้าออก การเจริญปัญญาต้องคิดพิจารณา พิจารณาร่างกายในเบื้องต้น พิจารณาอยู่เรื่อยๆว่าเกิดมาต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย อย่างนี้เรียกว่าเป็นการเจริญวิปัสสนา ทำเพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงตามความจริง ของสิ่งที่ใจมาสัมผัสมาเกี่ยวข้องด้วย ก็คือขันธ์ ๕ ส่วนแรกก็คือร่างกาย เป็นส่วนหยาบมองเห็นได้ง่าย ที่ต้องพิจารณาเพราะใจหลงยึดติดอยู่กับขันธ์ ๕ ว่าเป็นเราเป็นของเรา แล้วเกิดความอยากให้อยู่ไปนานๆ ให้ความสุขกับเราไปนานๆ ซึ่งมันขัดกับความจริง ความจริงแล้วมันไม่อยู่กับเราไปนานๆ มันไม่ให้ความสุขกับเราไปนานๆ มันไม่ใช่เป็นตัวเรา มันไม่ใช่เป็นของเรา ต้องสอนใจ ให้พิจารณาแก้ความหลง ขันธ์ ๕ นี้มันไม่เที่ยงแท้แน่นอน มันไม่อยู่กับเราไปตลอด เช่นร่างกายของเรามันเกิดมาแล้ว มันก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ให้พิจารณาไปเรื่อยๆ นี่เป็นธรรมอีกขั้นหนึ่ง
การปฏิบัติมี ๒ ขั้น ขั้นแรกนั่งหลับตาทำจิตใจให้นิ่ง พอจิตใจนิ่งบางทีจะมีผลพลอยได้ตามมา บางคนก็ปรากฏเห็นสิ่งต่างๆภายในนั้น ที่เรียกว่านิมิตต่างๆ นิมิตนี้มีทั้งนิมิตภายนอกคือพวกกายทิพย์ ที่มาสนทนากับเรา และนิมิตภายในที่เกิดจากภายในใจ เป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในจิตในใจ เช่นภพก่อนชาติก่อน พอจิตสงบก็โผล่ขึ้นมาให้เราได้เห็นว่าชาติก่อนเราเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เคยรู้จักคนนั้นคนนี้ เคยไปทำอย่างนั้นทำอย่างนี้มา มันก็โผล่ขึ้นมาให้เรารับรู้ได้ แต่สิ่งเหล่านี้มันไม่มีคุณมีประโยชน์ในการเสริมสติปัญญา ไม่ได้ทำให้จิตสงบอย่างมั่นคง เหมือนนอนหลับแล้วฝันไป ซึ่งต่างกับนอนหลับแล้วไม่ฝัน เวลาตื่นขึ้นมามีความต่างกัน เวลาฝันไปพอตื่นขึ้นมาจะไม่รู้สึกสดชื่น ไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ ไม่เหมือนกับเวลานอนหลับแล้วไม่ฝันเลย พอตื่นขึ้นมาแล้วจะรู้สึกว่าได้พักอย่างเต็มที่ มีความอิ่มมีความสบาย มีกำลังวังชาที่จะไปทำงานทำการต่อ การนั่งทำจิตให้สงบนิ่ง ไม่คิดอะไรเลย ไม่มีอะไรมาปรากฏเลย สักแต่ว่ารู้ อยู่ในอุเบกขาได้นานเท่าไหร่ได้ยิ่งดี จะทำให้จิตมีพลังที่จะเจริญวิปัสสนาต่อไป
ถ้านั่งแล้วไปรับรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ พอออกมาจากสมาธิแล้วเหมือนกับไม่มีสมาธิ ไม่มีกำลังที่จะไปพินิจพิจารณาทางด้านปัญญา พิจารณาขันธ์ ๕ คือกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพื่อให้เห็นว่าเป็นไตรลักษณ์ เป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา จะไม่ได้พิจารณา จะไม่ก้าวหน้า จะติดอยู่ตรงนั้น นั่งทีไรก็อยากจะเห็นนั่นเห็นนี่ ติดต่อกับกายทิพย์องค์นั้นองค์นี้ไปทุกครั้ง ถ้าวันไหนนั่งแล้วไม่เห็นอะไร จะรู้สึกว่าไม่ได้ผล ก็จะติดอยู่กับสมาธิแบบนั้น บางคนอาจจะได้ฤทธิ์เดช ได้ตาทิพย์หูทิพย์ ก็จะหลงยึดติดอยู่กับฤทธิ์เดชเหล่านั้น คิดว่าตนเองวิเศษแล้ว บรรลุมรรคผลแล้ว เช่นพระเทวทัต ท่านก็มีฤทธิ์เดชเหมือนกัน ท่านก็ได้แค่นั้นไม่เคยเจริญวิปัสสนา ไม่ได้บรรลุแม้แต่ขั้นโสดาบัน เป็นพระปุถุชนธรรมดา มีแต่ฤทธิ์เดช แต่ไม่มีปัญญาที่จะกำจัดความหลงความมักใหญ่ใฝ่สูง ความหลงตน คิดว่าตนวิเศษ ถึงกับกล้าขออนุญาตจากพระพุทธเจ้า ให้เป็นผู้ปกครองสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า พอไม่ได้ดังใจก็โกรธ พอโลภแล้วไม่ได้ดังใจก็โกรธ พอโกรธแล้วก็ไปทำบาปทำกรรม แล้วก็ต้องไปตกนรก ถึงแม้จะได้ฤทธิ์เดช ได้บวชเป็นพระมานานแสนนาน ก็ยังต้องไปตกนรก เพราะ
11
ไม่รู้ว่านั่งสมาธิเพื่ออะไร ผลที่ควรจะพึงได้นั้นเป็นอย่างไร พอได้ฤทธิ์เดชก็หลงยึดติดว่าเป็นมรรคเป็นผลไป หลงคิดว่าตนได้บรรลุแล้ว
เพราะฉะนั้นเป้าหมายสำคัญที่สุดของการทำสมาธิก็คือ ให้จิตเป็นอุเบกขา รวมลงเป็นหนึ่ง สักแต่ว่ารู้ ถ้ามีอะไรมาปรากฏให้รู้ให้เห็น เช่นมีแสงสว่าง มีความรู้สึกขนลุกซ่า ก็ให้ถือว่าเป็นของแถมมา ให้พิจารณาว่าเป็นอนิจจัง เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม ไม่ได้เป็นมรรคเป็นผล ไม่ได้ทำให้เราวิเศษขึ้นมา สิ่งที่จะทำให้เราวิเศษจริงๆนั้นต้องธรรมอีกขั้นหนึ่ง คือพอออกจากสมาธินี้แล้วก็ต้องเจริญปัญญา พิจารณากายนี้แหละ เบื้องต้นพิจารณากายให้เข้าใจทุกสัดทุกส่วน เรื่องความแก่ความเจ็บความตาย เรื่องอสุภความไม่สวยไม่งาม เรื่องปฏิกูลความสกปรกของร่างกาย พิจารณาจนเกิดความเบื่อหน่ายทั้งกายของเราและของผู้อื่น ปล่อยวาง ไม่ยึดไม่ติด ไม่อยากได้ใครมาเป็นคู่ครอง อย่างนี้จึงจะเป็นผู้วิเศษ เป็นมรรคผล ถ้ายอมรับความตายปล่อยวางได้ก็เป็นโสดาบันแล้ว ดังที่พระอัญญาโกณฑัญญะได้เปล่งวาจาว่า ธรรมใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา ร่างกายนี้เกิดแล้วก็ต้องตายเป็นธรรมดา ยอมรับได้ไม่กังวล ถ้าพิจารณาจนเห็นว่าร่างกายนี้ไม่สวยงาม มีแต่โครงกระดูก มีแต่ตับไตไส้พุง มีแต่สิ่งที่เป็นปฏิกูล ไม่อยากจะเข้าใกล้ ไม่อยากจะได้มาเป็นคู่ครอง ไม่อยากจะหาความสุขด้วย ก็จะหลุดจากกามตัณหา กลายเป็นพระอนาคามีไป นี่เพียงขั้นพิจารณาร่างกาย ก็ได้ถึงขั้นอนาคามีแล้ว ส่วนขั้นพระอรหันต์ก็ต้องพิจารณาเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณและจิตต่อไป
ถาม เรื่องเกี่ยวกับว่าทุกอย่างเป็นธาตุ ๔ นี้ ก็พอดีเมื่อวันศุกร์ไปงานศพ แล้วก็ไปดูโลงศพ จากการที่ได้ฟังเรื่องนี้มาก่อน ก็พิจารณาตาม เสร็จแล้วเหมือนกับว่าจิตมันไหลไปเอง ความคิดเราไหลไปเอง ว่าเป็นธาตุดินเป็นธาตุน้ำฯลฯ ต้องทำอย่างไรดีคะ
ตอบ ก็ควรเจริญต่อไป ให้ปรากฏอยู่กับเราอยู่เรื่อยๆ
ถาม แต่ตอนนั้นไม่ได้บังคับให้พิจารณานะ
ตอบ ตอนนั้นมันไปโดยอำนาจของบุญบารมีที่ได้บำเพ็ญมา เป็นปัญญาเก่าที่เคยพิจารณามาก่อน เหมือนถ่านไฟเก่าที่ได้ไฟใหม่ ไฟเก่ามอดไปแต่ไม่ดับ พอได้สะเก็ดไฟก็ลุกขึ้นมาใหม่ พอเราถอนออกมามันก็หยุด พอมันไหม้หมดมันก็หยุด เราก็ต้องเติมเชื้อเพลิงใหม่ ตอนนี้มีกำลังพิจารณาได้ในระดับหนึ่ง ถ้าพิจารณาอย่างต่อเนื่องทุกเวลานาที เวลากำหนดดูทีไรก็จะกลายเป็นธาตุไปทันที กลายเป็นซากศพไปทันที
ถาม มันเหมือนกับเราไม่ได้บังคับมันนะคะ
ตอบ ถ้าพิจารณาไปในทางนี้ก็แสดงว่าไปในทางปัญญาแล้ว พิจารณาอะไรเป็นธาตุไปหมด เป็นซากศพไปหมด ก็เป็นปัญญาแล้ว
ถาม ถ้าความเคลื่อนไหวออกมาลักษณะอย่างนี้ แสดงว่าสติก็ไม่มีความหมายแล้วตอนนั้น
ตอบ ยังมีสติ ถ้าไม่มีจะไปรู้ได้อย่างไร แต่ไม่ได้บังคับมัน มันไปเอง เพราะมีเชื้อเก่าอยู่ พอได้รับสะเก็ดไฟก็ลุกขึ้นมาเลย เพียงแต่ว่าลุกไม่ได้นาน เพราะมีเชื้อแค่นั้น ก็ต้องมาทำต่อ มาต่อยอดพิจารณาทุกขณะทุกเวลาเลย ถ้าไม่มีความจำเป็นต้องไปคิดเรื่องอื่น ก็ให้คิดพิจารณาไตรลักษณ์ในกายอยู่เรื่อยๆ จนมันไหลไปเอง ไม่ต้องบังคับ เห็นใครเห็นอะไรก็กลายเป็นธาตุไปหมด เป็นขี้เถ้าไปหมด เป็นซากศพไปหมด ถ้าพิจารณาจนชำนาญแล้ว ก็ไม่ต้องบังคับ พอเห็นปั๊บมันจะไหลไปเองเลย เหมือนกับตอนต้นหัดท่องสูตรคูณ ต้องท่องสองคูณสองเป็นสี่ สองคูณสามเป็นหก ต้องท่องไปก่อน พอชำนาญแล้วก็ไม่ต้องท่อง พอเห็นเลขสองกากบาทเลขสามปั๊บ เลขหกก็จะตามมาเอง เป็นไปโดยอัตโนมัติเพราะความชำนาญ ถ้าพิจารณาจนชำนาญแล้วมันจะมาเอง ถ้าไม่ชำนาญมันจะไม่มา พอหลงปั๊บก็ตามไปเลย จะรู้ว่าปัญญาทันไม่ทันก็อยู่ตรงนี้ เวลาเห็น
12
ปั๊บจะไปทางไหน ถ้าไปทางความอยากได้ ก็ไปทางกิเลสแล้ว พอไปก็สายไปเสียแล้ว ตามไม่ทันแล้ว ไปแต่งงานกันแล้ว ไปเที่ยวที่ไหนกันแล้ว ถ้าทันก็จะเข้าวัดเลย บวชเลย
ถาม ในหนังสือนี้หลวงปู่มั่นพิจารณากระดูกอย่างเดียวตั้ง ๕๐๐ ชาติ
ตอบ เพราะไม่ได้พิจารณาบ่อย เกิดมาชาติหนึ่งก็พิจารณานิดๆหน่อยๆแล้วก็ไปทำอย่างอื่น ต้องพิจารณาอยู่เรื่อยๆ ถ้าชาตินี้พิจารณาอยู่ทุกวัน ทุกเวลา ทุกลมหายใจเข้าออกแล้ว จะไม่หลายชาติ ชาตินี้ก็สำเร็จได้ ถ้าไม่ ๗ วัน ก็ไม่เกิน ๗ ปี ก็ได้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตรว่า ถ้าเร็วก็ ๗ วัน ถ้าช้าก็ ๗ ปี พิจารณาไปเรื่อยๆ ดังที่ทรงสอนพระอานนท์ให้พิจารณาความตายทุกลมหายใจเข้าออก จนเป็นอัตโนมัติไป เป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกนึกคิด พอเห็นคนจะเห็นอาการ ๓๒ ทันที ร่างกายเป็นเหมือนตุ๊กตาตัวหนึ่ง มีจิตมาครอบครองเป็นเจ้าของ เป็นผู้สั่งให้เดินให้พูดให้วิ่งให้เล่นให้ทำอะไรต่างๆ แต่จิตไปหลงว่าเป็นตัวมัน พอร่างกายเป็นอะไรไป จิตก็วุ่นวายตกใจหวาดกลัว พอสอนให้รู้ว่าร่างกายเป็นเพียงตุ๊กตาตัวหนึ่ง ไม่ได้เป็นจิต จิตก็จะฉลาดรู้ทัน ปล่อยวางได้ ก็จะไม่ทุกข์กับร่างกาย
ถาม ถ้าไม่เห็นอะไรเลย จะผิดปรกติหรือไม่
ตอบ ไม่ผิด เป้าหมายของสมาธิก็คือจิตสงบนิ่ง เป็นเอกัคตารมณ์ สักแต่ว่ารู้ เป็นอุเบกขา ซึ่งคนส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๕ จะเป็นอย่างนี้ สงบนิ่งแล้วไม่รู้ไม่เห็นอะไร แต่มีพวกส่วนน้อยร้อยละ ๕ จะเป็นพวกจิตโลดโผน มักจะไปรู้อะไรพิเศษ แต่ไม่วิเศษอย่างไรเลย ถ้าจะวิเศษต้องเห็นเรานอนตาย อย่างนี้ถึงจะวิเศษ ถ้าเห็นไตรลักษณ์จึงจะถือว่าวิเศษ เห็นเรานอนตาย มีคนมารดน้ำศพเรา เห็นศพเราถูกจับใส่โลง เอาเข้าไปเผาในเมรุ จนกลายเป็นขี้เถ้าขี้ถ่านไป จนติดตาติดใจ ออกมาจากสมาธิก็ยังอยู่ อย่างนี้ถึงจะเป็นวิปัสสนา เป็นคุณเป็นประโยชน์ ทำให้ปล่อยวางร่างกายได้
ถาม ถ้ามีลูกมีหลานเล็กๆ จะฝึกเขาให้คิดให้เห็นความจริงได้อย่างไร
ตอบ สอนเราก่อนเถิด ถ้าเราเก่งแล้วจะสอนง่าย เพราะจะดูว่าเขาพร้อมหรือไม่พร้อมก่อน รับได้หรือรับไม่ได้ ไม่ใช่จะสอนไปหมดเลย
ถาม แมวมันมีเห็บนะค่ะ ทีนี้มีหลานเล็ก ก็เลยให้ยานอนหลับแมว แล้วก็เอาทั้งแม่ทั้งลูกไปปล่อย จะบาปไหมคะ
ตอบ ถ้าไม่ทำให้เขาตายก็ไม่บาป ถ้าอยากจะได้บุญก็เอาไปฝากไว้กับคนที่รับเลี้ยงดู ถ้าเอาไปปล่อยให้เขาอยู่ตามมีตามเกิด ก็ไม่บาป แต่ไม่ได้บุญ
ถาม สมมุติว่ามีผู้ป่วย ที่ถึงเวลาของเขาแล้ว แต่ญาติยังไม่อยากให้เขาจากไป ก็จะให้หมอช่วย หมอก็พยายามจะช่วยเต็มที่ แต่บางทีก็ลำบาก เพราะถึงเวลาของเขาแล้ว
ตอบ ทำเท่าที่เราจะทำได้ก็แล้วกัน
ถาม ก็ช่วยเต็มที่ บางครั้งก็รู้สึกว่าเขายังไม่เข้าใจ
ตอบ เขาอาจจะคิดไม่ดีกับเราก็ได้ หาว่าไม่ทำเต็มที่ อย่างนั้นอย่างนี้ ก็อย่าไปกังวล ถ้าเราทำตามหน้าที่ของเรา ทำตามหลักวิชาชีพที่เราเรียนมา ไม่ต้องไปกังวล ถ้ารักใครก็มักจะมีอารมณ์ บางทีเขาก็จะพาลใส่เรา หาว่าไม่ทำเต็มที่ หรือทำผิด ก็ต้องทำใจ ความรู้สึกและ การวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น เราห้ามไม่ได้ ข้อสำคัญขอให้เรามีความมั่นใจต่อวิชาชีพของเรา ต่อการกระทำของเรา ว่าเราทำถูกต้องแล้ว
ถาม ถ้าเราคิดปรุงแต่งขึ้นมา เราก็กลับน้อมคิดให้เป็นไตรลักษณ์ได้ไหมคะ
ตอบ ใช่ ต้องคิดไปในทางไตรลักษณ์ทันที ไม่ว่าจะคิดเรื่องอะไร เราต้องดึงมันเข้าไปในไตรลักษณ์เสมอ คิดว่าต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย ถ้าไปยุ่งกับเขาแล้ว เราก็จะทุกข์วุ่นวายกับเขา
ถาม เราน้อมนิมิตที่เกิดขึ้นเข้ามาในไตรลักษณ์ จะเป็นประโยชน์ ใช่ไหมครับ
13
ตอบ คำว่าไตรลักษณ์นี่มีหลายลักษณะ เช่นตัวนิมิตเอง เมื่อปรากฏแล้วก็หมดไป ผ่านไปแล้ว ก็ควรปล่อยให้ผ่านไป เป็นอนิจจังแล้ว หรือว่าภายในนิมิตเอง มีภาพหรือมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราเห็นถึงความเป็นอนิจจัง เช่นเห็นว่าเรากำลังจะจมน้ำตาย กำลังต่อสู้ ไม่ยอมให้จม พยายามรักษาชีวิตไว้ให้ได้ ยิ่งต่อสู้ก็ยิ่งทุกข์ยิ่งวุ่นวายทรมานใจ พอรู้ว่าไม่ไหวแล้วยอมดีกว่า ปล่อยให้มันไป พอปล่อยปั๊บร่างกายก็ดิ่งจมลงไปในน้ำ ใจก็ดิ่งเข้าสู่ความสงบ อย่างนี้ก็เป็นไตรลักษณ์อีกแบบหนึ่ง เอาเหตุการณ์ในนิมิตนั้นมาใช้กับเหตุการณ์จริงในชีวิตได้ ถ้าเราพยายามเหนี่ยวรั้งอะไรไว้ แล้วมันทำให้วุ่นวายใจ ก็ปล่อยมันไป งานก็ปล่อยมันไป ตำแหน่งก็ปล่อยมันไป อย่าไปรั้งมันไว้ พอปล่อยแล้วก็จะโล่งอกโล่งใจสบายใจ ทุกข์เพราะความเหนี่ยวรั้งยึดติดอยู่กับสิ่งนั้นสิ่งนี้ ยิ่งเป็นสิ่งที่เรารักเราหวงมาก พอจะจากเราไป เราก็พยายามต่อสู้ทุกวิถีทาง ที่จะดึงให้อยู่กับเราให้ได้ ตอนนั้นจะทุกข์ทรมานใจมาก แต่ถ้าเห็นว่าความวุ่นวายใจนี้มันไม่ดี ควรปล่อยไปดีกว่า พอปล่อยได้ใจก็จะนิ่งสงบ เขาจะไปหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง อย่างน้อยใจของเราสบายแล้ว อยู่ก็ดี ไม่อยู่ก็ดี นี่ก็เป็นการเห็นอนิจจัง เห็นไตรลักษณ์อีกลักษณะหนึ่ง
ถาม รู้สึกว่าจิตจะวิ่งออกจากกาย ก็เกิดความกลัวว่าจิตกับกายมันจะทิ้งกัน ก็เลยดึงไว้ ก็จะดึงไปดึงมา เสร็จแล้วสักพักหนึ่งก็เลยบอกตัวเองว่า ถ้ามันจะแยกกันก็ให้มันแยก เพราะมันก็ต้องแยกกันอยู่แล้ว ก็ปล่อยมันไป
ตอบ ถ้าคิดอย่างนั้นได้ก็ดี อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ไม่ต้องไปกังวล ถ้ามันจะแยกออกจากกันก็ให้มันแยก เพราะกายกับใจเป็นคนละส่วน สักวันหนึ่งก็ต้องแยกออกจากกัน ให้มีสติปัญญารู้ทัน ให้สักแต่ว่ารู้ ให้ผู้รู้ดูเฉยๆ
ถาม เหมือนกับฟังเทศน์ แล้วจิตจะจับอยู่กับคำเทศน์ จับอยู่แน่นจนไหลตามคำเทศน์นั้นไป ก็เลยเกิดความรู้สึกกลัวว่ามันจะหลุดออกไป
ตอบ ไม่หลุด เป็นเพียงความรู้สึกที่เราคิดไปเอง กายกับจิตจะแยกกันก็ตอนตายเท่านั้น ถ้ายังมีลมหายใจอยู่มันยังไม่ไปหรอก
ถาม เวลาภาวนาจะมีคำถามคำตอบเกิดขึ้นตลอดเวลา บางคำตอบมันก็กระจ่าง เพราะมันกระจ่างที่ใจเลย แต่ในบางคำตอบมันไม่กระจ่าง แล้วมันจะติดออกมาให้พิจารณาในภายหลังอยู่เสมอ
ตอบ เป็นการพัฒนาจิตใจ ความคิดความสงสัยต่างๆ พอมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องหาคำตอบ ถ้าปัญญายังไม่ทันก็ยังหาคำตอบมาไม่ได้ แต่พอพิจารณาไปสักระยะหนึ่งก็ได้คำตอบ คำตอบอยู่ในไตรลักษณ์ ถ้าใช้ไตรลักษณ์แล้วจะพบคำตอบ
ถาม จิตไม่เป็นสมาธิเลยคะ พอนั่งไปสักพักหนึ่งคำถามคำตอบต่างๆจะขึ้นมาทันที
ตอบ จิตจะไปในทางปัญญาอบรมสมาธิ ก็ให้อยู่ในวงของขันธ์ ๕ ในวงของไตรลักษณ์ ถ้าไปในวงของลาภยศสรรเสริญสุข ก็แสดงว่าหลงทางแล้ว
ถาม บางทีไปค้นหาคำตอบในหนังสือ
ตอบ ค้นในใจเรานี่แหละ บางทีหนังสือก็ให้คำตอบกับเราได้ บางทีไปอ่านหนังสือของครูบาอาจารย์ก็ได้คำตอบ บางทีมีโอกาสได้พบกับครูบาอาจารย์ แล้วแย้มออกไปให้ท่านทราบ ท่านก็จะช่วยเราได้
ถาม บางทีมันอัดอั้นตันใจ มันคิดซ้ำๆซากๆไปตลอด
ตอบ การปฏิบัติโดยที่ไม่มีครูบาอาจารย์กับมีก็ต่างกันตรงนี้ เวลามีปัญหาครูบาอาจารย์ช่วยเราได้ ท่านปฏิบัติผ่านมาแล้ว ท่านรู้แล้ว พอเราติดตรงนี้ปั๊บท่านก็จะบอกเราได้ ถ้าไม่มีก็ต้องพึ่งตนเองไปก่อน เปิดหนังสือดูก็ได้ ขอให้เป็นหนังสือที่เป็นธรรมะจริงๆก็แล้วกัน ถ้าไปเจอหนังสือธรรมะที่ไม่จริง ก็จะทำให้เราเขวได้
ถาม บางทีหยิบเทปธรรมะของหลวงตาฟังก็ได้คำตอบ
14
ตอบ ท่านได้ตอบเราไว้นานแล้ว ท่านได้เทศน์ไว้ก่อนแล้ว ท่านเคยผ่านมาแล้ว ท่านรู้แต่ละจุดจะมีปัญหาอะไรบ้าง จะติดอยู่ตรงไหน ท่านจะเตือนไว้ก่อน เหมือนตอนที่หลวงตาติดสมาธิ หลวงปู่มั่นก็บอกว่าสมาธิเป็นเหมือนเศษเนื้อติดฟัน พอท่านออกไปพิจารณาทางปัญญา ท่านก็พิจารณาจนไม่หลับไม่นอน หลวงปู่มั่นก็บอกว่าหลงสังขาร จิตจะไปสุดโต่งเสมอ พออยู่ขั้นสมาธิมันก็จะติดสมาธิ ไม่ยอมออกทางปัญญา พอออกพิจารณาทางปัญญา เกิดความรู้ความฉลาด ก็จะติดการพิจารณาจนไม่ยอมหยุดพักเลย ก็เลยฟุ้งซ่าน พิจารณาจนเลยเถิดไป หลวงปู่มั่นก็บอกว่าหลงสังขาร ต้องกลับมาพักในสมาธิ ต้องพักจิตบ้าง สลับกับการพิจารณา เหมือนกับมีดถ้าใช้ไปเรื่อยๆมันก็จะทื่อ ปัญญาถ้าพิจารณาไปเรื่อยๆมันก็จะทื่อเหมือนกัน จะตอบคำถามไม่ได้เหมือนตอนพิจารณาใหม่ๆ ตอนออกจากสมาธิใหม่ๆ สงสัยอะไร จะมีคำตอบมารับปั๊บ พอพิจารณาไปสักระยะหนึ่ง มีคำถามออกมาแต่คำตอบไม่ออกมา มันหมดกำลังแล้ว ต้องหยุดพิจารณา กลับเข้าไปพักในสมาธิ เคยทำจิตให้สงบอย่างไรก็ทำไป พอจิตได้พักพอแล้ว อิ่มสบาย พอถอนออกมา พอคำถามเดิมโผล่ออกมาปั๊บ คำตอบก็จะตามมาทันที คำถามที่ไม่มีคำตอบเพราะจิตไม่มีสมาธิ ต้องพักจิตให้สงบก่อน อย่าพิจารณามากจนเกินไป จะหลงสังขาร
ถาม บางทีคิดทั้งวัน
ตอบ แต่หาคำตอบไม่เจอ
ถาม บางคำตอบนี่ พอคิดแล้วมันก็กระจ่าง
ตอบ พอกระจ่างแล้วมันก็จะสงบ เดี๋ยวก็มีปัญหาใหม่มาอีก
ถาม ส่วนใหญ่ปัญหาอยู่ขณะที่เริ่มทำสมาธิเสมอ
ตอบ แสดงว่าจริตของเราจะเป็นแบบปัญญาอบรมสมาธิ ต้องพิจารณาถึงจะสงบ ให้อยู่กับพุทโธๆ จะไม่สงบ
ถาม เคยพิจารณาเรื่องธาตุ ๔ แล้ววันหนึ่งตอนทานข้าว ทันทีที่ทานก็จะเห็นอาหารเป็นธาตุ ๔ แล้วรวมเป็นเนื้อเดียวกันกับร่างกาย แล้วก็มีคำบอกว่า อันนี้ก็ไปเสริมธาตุ ๔
ตอบ เมื่อรู้ว่าเป็นธาตุ ๔ ก็ต้องไม่ยึดไม่ติด เป็นเหมือนขวดน้ำเหมือนกับวัตถุอื่นๆ เป็นธาตุเหมือนกัน จะเป็นอะไรก็ไม่วุ่นวาย
ถาม รู้สึกเฉยๆไม่มีความรู้สึกอะไร
ตอบ ถ้าจิตไม่วุ่นวาย ไม่เดือดร้อน ไม่กังวล ไม่วิตก ไม่หวาดกลัว กับการเป็นอะไรของร่างกาย ก็ใช้ได้ มันจะเป็นอะไร ถ้ามันสุดวิสัยที่จะรักษามันไว้ได้ ก็ต้องให้เป็นไปตามเรื่อง จิตจะรู้สึกเฉยๆ มีก็ดูแลรักษาไป เมื่อมันจะไปก็ให้มันไป มันก็ไม่ได้ไปไหน มันก็กลับคืนสู่ธาตุเดิม เผาแล้วก็เหลือแต่ขี้เถ้า เหลือแต่เศษกระดูก น้ำก็เหือดแห้งไปหมด อากาศก็หายไปหมด เหลือแต่ดิน ร่างกายก็มีเท่านี้ ถ้าพิจารณาอย่างนี้จิตจะสงบเย็นสบาย มีความสุข
ถาม จะทำรายงานโน้มน้าวใจคนไม่ให้ฆ่าสัตว์ เพราะคนชอบฆ่ายุงฆ่ามดกัน แต่จะไม่เอาเรื่องยุงเรื่องมดอย่างเดียว
ตอบ ต้องมองว่ามนุษย์และสัตว์ทุกชนิด มีคุณค่าเท่ากัน รักชีวิตเท่ากัน ต่อให้ใครให้เงินมามากเท่าไหร่เพื่อแลกกับชีวิต ก็ไม่มีใครเอา เพียงแต่ว่าสัตว์ไม่สามารถสื่อให้เรารู้ว่า เขาก็รักชีวิตของเขาเท่ากับเรารักชีวิตของเรา ธรรมชาติของกิเลสจะเห็นแก่ตัว เห็นว่าชีวิตของตนมีค่ากว่าชีวิตของผู้อื่น จึงไม่มีความเมตตากรุณา ถ้าต้องการอะไรสำหรับตนเองแล้ว จะทำได้ทุกอย่าง เช่นจะอ้างว่าถ้าไม่ได้ฆ่าสัตว์ ก็จะไม่มีอาหารรับประทาน ก็จะอยู่ไม่ได้ ถ้าเราไปอยู่ในป่าอยู่ในดงเสือ เสือก็ต้องคิดว่าถ้าไม่ได้เรากินเขาก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ถ้าคิดแบบนี้ก็ถือว่าเป็นเดียรฉานด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เดียรฉานก็คือผู้ที่ไม่มีปัญญา ไม่รู้ว่าสัตว์ทุกชนิดมีความรักตัวกลัวตายเหมือนกันหมด เห็นคุณค่าของชีวิตของตนมากกว่าของผู้อื่น ถ้ามีปัญญาก็จะเคารพชีวิตของกันและกัน มนุษย์ถึงอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องฆ่ากัน เพราะมนุษย์ถูกสอนไม่ให้ฆ่าผู้อื่น ฆ่าแล้วจะมีโทษตามมา
15
ถาม เวลาเพื่อนสั่งอาหารทะเล เราก็บอกอย่าสั่งเลย เขาก็บอกว่าสัตว์พวกนั้นเกิดมาให้เรากินนะ ก็เลยไม่อยากจะพูดอะไรต่อ
ตอบ โดยธรรมชาติของกิเลสย่อมเห็นแก่ตัว ย่อมน้อมเหตุผลเพื่อตนเองเสมอ มนุษย์เรานี่มีทั้งที่ฉลาดและไม่ฉลาด มนุษย์ที่ฉลาดก็เช่นพระพุทธเจ้า ทรงสอนว่าชีวิตของเราและผู้อื่นมีคุณค่าเท่ากัน ไม่จำเป็นต้องฆ่าผู้อื่นเป็นอาหาร กินผักกินข้าวก็อยู่ได้เหมือนกัน
ถาม มนุษย์ต้องกินผักกินผลไม้อยู่แล้วโดยธรรมชาติ
ตอบ กินผักกินผลไม้จะมีอายุยืนยาวนาน ที่มีอายุสั้นมีโรคกันก็เพราะกินเนื้อสัตว์กัน ยิ่งในสมัยปัจจุบันนี้จะเป็นเนื้อสัตว์สังเคราะห์ ไม่ได้เป็นเนื้อสัตว์ธรรมชาติ เลี้ยงด้วยสารต่างๆเพื่อเร่งให้สัตว์เจริญเติบโตรวดเร็วและใหญ่ ยิ่งตัวใหญ่มากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้ราคามากขึ้น ได้เงินมากขึ้นเท่านั้น สารที่ตกค้างอยู่ในเนื้อสัตว์ก็ย้ายเข้ามาสู่ในร่างกายของคนที่กิน คนก็เลยเป็นโรคมะเร็งกัน ถ้าเห็นโทษเห็นภัยของการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแล้วก็จะไม่กล้าฆ่า นี่พูดถึงหลักของวิทยาศาสตร์หรือตรรกะที่เราเห็นได้ด้วยตา แต่ยังมีตรรกะที่ไม่ได้เห็นด้วยตาอีกด้วย เป็นเรื่องของศรัทธาที่ศาสนาสอนว่า ทำเขาแล้วก็ต้องกลับมาเกิดใหม่ให้เขาทำเราคืน ฆ่าปลา ๑๐๐ ตัวก็ต้องกลับมาเกิดเป็นปลา ๑๐๐ ครั้ง ฆ่าช้าง ๑๐๐ ครั้ง ฆ่าอะไรกี่ครั้ง ก็ต้องกลับมาเกิดเป็นสิ่งนั้นๆเพื่อให้เขาฆ่าเราคืน นี่คือหลักเหตุผลที่ว่าทำไมเราไม่ควรที่จะฆ่ากัน แต่ก็มีข้อยกเว้นถ้าเขาตายแล้วจะเอาซากศพไปทำอะไร ก็ไม่เป็นบาปเป็นกรรม เอาไปฝังดิน เอาไปเผา เอาไปย่างกินก็ไม่เสียหายอะไร เอามาต้มกินก็ไม่เป็นไร เอามากินเอามาแกงได้ ถ้าเขาตายโดยธรรมชาติ ถ้าอยากจะกินเนื้อสัตว์ก็ให้กินสัตว์ที่ตายแล้ว ถ้าคนอื่นฆ่าให้แทนก็เป็นกรรมของคนฆ่าไป คนกินไม่บาป ถ้าไม่ไปสั่งเขาให้ฆ่าแทน เช่นซื้อเนื้อสัตว์ที่ตายแล้วในตลาด อย่างนี้ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการส่งเสริมให้เขาฆ่า ถ้าเราไม่ได้สั่ง เขาทำด้วยความโลภของเขาเอง เขาต้องการเงิน เขาก็ฆ่าแล้วเอามาขายที่ตลาด แต่ถ้าเราอยากให้โลกนี้ไม่มีการฆ่ากันเลย ก็อย่าไปซื้อเนื้อสัตว์กินกันเลย
ถาม ถ้าเถียงกลับมาว่าที่เราไปฆ่าเขานี่ก็เป็นกรรมของเขา
ตอบ คนที่ฆ่าก็มีกรรมตามมาด้วยเหมือนกัน เป็นกงกรรมกงเกวียน ล้างแค้นกันไปล้างแค้นกันมา เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร แต่เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
ถาม คนที่มีปัญญาในความหมายของศาสนาเป็นอย่างไร
ตอบ มีความสามารถแยกแยะว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรเป็นคุณอะไรเป็นโทษ ถ้าถูกความหลงครอบงำก็จะไม่สามารถแยกแยะได้ คนที่ไม่มีปัญญาแยกแยะจึงเป็นคนครึ่งคนเท่านั้น เป็นคนทางกายแต่ใจเป็นสัตว์ สัตว์ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรดีไม่ดี คนเท่านั้นที่ทำได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต่างจากสัตว์ ศาสนาคริสต์ก็สอนให้ทำในสิ่งที่อยากให้ผู้อื่นทำกับเรา ถ้าเราอยากให้ผู้อื่นดีกับเรา เราก็ต้องดีกับเขา
ถาม แต่ในกรณีของสัตว์จะไม่ชัด
ตอบ ทางพุทธศาสนาถือว่า สัตว์และมนุษย์มีความรักตัวกลัวตายเหมือนกัน เพราะเป็นจิตเหมือนกัน เพียงแต่จิตต้องไปใช้กรรม จึงได้ร่างของสัตว์ที่ต่ำต้อยกว่า เพราะจิตมีสติปัญญาต่ำ ก็เลยต้องไปเกิดในระดับต่ำ แต่ความรักตัวกลัวตายนี่เท่ากันหมดไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นสัตว์ สัตว์ทุกตัวต้องการให้ผู้อื่นรักและดีกับตนทั้งนั้น ไม่มีใครต้องการให้ผู้อื่นฆ่าตนหรือทำร้ายตน ถ้าอยากให้สังคมสงบสุข ก็ต้องไม่ฆ่ากัน ไม่เบียดเบียนกัน นี่คือหลักของการอยู่ร่วมกันในสังคม สังคมของมนุษย์จึงเป็นสังคมที่สงบปลอดภัยกว่าสังคมของสัตว์ สัตว์จะต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลาเผลอเมื่อไหร่จะถูกฆ่าทันที ปลาใหญ่กินปลาเล็ก
ถาม พวกสัตว์เองก็มีการจองเวรกัน
16
ตอบ จองเวรเพราะไม่มีปัญญา จองเวรด้วยการกินกันเป็นอาหาร จองเวรด้วยการแย่งคู่ครองกัน เหมือนกับมนุษย์ที่ทำสงครามกัน เหมือนกันไม่มีผิด มนุษย์ที่ทำสงครามกันก็ไม่ต่างไปจากสัตว์ มนุษย์ที่ไม่ทำสงครามกันถึงจะถือว่าเป็นมนุษย์ที่แท้จริง
ถาม ถ้าทำเพื่อที่ป้องกันตัว
ตอบ บาปน้อยกว่าผู้ที่ไปบุกรุกผู้อื่น
ถาม อย่างสมัยก่อนเวลากษัตริย์ทำสงครามแล้ว ก็ต้องมาสร้างโบสถ์ทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย
ตอบ อุทิศบุญได้ แต่ล้างบาปไม่ได้ บาปต้องล้างด้วยการไม่ทำบาป ถ้าไม่ทำบาปก็ไม่มีบาปต้องล้าง ถ้าทำแล้วก็ล้างไม่ออก
ถาม มาใช้กรรมในชาตินี้กัน
ตอบ เป็นเวรเป็นกรรมกันมา ผลัดกันฆ่ากัน จนกว่าจะหยุด ไม่ตอบโต้ พระพุทธเจ้าทรงไม่ตอบโต้พระเทวทัตเลย แต่ทรงใช้สติปัญญาใช้ความเมตตาป้องกันตัว
ถาม ถ้าพัฒนาจิตใจให้สูงขึ้นก็จะดีขึ้น
ตอบ พวกที่ไปเกิดเป็นสัตว์ก็เพราะฆ่าผู้อื่น เมื่อหมดกรรมก็กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ แต่ยังติดนิสัยฆ่าผู้อื่น จึงฆ่าผู้อื่นเป็นอาหารอีก แต่พวกที่ลงมาจากสวรรค์ จะติดนิสัยไม่ฆ่าสัตว์มา ก็จะไม่ฆ่ากินผู้อื่นคนในโลกมนุษย์นี้มีอยู่ ๒ พวก พวกที่มาจากเบื้องบนกับพวกที่มาจากเบื้องล่าง พวกที่มาจากเบื้องล่างก็จะทำผิดศีล ๕ เป็นประจำ พวกที่มาจากเบื้องบนก็จะรักษาศีล ๕ เป็นประจำ วงจรของเขาจึงต่างกัน พวกที่มีศีลก็จะวนอยู่กับมนุษย์กับสวรรค์ พวกที่ทำผิดศีลก็จะวนอยู่กับมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉานกับสัตว์นรก พวกที่ฉลาดกว่านั้น ก็จะรักษาศีลทำบุญให้ทานและภาวนา กำจัดความโลภความโกรธความหลง พวกนี้ก็จะไปนิพพาน ตัดภพตัดชาติ ตัดการเวียนว่ายตายเกิด ตัดเวรตัดกรรมได้อย่างแท้จริง เมื่อถึงนิพพานแล้วก็ไม่ไปเกิดอีกแล้ว ไม่มีอะไรที่จะตามมาจองเวรจองกรรมได้อีก เหมือนกับอยู่บ้านไม่ออกนอกบ้าน ไม่ขึ้นรถลงเรือขึ้นเครื่องบิน ก็ไม่ตายเพราะรถคว่ำเรือล่มหรือเครื่องบินตก แต่ถ้ายังต้องออกไปนอกบ้าน ยังต้องขึ้นรถลงเรือขึ้นเครื่องบินอยู่ ก็ต้องไปเสี่ยงกับภัยเหล่านั้น ถ้าถึงนิพพานแล้วก็ไม่มีการเกิดอีก เมื่อไม่มีการเกิดก็ไม่มีการแก่การเจ็บการตาย ไม่ถูกผู้อื่นฆ่าทำร้าย
ถาม ท่านไปเจอกันบ้างไหม
ตอบ ไม่เจอหรอก ไม่ต้องเจอ เพราะเป็นเหมือนกันหมด จิตบริสุทธิ์เหมือนกันหมด
ถาม แล้วที่บอกว่านั่งปฏิบัติแล้วมีครูบาอาจารย์ลงมาสอน
ตอบ เป็นกรณีพิเศษ อาจจะมีความผูกพันกันมาในอดีตก็ได้ เช่นพระพุทธเจ้าส่งกระแสไปหาพระมารดา เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล พระพุทธเจ้าทรงสอนพระมารดาอยู่ ๑ พรรษาจนบรรลุเป็นพระโสดาบัน ก็ไปทางกระแสจิต ไม่ได้ไปทางร่างกาย เพราะร่างกายของพระมารดาไม่มีแล้ว จิตของพระมารดาอยู่บนสวรรค์แล้ว แต่จิตของพระพุทธเจ้ายังอยู่กับร่างกาย ไปด้วยกระแสจิต เหมือนกับส่งกระแสคลื่นโทรศัพท์ไปหาอีกเครื่องหนึ่ง ถ้าเปิดเครื่องอยู่ก็ติดต่อกันได้ จิตแต่ละดวงก็ติดต่อกันแบบโทรศัพท์มือถือ ต่างคนต่างมีเครื่อง ถ้ารู้เบอร์ก็กดหากันได้ ถ้าไม่รู้ก็กดไม่ได้
Date Time : 2012-05-09 22:59:34 IP: 49.228.100.xxx
ลบ
ความคิดเห็นที่ 4 From : นพวาท
ศรัทธา ปสาทะ ฉันทะ วิริยะ

เวลาที่บริษัทต่างๆต้องการจะขายสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ก็ดี โทรทัศน์ก็ดี โทรศัพท์มือถือก็ดี ถ้าไม่โฆษณา คนก็จะไม่รู้ว่ามีขายอยู่ตามท้องตลาด แต่ถ้าได้โฆษณาตามสื่อต่างๆ คนที่ได้ดูได้เห็นก็จะเกิดความเลื่อมใส เกิดศรัทธา เกิดความยินดี อยากจะซื้อสินค้าเหล่านั้น

วันหนึ่งคืนหนึ่งก็คิดถึงแต่สินค้าต่างๆ ที่อยากจะได้ มีใครไม่อยากจะได้รถยนต์บ้าง มีใครไม่อยากจะได้โทรศัพท์มือถือบ้าง มีใครไม่อยากจะไปเที่ยวตามที่ต่างๆบ้าง ก็เพราะมีโฆษณาคอยประโคมใส่หูใส่ตาเราอยู่ตลอดเวลา จนฝังอยู่ในจิตในใจ บางที่นอนหลับไปยังฝันถึงสิ่งเหล่านี้เลย

ถ้าอยากจะมีธรรมฝังอยู่ในจิตในใจเหมือนกับสินค้าต่างๆ เราก็ต้องเข้าหาธรรมะกันอย่ารอให้ธรรมะมาหาเราทางโฆษณา เพราะจะไม่มีโอกาสมา เพราะทางธรรมะไม่มีเงินที่จะมาทุ่มเทโฆษณาเหมือนกับสินค้าอื่นๆ เพราะธรรมะเป็นสินค้าที่ไม่เก็บเงินเก็บทอง ธรรมะเป็นธรรมทาน เป็นการให้จากพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์สาวก โดยไม่คิดเงินคิดทองแม้แต่บาทเดียว เมื่อไม่มีรายได้จากการแจกจ่ายธรรมะ ก็เลยไม่มีงบประมาณที่จะนำไปโฆษณา เพื่อสร้างศรัทธาปสาทะฉันทะวิริยะให้เกิดขึ้นมา

ถ้าได้ธรรมะเข้ามาสู่ใจแล้ว ต่อไปก็จะไม่หลงกับสิ่งต่างๆทั้งหลายในโลกนี้ เมื่อไม่หลงแล้วก็จะไม่ทุกข์กับสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสมบัติข้าวของเงินทองหรือบุคคลต่างๆ ที่เรารักมีความผูกพันด้วย เพราะมีธรรมะคอยสอนคอยเตือนเราเสมอว่า ไม่ว่าจะเป็นอะไรในโลกนี้ ล้วนเป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอนทั้งนั้น ไม่มีอะไรเป็นสมบัติที่แท้จริงของเรา ไม่มีอะไรจะอยู่กับเราไปตลอด

ธรรมะก็เป็นเหมือนยาเป็นภูมิคุ้มกันของจิตใจ ที่เราต้องคอยฉีดอยู่เรื่อยๆ ต้องคอยเอามาเตือนสติอยู่เรื่อยๆ อย่าปล่อยให้ห่างไกลจากตัวเรา ให้เป็นเหมือนกับอาวุธคู่กายของเรา

การที่จะมีธรรมะไว้คู่กับใจได้ เราก็ต้องระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่เรื่อยๆ ที่ทรงสอนให้เตือนสติเสมอๆว่า เกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายเป็นธรรมดา ต้องพลัดพรากจากทุกสิ่งทุกอย่างไปเป็นธรรมดา ซึ่งเป็นเหมือนอาวุธที่มีไว้ป้องกันตัว ป้องกันใจ ไม่ให้ทุกข์ไม่ให้วุ่นวาย

เพราะไม่เคยสนใจศึกษา เอาธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเข้ามาสู่จิตใจ ด้วยการระลึกถึงอยู่เรื่อยๆ สอนใจอยู่เรื่อยๆ วันหนึ่งๆควรคิดอยู่เรื่อยๆว่าเกิดมาแล้วต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายเป็นธรรมดา หนีความแก่ หนีความเจ็บ หนีความตายไปไม่ได้ ต้องพลัดพรากจากทุกสิ่งทุกอย่างไปเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น

ปัญหาของพวกเราก็คือความหวังความอยากนั่นเอง พอเจออะไรก็อยากจะได้แล้ว พอได้มาแล้วก็อยากจะให้อยู่ไปนานๆ ให้ดีเสมอ ไม่ให้เสีย ไม่ให้เน่า ไม่ให้สูญหายจากเราไป ถ้ามีความอยากเหล่านี้ก็จะมีเหตุที่จะสร้างความทุกข์ตามมาต่อไป แต่ถ้ามีธรรมะมีแสงสว่าง ก็จะรู้ว่าอยากไม่ได้ เพราะความจริงต้องเป็นอย่างนั้น อยากไม่แก่ไม่ได้ อยากไม่เจ็บไม่ได้ อยากไม่ตายไม่ได้ อยากไม่ให้คนที่เรารักไม่เจ็บไม่แก่ไม่ตายไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามความเป็นจริงของมัน ถ้ามีธรรมะแล้วใจก็จะสงบนิ่งเฉย

กัณฑ์ที่ ๒๕๔ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๙

ศรัทธา ปสาทะ ฉันทะ วิริยะ



การที่เราจะมาวัดกันได้นั้น ต้องมีเหตุปัจจัยที่สนับสนุนส่งเสริม คือต้องมี ศรัทธา ความเชื่อ ปสาทะ ความเลื่อมใส ฉันทะ ความยินดี วิริยะ ความพากเพียร ถ้ามีเราก็จะมาวัดกันอย่างสม่ำเสมอ มาทำบุญทำทาน มารักษาศีล มาฟังเทศน์ฟังธรรม มาปฏิบัติธรรม ถ้าไม่มีเราก็จะไม่มาวัดกัน ดังนั้นสิ่งที่เราควรปลูกฝังให้เกิดขึ้นในเบื้องต้นก็คือ ศรัทธาความเชื่อ ด้วยการศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ศึกษาพระประวัติที่โดดเด่นดีเลิศของพระพุทธเจ้า และของพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย เมื่อได้ทราบถึงความวิเศษของพระพุทธเจ้า ของพระอริยสงฆ์สาวก ของพระธรรมคำสอนอันประเสริฐแล้ว ก็จะเกิดศรัทธาความเชื่อ ปสาทะความเลื่อมใส ฉันทะความยินดี ที่จะเดินตามทางที่พระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์สาวกได้ดำเนินมา ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนให้ทำความดี ละบาป และชำระจิตใจให้สะอาดหมดจด ด้วยการชำระความโลภ ความโกรธ ความหลง เหตุที่สร้างความทุกข์ ความวุ่นวาย ความเศร้าหมองให้กับจิตใจ ให้หมดสิ้นไป
การที่ได้ศึกษาได้ยินได้ฟังพระธรรมคำสอนก็ดี ได้ศึกษาพระพุทธประวัติและประวัติของพระอริยสงฆ์สาวกก็ดี ก็เหมือนกับได้ดูโฆษณาสินค้าต่างๆทางโทรทัศน์หรือในหนังสือพิมพ์นั่นเอง เวลาที่บริษัทต่างๆต้องการจะขายสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ก็ดี โทรทัศน์ก็ดี โทรศัพท์มือถือก็ดี ถ้าไม่โฆษณา คนก็จะไม่รู้ว่ามีขายอยู่ตามท้องตลาด แต่ถ้าได้โฆษณาตามสื่อต่างๆ คนที่ได้ดูได้เห็นก็จะเกิดความเลื่อมใส เกิดศรัทธา เกิดความยินดี อยากจะซื้อสินค้าเหล่านั้น นี้คือวิธีที่จะทำให้เกิดศรัทธาความเชื่อ เกิดปสาทะความเลื่อมใส เกิดฉันทะความยินดีที่จะซื้อสินค้าต่างๆ ฉันใดพระพุทธศาสนาก็เป็นสินค้า ที่เลิศที่วิเศษกว่าสินค้าต่างๆในโลกนี้ เพราะถ้าผู้ใดสามารถเอาธรรมะมาเป็นสมบัติของตนแล้ว ผู้นั้นจะอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข จะอยู่อย่างแคล้วคลาดปลอดภัยจากทุกข์ภัยอันตรายทั้งหลายทั้งปวง จะมีแต่ความเจริญก้าวหน้าโดยถ่ายเดียว แต่ปัญหาของธรรมะก็คือ ไม่ค่อยมีการโฆษณากันเท่าไร เพราะไม่มีงบประมาณที่จะใช้โฆษณา หนังสือธรรมะที่พิมพ์แจกกันก็มีแต่ก็ไม่มาก ไม่เหมือนกับการโฆษณาสินค้าตามสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์หรือวิทยุ เพราะต้องใช้เงินใช้ทองมาก ธรรมะจึงไม่ค่อยปรากฏให้เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไปเท่าไร
ถึงแม้จะเป็นพุทธศาสนิกชน ก็เป็นพุทธศาสนิกชนแต่ชื่อในทะเบียนบ้านเท่านั้นเอง แต่ไม่รู้ว่าเป็นพุทธศาสนิกชนต้องประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร เพราะไม่โฆษณานั่นเอง ไม่ได้ยินไม่ได้ฟัง ว่าพุทธศาสนาวิเศษเลิศโลกอย่างไร มีคุณมีประโยชน์อย่างไร ถ้าเราจะรอให้มีการโฆษณาตามสื่อต่างๆ ก็จะไม่ทันการณ์ เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ไม่ค่อยเห็นมีการโฆษณาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เหมือนกับการโฆษณาสินค้าต่างๆ จิตใจของพวกเราจึงมีแต่เรื่องสินค้าต่างๆ วันหนึ่งคืนหนึ่งก็คิดถึงแต่สินค้าต่างๆ ที่อยากจะได้ มีใครไม่อยากจะได้รถยนต์บ้าง มีใครไม่อยากจะได้โทรศัพท์มือถือบ้าง มีใครไม่อยากจะไปเที่ยวตามที่ต่างๆบ้าง ก็เพราะมีโฆษณาคอยประโคมใส่หูใส่ตาเราอยู่ตลอดเวลา จนฝังอยู่ในจิตในใจ บางที่นอนหลับไปยังฝันถึงสิ่งเหล่านี้เลย
ถ้าอยากจะมีธรรมฝังอยู่ในจิตในใจเหมือนกับสินค้าต่างๆ เราก็ต้องเข้าหาธรรมะกันอย่ารอให้ธรรมะมาหาเราทางโฆษณา เพราะจะไม่มีโอกาสมา เพราะทางธรรมะไม่มีเงินที่จะมาทุ่มเทโฆษณาเหมือนกับสินค้าอื่นๆ เพราะธรรมะเป็นสินค้าที่ไม่เก็บเงินเก็บทอง ธรรมะเป็นธรรมทาน เป็นการให้จากพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์สาวก โดยไม่คิดเงินคิดทองแม้แต่บาทเดียว เมื่อไม่มีรายได้จากการแจกจ่ายธรรมะ ก็เลยไม่มีงบประมาณที่จะนำไปโฆษณา เพื่อสร้างศรัทธาปสาทะฉันทะวิริยะให้เกิดขึ้นมา
พุทธศาสนิกชนจึงต้องเป็นผู้เข้าหาธรรมะ เข้าหาวัดอยู่เรื่อยๆ มาฟังเทศน์ฟังธรรม ถ้ามีหนังสืออ่านก็หยิบขึ้นมาอ่านเรื่อยๆ พยายามหาหนังสือที่เกี่ยวกับประวัติของพระพุทธเจ้า หนังสือที่เกี่ยวกับประวัติของพระอริยสงฆ์สาวก หนังสือที่เกี่ยวกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรง เมื่อได้อ่านได้ศึกษาแล้วจะเกิดศรัทธาปสาทะขึ้นมาอย่างแน่นอน เพราะไม่มีอะไรที่จะเลิศ ที่จะประเสริฐ เท่ากับพระพุทธเจ้า เท่ากับพระอริยสงฆ์สาวก เท่ากับพระธรรมคำสอน เพราะสิ่งต่างๆที่ท่านได้ประพฤติได้ปฏิบัติมานี้ ล้วนเป็นแบบฉบับอันดีงาม มีใครบ้างในโลกนี้ที่อยู่เหนือความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ มีใครบ้างที่อยู่เหนือความทุกข์ ความเศร้าโศกเสียใจได้ ไม่มี นอกจากพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์สาวกแล้ว ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลง เมื่อมีแล้วก็ต้องมีความทุกข์ มีความวุ่นวายใจ มีความกังวลใจตามมา เพราะความโลภ ความโกรธ ความหลงนี้แล คือ เหตุของความทุกข์ ของความเศร้าหมอง ของความกังวล ของความวุ่นวายใจต่างๆนั่นเอง นี้คือสิ่งที่พวกเราไม่มีกัน แต่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์สาวกมีกัน แต่เราไม่รู้ เพราะไม่ได้ศึกษากัน แต่ถ้าได้ศึกษาแล้วก็จะมีความยินดี มีความปรารถนาที่อยากจะเป็นเหมือนพระพุทธเจ้า เป็นเหมือนพระอริยสงฆ์สาวก
มีใครบ้างที่อยากจะร้องห่มร้องไห้ เศร้าโศกเสียใจ กังวลใจ ทุกข์กับเรื่องราวต่างๆ ไม่มีใครอยากจะทุกข์ ไม่มีใครอยากจะร้องห่มร้องไห้กัน แต่ทำไมเรายังต้องทุกข์ ยังต้องร้องห่มร้องไห้กัน ก็เพราะยังมีความหลงอยู่ ขาดธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง ถ้าได้ธรรมะเข้ามาสู่ใจแล้ว ต่อไปก็จะไม่หลงกับสิ่งต่างๆทั้งหลายในโลกนี้ เมื่อไม่หลงแล้วก็จะไม่ทุกข์กับสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสมบัติข้าวของเงินทองหรือบุคคลต่างๆ ที่เรารักมีความผูกพันด้วย เพราะมีธรรมะคอยสอนคอยเตือนเราเสมอว่า ไม่ว่าจะเป็นอะไรในโลกนี้ ล้วนเป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอนทั้งนั้น ไม่มีอะไรเป็นสมบัติที่แท้จริงของเรา ไม่มีอะไรจะอยู่กับเราไปตลอด นี้คือแสงสว่างแห่งธรรมที่พระพุทธเจ้านำมาสั่งสอน ให้พวกเราได้มีแสงสว่างนำทาง พาชีวิตของเราไปสู่ความสุขความสบาย ไกลจากความทุกข์ทั้งหลาย อยู่ที่ธรรมะคำสอนและอยู่ที่เราจะนำเอามาปฏิบัติ ถ้านำเอามาปฏิบัติแล้ว จะอยู่ห่างไกลจากความทุกข์ต่างๆได้อย่างแน่นอน สิ่งที่เราต้องทำก็คือ น้อมเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนให้มีปัญญา มีความฉลาดมาใส่ใจเรา ให้รู้ทันกับสิ่งต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้ ที่เราไปเกี่ยวข้อง ไปสัมผัส ไปผูกพัน ไปหลงติดอยู่ ว่าไม่ได้ให้ความสุขที่แท้จริงกับเรา ล้วนเป็นความทุกข์ ที่เราจะต้องแบกต้องหาม อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น
สิ่งต่างๆในโลกนี้ที่เราควรรู้ทันก็คือ โลกธรรม ๘ ธรรมที่พวกเราสัมผัสอยู่ตลอดเวลา มีอยู่ ๘ ชนิด หรือ ๔ คู่ด้วยกันคือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ที่เจริญและเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีเจริญลาภก็มีเสื่อมลาภ มีทุกข์ก็มีสุข มีสรรเสริญก็มีนินทา มีเจริญยศก็มีเสื่อมยศ เป็นนายกฯวันนี้พรุ่งนี้ก็ไม่ได้เป็นแล้ว คนอื่นมาเป็นแทน เป็นอะไรก็ตาม ก็ไม่ได้เป็นไปตลอด เช่นวันนี้เป็นวันที่ ๑ ตุลาคม เป็นวันที่ข้าราชการที่มีอายุครบ ๖๐ ปี ตั้งแต่นายพลลงมาจนถึงพลทหาร ก็หมดสภาพจากการเป็นนายพล จากการเป็นพลทหารไป เพราะมีเจริญก็มีการเสื่อมเป็นธรรมดา มีการเจริญยศก็มีการเสื่อมยศ ตอนเริ่มต้นเป็นทหารใหม่ๆก็เป็นพลทหารบ้าง เป็นว่าที่ร้อยตรีบ้าง แล้วก็ไต่เต้าขึ้นไปเรื่อยๆตลอดระยะเวลา ๓๐ ๔๐ ปี พอถึงอายุ ๖๐ ปี ในวันที่ ๑ ตุลาคม ยศต่างๆ ที่ได้มาก็กลายเป็นอดีตไป กลายเป็นความทรงจำไป นี้คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป มีมาก็มีไปเป็นธรรมดา ใจที่ต้องสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่รู้ทันก็จะไม่สบายอกไม่สบายใจ วุ่นวายใจ กังวลใจ เสียใจ เวลาที่จะต้องไปประสบกับความเสื่อมของสิ่งเหล่านี้ เช่นเวลาสูญเสียเงินทองไปก็เสียใจ สูญเสียตำแหน่งไปก็เสียใจ สูญเสียการสรรเสริญเยินยอ มีแต่คนด่าว่านินทาก็เสียใจ สูญเสียความสุขไปมีแต่ความทุกข์เข้ามารุมเร้าจิตใจ ก็เกิดความเสียใจตามมา
แต่คนที่มีปัญญามีแสงสว่างแห่งธรรม ได้ศึกษา ได้เล่าเรียน ได้ยิน ได้ฟัง เรื่องของความเสื่อมของสิ่งต่างๆในโลกนี้ว่าเป็นธรรมดา เป็นเรื่องปกติ เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นกับทุกๆคน ก็จะไม่เดือดร้อนแต่อย่างไร มีสุขก็ต้องมีทุกข์ มีสรรเสริญก็ต้องมีนินทา มีลาภยศก็ต้องมีการเสื่อมลาภเสื่อมยศไป ถ้ารู้ล่วงหน้าไว้ก่อนเตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว เวลาลาภยศสรรเสริญสุขเสื่อมไป ก็จะไม่เสียใจวุ่นวายใจ เพราะใจเป็นธรรมชาติที่ไม่ได้เสื่อมไปกับลาภยศสรรเสริญสุขนั่นเอง ใจไม่ได้เสื่อมไปกับสิ่งต่างๆในโลกนี้ เพียงแต่ใจไปหลงไปยึดไปติดเท่านั้นเอง เมื่อมีความหลง มีความยึดติดก็มีความอยาก ที่จะให้สิ่งที่ยึดติดอยู่กับตนไปนานๆ อยู่กับตนไปตลอด แต่มันเป็นสิ่งที่ฝืนความจริง ฝืนธรรมชาติ เป็นไปไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าหรือพระอริยสงฆ์สาวกก็ยังจะต้องประสบกับความเสื่อมต่างๆเหล่านี้ ต่างกับพวกเราตรงที่ท่านไม่เสียใจ ไม่เศร้าโศก ไม่กังวล ไม่วุ่นวายใจ เพราะจิตใจของท่านมีธรรมะไว้คอยป้องกันนั่นเอง เปรียบเหมือนกับยาที่คอยป้องกันโรคต่างๆ เช่นถ้าเรารู้ว่าจะมีโรคระบาดเกิดขึ้น เช่นโรคอหิวาต์ เราก็ไปฉีดยาป้องกันไว้ก่อน เมื่อฉีดแล้วเวลามีเชื้อโรคเข้ามาสู่ร่างกาย มันก็ไม่สามารถทำให้ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยได้ เพราะมียามีภูมิคุ้มกันนั่นเอง
ธรรมะก็เป็นเหมือนยาเป็นภูมิคุ้มกันของจิตใจ ที่เราต้องคอยฉีดอยู่เรื่อยๆ ต้องคอยเอามาเตือนสติอยู่เรื่อยๆ อย่าปล่อยให้ห่างไกลจากตัวเรา ให้เป็นเหมือนกับอาวุธคู่กายของเรา เช่นเดียวกับตำรวจกับทหารเวลาที่ออกปฏิบัติหน้าที่ ก็ต้องมีปืนมีอาวุธต่างๆไว้ใกล้ตัว เพื่อใช้ในเวลาที่เกิดเหตุการณ์ที่จะต้องใช้มัน ฉันใดธรรมะก็เป็นเหมือนอาวุธคู่ใจที่เราจะต้องมีไว้อยู่เสมอ การที่จะมีธรรมะไว้คู่กับใจได้ เราก็ต้องระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่เรื่อยๆ ที่ทรงสอนให้เตือนสติเสมอๆว่า เกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายเป็นธรรมดา ต้องพลัดพรากจากทุกสิ่งทุกอย่างไปเป็นธรรมดา ซึ่งเป็นเหมือนอาวุธที่มีไว้ป้องกันตัว ป้องกันใจ ไม่ให้ทุกข์ไม่ให้วุ่นวาย เพราะถ้าไม่มีแล้วเวลาเกิดการพลัดพรากจากกัน เวลาเกิดความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็จะรับกับสภาพไม่ได้ จะต้องวุ่นวายใจ ต้องทุกข์ใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ เสียอกเสียใจ บางครั้งก็อาจจะทนอยู่ต่อไปไม่ได้ ถึงกับทำลายชีวิตของตนเองหรือทำลายชีวิตของผู้อื่นไปเลย ก็เพราะไม่มีธรรมะเป็นเครื่องป้องกันนั่นเอง เราจึงควรเจริญธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่เสมอๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าทำได้ทุกลมหายใจเข้าออกได้ยิ่งดีใหญ่ ทำไปจนติดอยู่กับใจของเรา เมื่อติดอยู่กับใจแล้วไม่ต้องเจริญก็ได้
แต่ในเบื้องต้นเราต้องอัดเข้าไปอยู่เรื่อยๆ จนไม่ลืมนั่นเอง ตอนนี้เรามักจะลืมกัน พอออกจากวัดไปก็ลืมแล้วว่าเราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากกัน เราก็เริ่มไปหลงคิดอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากจะมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ โดยไม่เคยคิดเลยว่า สักวันหนึ่งก็ต้องจากเราไป ถ้ามีธรรมะคอยเตือนสติเรื่อยๆแล้ว ก็จะรู้ว่าไม่ควรมีอะไรเลย ถ้าไม่อยากจะมีความทุกข์ใจ ก็อย่าไปมีอะไรดีกว่า เพราะถ้ามีแล้วก็ต้องคอยดูแลรักษา ต้องห่วงต้องหวง เวลาจากไปก็ต้องเสียอกเสียใจ จะต้องเกิดขึ้นกับพวกเราทุกคน ต่างกันที่ใจของพวกเราเท่านั้น ว่าจะมีปฏิกิริยากับเหตุการณ์ต่างๆอย่างไร ถ้ามีธรรมะเตือนสติอยู่เรื่อยๆ เวลาเกิดการเสื่อมขึ้นมาก็จะรู้สึกเฉยๆ ไม่วุ่นวาย ไม่เดือดร้อน แต่ถ้าไม่มีธรรมะคอยเตือนสติ คอยสอนใจอยู่เรื่อยๆ ก็จะหลงยึดติด อยากให้สิ่งต่างๆอยู่กับเราไปตลอด พอไม่อยู่ก็เศร้าโศกเสียใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ใครเป็นคนที่จะต้องรับภาระเหล่านี้ ก็คือตัวเราเอง ถ้าเราฉลาดเราก็ไม่ต้องมาทุกข์กับสิ่งเหล่านี้ ถ้าเราโง่ เราขี้เกียจ ไม่สอนใจเราอยู่เรื่อยๆ ด้วยธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า เมื่อถึงเวลาพลัดพรากจากกัน ก็จะต้องเศร้าโศกเสียใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ก็อย่าไปโทษใคร ต้องโทษตัวเราเอง เพราะไม่เคยสนใจศึกษา เอาธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเข้ามาสู่จิตใจ ด้วยการระลึกถึงอยู่เรื่อยๆ สอนใจอยู่เรื่อยๆ วันหนึ่งๆควรคิดอยู่เรื่อยๆว่าเกิดมาแล้วต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายเป็นธรรมดา หนีความแก่ หนีความเจ็บ หนีความตายไปไม่ได้ ต้องพลัดพรากจากทุกสิ่งทุกอย่างไปเป็นธรรมดา หนีไม่พ้น ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี ต้องคอยสอนเราอยู่เรื่อยๆ เป็นการเอาแสงสว่างเข้ามาสู่ใจ ที่มืดบอดด้วยอวิชชา ความไม่รู้ มืดบอดด้วยโมหะ ความหลง ให้หายไปหมด ที่ไหนมีแสงสว่างที่นั้นก็จะไม่มีความมืด ที่ไหนไม่มีแสงสว่างที่นั้นก็จะต้องมีความมืด เช่นตอนกลางคืนก็จะมีแต่ความมืดถ้าอยู่ที่ไม่มีแสงไฟ ตอนกลางวันก็ไม่มีความมืดเพราะมีแสงสว่างอยู่ตลอดเวลา ความมืดและความสว่างจึงไม่อยู่ร่วมกัน ฉันใดความโง่กับความฉลาดก็ไม่อยู่ร่วมกันฉันนั้น คนที่ฉลาดก็จะไม่โง่ คนที่โง่ก็จะไม่ฉลาด จะฉลาดที่แท้จริงก็ต้องฉลาดแบบพระพุทธเจ้า ฉลาดแบบพระอรหันตสาวกทั้งหลาย อย่าไปฉลาดแบบศรีธนญชัย ฉลาดแกมโกง คนที่ฉลาดแกมโกงจะเอาตัวไม่รอด จะต้องทุกข์กับทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนไปเกี่ยวข้องด้วย ฉลาดแบบพระพุทธเจ้า แบบพระอริยสงฆ์สาวก ก็จะไม่ทุกข์ไม่วุ่นวายใจกับสิ่งต่างๆ ที่ตนไปสัมผัสไปเกี่ยวข้องด้วย เพราะรู้ทัน เพราะไม่ได้หวังอะไร
ปัญหาของพวกเราก็คือความหวังความอยากนั่นเอง พอเจออะไรก็อยากจะได้แล้ว พอได้มาแล้วก็อยากจะให้อยู่ไปนานๆ ให้ดีเสมอ ไม่ให้เสีย ไม่ให้เน่า ไม่ให้สูญหายจากเราไป ถ้ามีความอยากเหล่านี้ก็จะมีเหตุที่จะสร้างความทุกข์ตามมาต่อไป แต่ถ้ามีธรรมะมีแสงสว่าง ก็จะรู้ว่าอยากไม่ได้ เพราะความจริงต้องเป็นอย่างนั้น อยากไม่แก่ไม่ได้ อยากไม่เจ็บไม่ได้ อยากไม่ตายไม่ได้ อยากไม่ให้คนที่เรารักไม่เจ็บไม่แก่ไม่ตายไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามความเป็นจริงของมัน ถ้ามีธรรมะแล้วใจก็จะสงบนิ่งเฉย เวลาที่สิ่งต่างๆเกิดขึ้นมา ไม่สะทกสะท้าน ไม่หวั่นไหว ไม่อยากกับอะไรทั้งสิ้น อะไรจะเกิดก็ต้องให้มันเกิด ถ้าป้องกันไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามเรื่องของมัน แต่ถ้ายังสามารถดูแลรักษาป้องกันหรือแก้ไขได้ ไม่ให้เกิดขึ้นก่อนเวลาอันควรก็ดูแลกันไป เช่นร่างกายของเรา ถึงแม้ว่าสักวันหนึ่งจะต้องเจ็บไข้ได้ป่วยและจะต้องตายจากโลกนี้ไป เราก็ยังสามารถดูแลรักษาได้ คอยกินยา คอยรับประทานอาหาร คอยออกกำลังกาย คอยระมัดระวังไม่ให้ไปเกิดอุบัติเหตุ เป็นสิ่งที่ทำได้เราก็ควรทำ ไม่ใช่ว่าเกิดมาแล้วต้องตายก็เลยไม่สนใจ อยู่แบบประมาท กินเหล้าเมายา ขับรถเร็วๆ อย่างนี้ก็ต้องตายก่อนเวลาอันสมควร อย่างนี้ไม่ถูก ต้องยึดทางสายกลาง จะประมาทก็ไม่ใช่ จะไม่ประมาทก็ไม่เชิง ต้องมีความระมัดระวัง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับความจริง เมื่อถึงเวลาที่จะต้องเป็นไปก็ต้องยอมรับความจริง ก็ให้มันเป็นไป
ถ้าทำอย่างนี้ได้จิตใจจะไม่วุ่นวาย ทั้งในขณะที่มีชีวิตอยู่และขณะที่จะต้องตายไป จิตใจของเราจะรู้สึกเฉยๆ สบายๆ เป็นอยู่เท่ากัน เพราะไม่มีทางเลือก ต้องเป็นอย่างนั้น เมื่อยังอยู่ก็ต้องอยู่ เมื่อถึงเวลาไปก็ต้องไป ไม่เหมือนอย่างอื่นที่เราเลือกได้ เช่นวันนี้เลือกจะมาวัดก็ได้ ไม่มาวัดก็ได้ แต่เรื่องความเป็นความตายนี้เราเลือกไม่ได้ เมื่อถึงเวลาที่จะต้องตายก็ต้องตาย เมื่อยังไม่ถึงเวลาก็ต้องอยู่ต่อไป มันเป็นอย่างนี้ นี้คือความจริง ถ้ามีธรรมะสอนใจอยู่เรื่อยๆแล้ว จะมีอาวุธไว้ป้องกันความทุกข์ต่างๆ ไม่ให้มารุมเร้า มาเบียดเบียน มาให้กังวลเดือดร้อนวุ่นวายใจ นี้คือสิ่งที่เราจะได้รับจากพระพุทธเจ้า จากพระอริยสงฆ์สาวก จากพระธรรมคำสอน ถ้ามีศรัทธาความเชื่อ
มีปสาทะความเลื่อมใส มีฉันทะความยินดี มีวิริยะที่จะศึกษาปฏิบัติ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ตามเยี่ยงอย่างที่ดีงาม ตามแบบฉบับที่สวยงาม ของพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย จึงควรหมั่นเข้าหาธรรมะอยู่เรื่อยๆ ศึกษาธรรมะอยู่เรื่อยๆ ดูโฆษณาของธรรมะอยู่เรื่อยๆ แล้วจะเกิดความศรัทธาปสาทะฉันทะวิริยะขึ้นมา ที่จะทำให้เราได้ปฏิบัติ ได้นำเอาธรรมะคำสอนอันประเสริฐของพระพุทธเจ้าเข้ามาสู่ใจ เอามาเป็นสมบัติคู่ใจ เมื่ออยู่กับใจแล้วรับรองได้ว่าความทุกข์ ความวุ่นวายใจต่างๆ จะไม่มีหลงเหลืออยู่ในใจอย่างแน่นอน จึงขอฝากเรื่องของการมาวัดอย่างสม่ำเสมอนี้ ให้ท่านทั้งหลายได้นำเอาไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อประโยชน์สุขที่จะตามมาต่อไป การแสดงก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้

Date Time : 2012-05-10 00:32:17 IP: 110.49.226.xxx
ลบ
ข้อความ
ผู้ Post
PicPost รูปไม่เกิน 100 Kb(jpg เท่านั้น)
   
พิมพ์รหัส กรอกรหัสตามที่เห็นด้วยครับ