กิฟฟารีน

กิฟฟารีน

ค้าหาภายในเว็บบอร์ดค้าหาภายในเว็บบอร์ด

อ่านกระทู้ทั้งหมด


สำลักอาหารเข้าโพรงจมูก วิธีล้างจมูก วิธีล้างจมูกเพื่อช่วยลดอาการภูมิแพ้ ไซนัส และนอนกรน

โดยปรกติแล้วหากมีเศษอาหารขนาดเล็ก หลุดขึ้นไปในโพรงจมูก จะสามารถออกมาได้เอง เพราะจะเกิดการระคายเคืองทำให้เกิดการจาม หรือจมูกจะมีน้ำมูกออกมาเพื่อขับสิ่งแปลกปลอมออกได้เอง

สำหรับอาการหูอื้อ และมึนศีรษะร่วมด้วย อาจเพราะมีการสั่งน้ำมูกแรง หรือบ่อย จึงทำให้เกิดอาการดังกล่าว

หากไม่แน่ใจ หรือสงสัยว่ายังมีเศษอาหารติดอยู่ แนะนำพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการ หรือตรวจด้วยการส่องกล้องเพิ่มเติม
From : Fortune Stars  
Email : IP : 118.174.165.239

ลบ



ยังมีหน้าต่อไปอีก >>> [ 1 ]         [ 2 ]         [ 3 ]        


ความคิดเห็นที่ 1 From : Fortune Stars
สิ่งแปลกปลอมในหู จมูก คอ โดย นายแพทย์ประสิทธิ์ ศรีสมบูรณ์
หัวข้อ

สิ่งแปลกปลอมในหู
สิ่งแปลกปลอมในจมูก
สิ่งแปลกปลอมในคอ หลอดอาหาร และทางเดินอาหารหายใจ
สิ่งแปลกปลอมในหู
สิ่งแปลกปลอมในหูพบในช่องหูชั้นนอกทั้งหมด เพราะแก้วหูป้องกันไม่ให้เข้าหูชั้นกลาง ยกเว้นผู้ที่แก้วหูทะลุ สิ่งแปลกปลอมอาจเข้าหูชั้นกลางได้ สิ่งแปลกปลอมที่เข้าหูแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
๑. สิ่งที่มีชีวิต ได้แก่ แมลงตัวเล็กๆ มักจะคลานเข้าไปหรือบินเข้าหูโดยบังเอิญ เช่น มดลูกแมลงสาบ ยุง หมัด เห็บ ไรจากสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ผู้ที่นอนตามพื้นที่มีแมลงมาก แมลงอาจคลานเข้าไป ผู้ที่เลี้ยงสุนัขบนบ้านให้ขึ้นบนที่นอน หมัดตกอยู่บนที่นอนเข้าหูได้ในระหว่างที่อุ้มสุนัขหรือแมวพาดบ่า หมัดจะคลานออกมาเข้าหู หมัดสุนัขเข้าหูนับว่ามีอันตรายได้มากเพราะจะคลานเข้าสู่ส่วนลึกของหู ใช้ปากที่มีเขี้ยวคมกัดช่องหูหรือแก้วหูไว้แน่นมาก และดูดเลือดเป็นอาหารสามารถมีชีวิตอยู่ในหูได้นาน ซึ่งจะพบมีสิ่งขับถ่ายออกมาติดเต็มแก้วหู บางรายมีลูกหมัดตัวเล็กๆ ออกมาจำนวนมาก เท่าที่พบหมัดสุนัขเป็นสิ่งที่มีชีวิตชนิดเดียวที่เกาะดูดเลือดอยู่ในหู ส่วนชนิดอื่นๆ เมื่อเข้าไปแล้วพยายามดิ้นหาทางออก
๒. สิ่งที่ไม่มีชีวิต ส่วนมากพบในเด็กซึ่งชอบหยิบสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ใกล้มือใส่เข้าหู เช่นเมล็ดผลไม้ เศษอาหาร เศษกระดาษ ยางลบ เศษก้อนดิน ก้อนหิน ลูกปัด ชิ้นส่วนของเล่นที่หัก ฯลฯ ในผู้ใหญ่มักเกิดจากอุบัติเหตุ เช่น แคะหูแล้วมีเศษไม้เศษสำลีติดในหู ปั่นหูด้วยขนนกจะมีเศษติดอยู่ แคะหูลึกเกินไปอาจจะแทงทะลุแก้วหู มีเศษไม้หักติดอยู่ใน หูชั้นกลาง เศษเหล็กจากการเชื่อมเหล็ก เศษลูกระเบิด และเศษลูกปืนซึ่งอาจฝังอยู่ในหูได้ลึกถึงหูชั้นใน
ผู้ป่วยที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าหู จะมีลักษณะอาการแตกต่างกันแล้วแต่ลักษณะของสิ่งแปลกปลอมนั้นๆ ดังนี้
๑. ไม่มีอาการอะไรเลย ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต
๒. พวกเศษพืช เมล็ดผลไม้ติดอยู่นานๆ ทำให้ช่องหูอักเสบ ปวด หนองไหล และหูตึง
๓. ชิ้นโต อุดแน่น ทำให้หูตึง
๔. สิ่งมีชิวิตคลานเข้าไปกระแทกช่องหูหรือแก้วหู รู้สึกรำคาญและเจ็บ หมัดสุนัขที่เกาะติดแน่นจะปวดมาก
๕. สิ่งของอาจกลิ้งไปมา หรือแมลงดิ้นไปมา ทำให้มีเสียงรำคาญในหู เวลาอ้าปาก หุบปากหรือเคี้ยวอาหาร จะมีเสียงดังขลุกขลักในหู
๖. เลือดออก พบในพวกที่ใส่ของแหลมเข้าไป หรือเกิดจากอุบัติเหตุ เศษเหล็ก เศษลูกระเบิดหรือลูกปืนที่เข้าในหูจะมีเลือดออกได้มาก
ถ้าสิ่งแปลกปลอมเป็นสิ่งที่มีชีวิต เช่น แมลงควรทำให้ตายเสียก่อน โดยใช้ของเหลวหยอดหูให้แมลงจมน้ำตาย ของเหลวที่ใช้จะเป็นอะไรก็ได้ที่หาได้แต่ต้องเป็นชนิดที่ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง เช่น ยา หยอดหู ยาหยอดตา น้ำเกลือ น้ำสะอาด น้ำมันพืช เมื่อแมลงตายแล้วใช้น้ำล้างออกหรือใช้คีมคีบออก
ถ้าเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต หากขนาดเล็กเอาออกโดยใช้น้ำสะอาดล้างหู ใช้เหล็กแคะหูเขี่ยออกหรือใช้คีมคีบออก ถ้าเป็นชิ้นโตคับช่องหูและรูปร่างกลม ห้ามใช้คีมเพราะจะคีบไม่ติดและจะดันลึกเข้าไปมากขึ้น
การป้องกัน สิ่งแปลกปลอมเข้าหูส่วนมากพบในเด็ก จึงต้องระมัดระวังในการเลี้ยงดูเด็ก เศษของต่างๆ ต้องเก็บทิ้งไม่ให้เด็กหยิบได้ ที่นอนต้องสะอาดปราศจากแมลงต่างๆ โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงไม่ควรให้ขึ้นบนที่นอนและต้องกำจัดหมัดหรือเห็บให้หมด เวลาอุ้มสัตว์เลี้ยงต้องระวังไม่ควรอุ้มพาดบ่า ถ้าจำเป็นต้องนอนบนพื้น เช่น กางเต็นท์นอนในป่า ควรใส่สำลีอุดช่องหูไว้ไม่ต้องแน่นนัก เพื่อป้องกันแมลงเดินเข้าหู แต่ยังให้เสียงผ่านและสามารถได้ยินเสียงต่างๆ ได้

[กลับหัวข้อหลัก]

สิ่งของที่อาจหลุดเข้าไปภายในหูได้

การป้องกันแมลงเข้าหูเวลานอน โดยใช้สำลีอุดหู

สิ่งแปลกปลอมในจมูก
สิ่งแปลกปลอมในจมูกส่วนมากพบในเด็ก โดยที่เด็กหยิบใส่เข้าไปเองทางรูจมูก ของที่โตกว่ารูจมูกจึงเข้าได้ยาก ที่พบบ่อยๆ ได้แก่ เมล็ดผลไม้ เช่น เมล็ดแตงโม พุทรา ละมุด ลำไย เศษยางลบกระดาษ สำลี ชิ้นส่วนของเล่น ลูกกระดุม ลูกปัด และเศษก้อนหิน ส่วนที่เข้าทางช่องจมูกด้านหลังที่พบได้ เป็นพวกเศษอาหาร ที่สำลักเข้าไป บาดแผลบริเวณจมูกหรือใบหน้าอาจมีเศษไม้ สะเก็ดระเบิด ลูกปืนติดอยู่ได้ ในผู้ใหญ่อาจพบนิ่วในจมูก ซึ่งบางรายก้อนโตมาก และขรุขระตามลักษณะโพรงจมูก
มีอาการหนองไหล มีกลิ่นเหม็นออกจากจมูกข้างเดียว เป็นอาการเฉพาะของสิ่งแปลกปลอมในจมูกเด็ก สำหรับผู้ใหญ่นอกจากหนองแล้วยังมีเลือดปนด้วย ต้องนึกถึงโรคมะเร็งของจมูกหรือไซนัสด้วย นอกจากนี้ยังมีอาการเลือดกำเดาไหล คัดจมูก เป็นแผลรอบๆ จมูก และอาจมีไข้ต่ำๆ หรือปวดศีรษะ
การได้ประวัติเด็กใส่ของเข้าจมูกจะช่วยในการฃวินิจฉัยได้มาก ถ้าไม่ได้ประวัติก็อาศัยอาการต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว ดูดหนองจากโพรงจมูกแล้วมักจะเห็นสิ่งแปลกปลอมได้ ถ้าเอกซเรย์โพรงจมูกจะเห็นสิ่งแปลกปลอมประเภทที่ทึบแสงรังสีได้ สิ่งแปลกปลอมส่วนมากจะติดอยู่บริเวณฐานของโพรงจมูกใต้กระดูกเทอร์บิเนตอันล่างซึ่งเป็นตำแหน่งที่แคบ ล้อมรอบด้วยกระดูกแข็ง อยู่ไม่ลึกนักและมองเห็นได้ง่าย ถ้าชิ้นเล็กอาจเข้าไปลึกมองเห็นยากและติดอยู่นาน ถ้าชิ้นเล็กและอยู่ลึก อย่าพยายามเอาออกเองควรไปพบแพทย์
การป้องกัน ควรระมัดระวังในการเลี้ยงดูเด็กเศษของต่างๆ ต้องเก็บทิ้งไม่ให้เด็กหยิบได้โดยเฉพาะเมล็ดผลไม้ต่างๆ ชิ้นส่วนของใช้หรือของเล่นที่แตกหักระหว่างการรับประทานอาหารอย่าหัวเราะ หรือเร่งรีบจนสำลักอาหาร ซึ่งเศษอาหารเข้าจมูกทางช่องด้านหลังจมูกได้

สิ่งแปลกปลอมที่พบบ่อยมากในจมูกเด็ก แพทย์กำลังแคะออก

สิ่งแปลกปลอมในคอ หลอดอาหาร และทางเดินอาหารหายใจ
ในการกลืนอาหารตามปกติ อาหารจะผ่านโคนลิ้นเข้าในคอ หลอดอาหารและกระเพาะอาหาร สิ่งแปลกปลอมจึงติดได้ตลอดทางเดินอาหารตั้งแต่โคนลิ้นต่อมทอนซิล ฝาปิดกล่องเสียง หลอดอาหารช่วงในคอ และส่วนที่อยู่ในช่องหน้าอก ทางเดินอากาศหายใจมีช่องร่วมกับทางเดินอาหารบริเวณคอ โดยมีฝาปิดกล่องเสียงและกล่องเสียงอยู่ทางด้านหน้าของหลอดอาหารในการกลืนอาหารตามปกติ กล่องเสียงจะถูกยกขึ้นมาชิดกับฝาปิดกล่องเสียงในเวลาเดียวกับการกลั้นหายใจเป็นการป้องกันไม่ให้อาหารตกลงในกล่องเสียง และหลอดลม สิ่งแปลกปลอมในทางเดินอากาศหายใจจึงเกิดขึ้นจากการสำลักอาหารจากการพูด สะอึก ไอจาม หรือหัวเราะในระหว่างที่อาหารอยู่ในปาก ฝาปิดกล่องเสียงจะเปิดพร้อมกับการหายใจเข้าอย่างแรง พา เอาสิ่งแปลกปลอมเข้ากล่องเสียง ติดในกล่องเสียง
หลอดลม หรือในปอด
เหตุการณ์ดังกล่าวพบได้ทุกอายุ ช่วงที่พบมากที่สุดคือระหว่างอายุ ๑-๑๐ ปี สิ่งแปลกปลอมที่พบมีทุกชนิด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นของกิน ส่วนอื่นๆ เป็นของใช้และของเล่นต่างๆ สิ่งแปลกปลอมที่พบบ่อยที่โรงพยาบาลศิริราช คือ
ในคอและหลอดลม พบเหรียญ ๒๕ สตางค์ ๕๐ สตางค์ ๑ บาท ก้างปลา กระดูกไก่ กระดูกเป็ดกระดูกหมู ลวด นอตเหล็ก ฟันปลอม ชิ้นเนื้อลูกชิ้น ไม้กลัด แหวน พระห้อยคอ เมล็ดเงาะ ระกำ และพุทรา ของแหลมพวกก้างปลาและกระดูกไก่จะติดที่โคนลิ้นและต่อมทอนซิลบ่อยที่สุด สตางค์ติดตรงปากทางเข้าหลอดอาหาร
ในทางเดินอากาศหายใจ ส่วนมากเป็นพวกเมล็ดพืช ได้แก่ น้อยหน่าและถั่วลิสงซึ่งพบบ่อยที่สุดส่วนอื่นๆ เป็นเมล็ดมะขาม ละมุด แตงโม พวกที่ไม่ใช่เมล็ดพืช ได้แก่ ก้างปลา กระดูกไก่ เกล็ดหรือครีบปลา ของเล่นพลาสติก เศษอาหาร ชิ้นเนื้อเข็มหมุด และเข็มกลัด ของแหลมติดบ่อยที่กล่องเสียง ของอื่นๆ ติดในหลอดลมข้างขวามากกว่าข้างซ้าย
สิ่งแปลกปลอมที่ติดในทางเดินอาหารมีมากกว่าในทางเดินอากาศหายใจ ในระยะเวลา ๖ ปี ที่โรงพยาบาลศิริราช (พ.ศ.๒๕๑๓-๒๕๑๘) มีติดในทางเดินอาหาร ๔๔๑ ราย ในระยะเวลา ๑๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๐๙-๒๕๑๘) มีติดในทางเดินอากาศหายใจเพียง ๑๔๐ ราย
สาเหตุ
๑. ความเผอเรอ เป็นต้นเหตุที่พบบ่อยที่สุด เช่น ปรุงอาหารมีก้างปลา กระดูกไก่ กระดูกเป็ด กินอาหารโดยไม่ระวังว่ายังมีก้างหรือกระดูกติดอยู่กลืนชิ้นโตเกินไป พูด คุย หรือหัวเราะระหว่างกินอาหาร ฟันปลอมหลุด ใช้ปากคาบเข็มหมุด เข็ม
เย็บผ้า หรือของใช้อื่นๆ
๒. อายุของเด็ก สิ่งแปลกปลอมติดมากที่สุดในเด็กช่วงอายุ ๑-๑๐ ปี เป็นระยะที่เด็กชอบหยิบ ของทุกชนิดที่ไม่ใช่อาหารเข้าปากจึงติดคอได้ เช่น เมล็ดน้อยหน่า ละมุด ถั่วลิสง เข็มหมุดห่อของขวัญ เข็มเย็บผ้า สตางค์ เศษของเล่นที่หัก เด็กหัวเราะระหว่างป้อนอาหาร เด็กยังไม่มีฟันกรามสำหรับเคี้ยวอาหารได้ละเอียด โยนของเข้าปากตามแบบผู้ใหญ่ เช่น ลูกอม อาจตกเข้าหลอดลม หายใจไม่ออกและตายในเวลาไม่กี่นาที ไม่มีทางช่วยทัน
๓. อื่นๆ เช่น อุบัติเหตุระหว่างทำฟันผ่าตัดในช่องปาก ดมยาสลบ อัมพาตของหลอดอาหาร ภาวะที่รีเฟล็กซ์การไอหมดไป การพยายามฆ่าตัวตายโดยกลืนสิ่งของ และผู้ป่วยโรคจิต โรคประสาทกลืนสิ่งของต่างๆ ได้มากมาย
อาการของผู้ป่วยขึ้นอยู่กับบริเวณที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปติดอยู่ดังนี้
ในทางเดินอาหาร มีอาการเจ็บคอโดยเฉพาะเวลาพูดหรือกลืนอาหารจะเจ็บมาก เจ็บแปลบๆ ในคอ ถ้าเป็นของชิ้นโตจะกลืนอาหารลำบากหรือกลืนไม่ลงเลย น้ำลายออกมาก อาเจียนหลังกลืนอาหาร และเจ็บบริเวณหน้าอก
ในกล่องเสียง ถ้าชิ้นโตจะอุดแน่นหายใจไม่ออก หอบ ตัวเขียว ทุรนทุราย ตายในเวลาไม่กี่นาที ถ้าชิ้นเล็กจะมีอาการเจ็บคอ ไอ เสียงแหบหรือหายใจมีเสียงดัง
ในหลอดลม อาการเริ่มแรกจะไออย่างรุนแรงเสียงดังกังวาน หายใจเสียงดัง หายใจลำบากคล้ายหอบหืด ไอมีเสมหะปนเลือดหรือหนอง รายที่ติดนานๆ มีอาการของโรคแทรกซ้อน คือ อาการของโรคปอดบวม ปอดแฟบ ถุงลมโป่งพอง อากาศในโพรงเยื่อหุ้มปอด ฝีในปอด หนองในโพรงเยื่อหุ้มปอด ฝีหรือหนองในเมดิแอสทินัม (mediastinum)สรุปคือมีอาการเหมือนกับโรคของระบบทางเดินอากาศ หายใจได้ทุกโรค
การวินิจฉัยอาศัยจากสิ่งต่อไปนี้
๑. มักจะได้ประวัติกลืนอาหารแล้วติดคอหรือสำลักอาหาร
๒. ตรวจร่างกาย ถ้าติดที่โคนลิ้น ต่อมทอนซิล และในคอ จะเห็นได้ง่าย
๓. เอกซเรย์ ถ้าเป็นของทึบแสงจะเห็นได้ง่าย เช่น สตางค์ เหล็ก ก้างปลา หรือกระดูกชิ้นโต
๔. ตรวจส่องดูด้วยกล้องส่องกล่องเสียงหลอดลม หรือหลอดอาหาร
สิ่งแปลกปลอมติดในทางเดินอาหารหรือทางเดินอากาศหายใจมีมานานแล้ว สมัยก่อนไม่มีเครื่องมือที่จะคีบออก การรักษาเป็นแต่เพียงเฝ้าดูผู้ป่วย รอจนกว่า จะหลุดออกมาเองหรือจะละลายหายไปเอง บางคนตายฃก่อนมาถึงโรงพยาบาล หรือบางคนตายจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ เนื่องจากสิ่งของติดเน่าอยู่ในที่ต่างๆ โรงพยาบาลศิริราชเปิดรักษาผู้ป่วยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ (โรงศิริราชชพยาบาล) นับแต่นั้นมาเป็นเวลาเกือบ ๖๐ ปี คือ ใน พ.ศ. ๒๔๙๐ แพทย์ไทยสามารถคีบชิ้นมันแกวออกจากหลอดอาหารในผู้ป่วยอายุ ๖๐ ปี ได้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย นับแต่นั้นมา ได้มีการคีบสิ่งแปลกปลอมออกมากขึ้น แต่ละปีจะคีบออกประมาณ ๑๐๐- ๑๒๐ ชิ้น สิ่งแปลกปลอมติดตามที่ต่างๆ สามารถคีบออกได้โดยใช้กล้องส่องกล่องเสียง หลอดลม หรือหลอดอาหาร โดยใส่กล้องผ่านเข้าทางปากแล้วใช้คีมคีบที่เหมาะสมดึงออกได้โดยตรง มีน้อยกว่าร้อยละ ๑ ที่จะต้องใช้การผ่าตัดเอาออก ในผู้ใหญ่ส่วนมากจะคีบออกได้โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ แต่สำหรับในเด็กนั้นต้องดมยาสลบ สิ่งแปลกปลอมที่หลุดจากหลอดอาหารเข้าในกระเพาะอาหารแล้ว จะขับถ่ายออกมาเองโดยไม่ต้องคีบออกหรือผ่าตัดเอาออกทางหน้าท้อง
การป้องกัน
๑. เลี้ยงดูเด็กเล็กโดยเฉพาะเด็กอายุ ๑-๑๐ ปีด้วยความระมัดระวัง
๒. สั่งสอนอบรมเด็กอย่าให้หยิบของที่ไม่ใช่อาหารเข้าปาก
๓. ไม่ทำตัวอย่างที่ไม่ดีให้เด็กดู เช่นโยนของเข้าปาก ใช้ปากอมสตางค์ เข็มหมุด หรือเข็มเย็บผ้า
๔. ไม่หัวเราะระหว่างกินอาหาร
๕. กินอาหารด้วยความระมัดระวังเรื่องเศษก้างปลา กระดูก เปลือกไข่ เป็นต้น
๖. กินผลไม้ต้องระวังเมล็ด ไม่เผลอกลืนเข้าไป ไม่ทิ้งเมล็ดไว้ให้เด็กหยิบได้
๗. ระมัดระวังในการปรุงอาหาร ไม่ให้มีก้าง กระดูก เศษของแข็งติดอยู่
๘. ระวังและคอยดูแลอาหารเด็กเล็กที่ยังไม่มีฟัน ไม่สามารถเคี้ยวให้ละเอียดได้
Date Time : 2011-03-10 22:05:41 IP: 118.174.165.239

ลบ



ความคิดเห็นที่ 2 From : Fortune Stars
การล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออุ่น

คือ การทำความสะอาดโพรงจมูกโดยการฉีด หรือหยอดน้ำเกลืออุ่นๆ เข้าไปในโพรงจมูก และหลังโพรงจมูก เพื่อให้โพรงจมูก และบริเวณรูเปิดของไซนัสโล่ง
การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นวิธีที่แพทย์ทั่วโลกแนะนำให้ใช้มาหลายศตวรรษ โดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้ยา
การล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออุ่น มีประโยชน์
• บรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ทั้งที่ไหลออกมาข้างนอกและไหลลงคอ
• ช่วยลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้จากมูลไรฝุ่น โดยเฉพาะการล้างจมูก ภายหลังจากตื่นนอนตอนเช้าในผู้ป่วย โรคเยื่อบุจมูกอักเสบภูมิแพ้
• ให้ความชุ่มชื้น และบรรเทาอาการระคายเคืองในโพรงจมูก เช่น หลังจากที่อยู่ในบริเวณที่อากาศแห้ง เต็มไปด้วยฝุ่นละอองหรือควัน
• ช่วยลดจำนวน เชื้อโรค ของเสีย สารก่อภูมิและสารที่เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายที่มีต่อสารก่อภูมิแพ้
• ช่วยชะล้างเอาน้ำมูก(เหนียวข้น) หนอง สิ่งสกปรกในจมูก ซึ่งเกิดจากการอักเสบในโพรงจมูกและไซนัส หรือ คราบสะเก็ดแข็งของเยื่อบุจมูก หลังจากการผ่าตัดจมูกและไซนัส หรือ หลังการฉายแสง
• บรรเทาอาการคัดจมูก ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ยาแก้หวัด เช่นสเปรย์ฉีดจมูก หรือยาหยอดจมูก ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
• บรรเทาความบวมจากการตั้งครรภ์
• การล้างจมูกก่อนใช้ยาพ่นจมูกจะทำให้ยาสัมผัสกับเยื่อจมูกได้มากขึ้น ออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น

ข้อควรระวังในการล้างจมูกด้วยน้ำอุ่น
• ไม่ควรฉีดล้างน้ำเกลือด้วยความแรงเข้าไปในโพรงจมูก
• ควรสั่งน้ำมูกเบาๆ ภายหลังการล้างจมูก
• ไม่ควรปิดรูจมูกข้างใดข้างหนึ่งขณะสั่งน้ำมูก เพราะจะทำให้หูอื้อ
• ถ้าเด็กไม่ร่วมมือ หรือเป็นเด็กเล็ก ไม่ควรล้างจมูกด้วยวิธีนี้ เพราะอาจจะทำให้เด็กสำลักน้ำเกลือได้
• ไม่ควรใช้น้ำเปล่า หรือน้ำต้มสุกในการล้างจมูก หรือ น้ำเกลือที่มีส่วนผสมน้อยกว่า 0.9% เพราะอาจทำให้ เยื่อบุโพรงจมูกดูดซึมน้ำจากน้ำเกลือ ส่งผลให้เนื้อเยื่อบวมอักเสบได้ ในทางกลับกันการใช้น้ำเกลือ 1% (ซึ่งแพทย์แนะนำให้ปฏิบัติในบางครั้ง) มักจะทำให้เนื้อเยื่อหดตัวลงเล็กน้อย ส่งผลให้การหายใจสะดวกขึ้น โดยทำให้อากาศไหลเวียนผ่านรูจมูกได้ดีขึ้น
• การใช้น้ำเกลือที่มีอุณหภูมิไม่เหมาะสมกับเยื่อบุจมูก อาจทำให้เกิดการคัดจมูกหลังการล้างได้ ควรใช้น้ำเกลือที่มี อุณภูมิใกล้เคียงกับอุณภูมิในร่างกาย สามารถทดสอบได้โดย อุ่นในขนาดที่หลังมือทนได้
• ไม่ควรล้างจมูกในช่วงที่จมูกมีเลือดออกหรือในกรณีที่แพทย์ไม่แนะนำให้ล้างจมูก รวมทั้งคนที่มีอาการโรคหูติดเชื้อ หรือ โรคหูอื่นๆควรปรึกษาแพทย์ก่อนการล้าง
• หลังการล้างจมูก อาจมีน้ำเกลือหลงเหลืออยู่ในจมูก ซึ่งอาจไหลออกมาในอีก 2-3 ชั่วโมงข้างหน้า การผงกหัวไปข้างหน้าและการหันหน้าไปมา หลังจากการล้างจมูกจะช่วยให้น้ำเกลือที่คงเหลือ อยู่ออกมาหมด หากว่าโพรงจมูกของท่านอุดตันมาก น้ำเกลืออาจไหล ไปถึงโพรงไซนัสและอาจหยดออกทางตาได้บ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อันตรายไม่ต้องวิตกกังวล และสามารถป้องกันได้โดยการฉีดน้ำเกลือให้ไหลช้าลง
วิธีทำความสะอาดอุปกรณ์ล้างจมูก
ล้างอุปกรณ์ที่ใช้ล้างจมูก ให้สะอาดหลังการใช้ ทุกครั้งด้วยน้ำสบู่ หรือน้ำยาล้างจานแล้วล้างด้วยน้ำประปาจนสะอาด และผึ่งให้แห้ง
ควรล้างจมูกมากน้อยแค่ไหนและบ่อยแค่ไหน
ใช้ 1 หรือ 2 หลอดฉีด สำหรับจมูกแต่ละข้าง อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ช่วงตื่นนอนตอนเช้า และ ก่อนนอน หรือรู้สึกว่ามีน้ำมูกแน่นจมูกหรือก่อนการอบจมูกด้วยไอน้ำเดือด หรือการพ่นยาจมูกทุกครั้ง
การล้างโพรงจมูกด้วยน้ำเกลือนั้นปลอดภัยหรือไม่?
การล้างโพรงจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นวิธีที่ปฏิบัติกับมาแต่โบราณ ซึ่งวิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่แพทย์ทั่วโลกแนะนำให้ใช้มาหลายศตวรรษ
การล้างจมูกมีอันตรายหรือไม่
การล้างจมุกอย่างถูกต้องบ่อยๆ จะไม่เกิดโทษ หรืออันตรายต่อจมูกหรือร่างกาย ในทางตรงข้าม จะมีประโยชน์โดยช่วยล้างน้ำมูก และสิ่งสกปรกที่คั่งค้างอยู่ในโพรงจมูกออก ถ้าล้างเพิ่มได้ก็ควรจะทำ
แนะนำให้ล้างจมูกก่อนรับประทานอาหาร (ขณะท้องว่าง) หรือหลังรับประทานอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อป้องกันการอาเจียนหรือสำลักอาหาร
Date Time : 2011-03-10 22:12:42 IP: 118.174.165.239

ลบ



ความคิดเห็นที่ 3 From : Fortune Stars

อาการสำลักรุนแรง
อาการสำลักมักเกิดจากอาหารหรือสิ่งแปลกปลอมลงไปกีดขวางทางเดินหายใจ ทำให้ผู้ที่สำลักไม่สามารถพูด ไอ หรือหายใจได้ ซึ่งหากช่วยเหลือไม่ทันอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

วันนี้ทีมงาน Life & Family มีวิธีปฏิบัติ และวิธีรับมือเมื่อคนในบ้านเกิดอาการสำลักจากศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง โรงพยาบาลกรุงเทพมาฝากกันครับ

ความรุนแรง หรืออันตรายของการสำลักมีดังนี้

- ตำแหน่งที่เกิดการอุดตัน เช่น เกิดการอุดตันเหนือบริเวณสายเสียง สิ่งอุดตันก็จะหลุดได้ง่ายกว่าบริเวณที่ต่ำกว่า

- หากขนาดของสิ่งที่ไปอุดตันมีขนาดใหญ่มากก็จะสามารถหลุดออกได้ยาก

- ถ้าเป็นการอุดตันเพียงบางส่วน สิ่งที่เข้าไปอุดก็จะหลุดออกมาได้ง่ายกว่า เช่น หมากฝรั่งที่เหนียวก็จะหลุดได้ยากกว่าเมล็ดผลไม้

- ระยะเวลาที่มีการอุดตัน หากนานเกินไปก็จะเป็นอันตรายมาก เนื่องจากสิ่งอุดตันจะทำให้เยื่อบุท่อทางเดินหายใจมีอาการบวมและเกร็งตัว

อาการของคนสำลักที่สังเกตได้

- ผู้ที่สำลักมักจะใช้มือจับไปที่คอของตนเอง

- ผู้ที่สำลักหายใจไม่ออก ไอ หรือหายใจไม่ได้

- ผู้ที่สำลักไม่สามารถพูดได้

- ผู้ที่สำลักไม่สามารถไอ เพื่อให้อาหารหรือสิ่งแปลกปลอมออกมาได้

- ริมฝีปาก และหน้าเปลี่ยนสี

- ผู้ที่สำลักหมดสติ เป็นลม

การสำลักนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากมีสิ่งกีดขวางทางเดินหายใจและมักเป็นสาเหตุของการตายที่พบได้บ่อย ดังนั้น การช่วยเหลือผู้ที่สำลักมีวิธีการเบื้องต้นดังต่อไปนี้

หากผู้ที่สำลักไม่สามารถไอได้เอง หรือได้พยายามไอแล้ว และไม่ได้ผล ควรทำการตบแรง ๆ ที่บริเวณหลังของผู้สำลัก เพื่อกระตุ้นให้เกิดการไอ ควรทำซ้ำ 5 ครั้ง หากสิ่งแปลกปลอมยังไม่ออก วิธี Heimlich Maneuver สามารถปฏิบัติได้ในผู้ใหญ่ หรือเด็กที่มีอายุมากกว่า 1 ขวบขึ้นไป

1. ให้ผู้ป่วยยืนขึ้น

2. ยืนข้างหลังผู้ป่วยโดยให้ขาข้างหนึ่ง อยู่ระหว่างขาทั้ง 2 ข้างของผู้ป่วย เพื่อพยุงผู้ป่วยในกรณีที่หมดสติ

3. ควรแจ้งให้ผู้ป่วยทราบว่า กำลังจะให้ความช่วยเหลือ

4. ใช้แขนทั้ง 2 ข้าง โอบรอบเอวผู้ป่วย ควรระวังอย่าให้แขนอยู่บริเวณกระดูกซี่โครง เนื่องจากอาจมีผลทำให้ซี่โครงหักได้

5. กำมือข้างหนึ่ง โดยให้นิ้วหัวแม่มืออยู่ชิดกับตัวผู้ป่วย ในบริเวณที่เหนือสะดือขึ้นมาเล็กน้อย และอยู่ใต้ข้อต่อกระดูกแผงหน้าอก

6. ใช้มืออีกข้างจับมือข้างที่กำเอาไว้

7. ออกแรงดันมือที่กำไว้ขึ้นมาทางด้านบนอย่างรวดเร็ว และควรออกแรงให้มากพอที่จะดันสิ่งแปลกปลอมออกมา

8. ในการออกแรงดันนั้น จะช่วยทำให้กระบังลมดันให้อากาศออกมาจากปอดของผู้ป่วย ทำให้เกิดลักษณะที่คล้ายกับการไอ

9. ออกแรงพยุงผู้ป่วยไว้ เนื่องจากผู้ป่วยอาจหมดสติหากไม่ได้ผล

10. ควรทำซ้ำได้ถึง 5 ครั้ง หากไม่ได้ผลต้องรีบทำการกู้ชีพทันที และควรเรียกรถพยาบาลโดยด่วน

ข้อควรระวัง

- ไม่ควรใช้วิธี Heimlich maneuver หากไม่แน่ใจว่าเป็นการสำลัก

- ในกรณีที่ผู้ป่วยหมดสติไปแล้ว ควรเรียกรถพยาบาลโดยด่วน และเริ่มทำการกู้ชีวิต CPR เป่าปาก ปั๊มหัวใจหากมีหัวใจหยุดเต้นทันที

- ในหญิงมีครรภ์ และคนอ้วน สามารถใช้วิธี Heimlich maneuver โดยใช้กำปั้นกดหน้าทองบริเวณใต้ลิ้นปี่ พร้อมกับการตบหรือทุบหลัง แรงพอที่จะช่วยเพิ่มแรงดันในช่องอกและทางเดินหายใจ ทำให้สิ่งอุดตันนั้นถูกขับออกมาได้และควรทำซ้ำถ้าสิ่งอุดตันยังไม่หลุดออกมา

สำหรับในกรณีที่เกิดขึ้นกับเด็กเล็ก มีข้อแนะนำง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

- วางเด็กคว่ำลงบนแขน และวางแขนนั้นลงบนหน้าตัก ให้ศีรษะของเด็กอยู่ต่ำ

- เคาะหลัง 5 ครั้งติดต่อกัน แถวกึ่งกลางระหว่างกระดูกสะบักทั้งสองข้าง

- พลิกเด็กให้หงายบนแขนอีกข้าง ซึ่งวางบนหน้าตัก ให้ศีรษะอยู่ต่ำ แล้วกดหน้าอกโดยใช้ 2 นิ้วกดบนกระดูกหน้าอกในตำแหน่งที่กว่าเส้นลากระหว่างหัวนมทั้งสองข้างลงมาหนึ่งความกว้างนิ้วมือ

- ทำซ้ำจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา หรือจนเด็กหมดสติ หากเด็กหมดสติ ให้ทำการประเมินการหายใจ การเต้นชีพจร และให้การช่วยเหลือการหายใจสลับกับการเคาะหลัง และกดหน้าอก

อาการสำลักถึงแม้บางครั้งจะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้ามีอาการรุนแรง และไม่รู้วิธีรับมือ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
Date Time : 2011-09-07 08:38:01 IP: 115.87.23.78

ลบ



ความคิดเห็นที่ 4 From : Fortune Stars
ภาวะสำลักส่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

(ปัญหาสำลัก) สิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายเป็นปัญหาที่มีความสำคัญและอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิต ได้ มักพบในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ซึ่งเป็นวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็น สนใจชอบค้นคว้า ทดลองด้วยตนเอง จึงมักเอาสิ่งแปลกปลอมใส่ไปในช่องต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะช่องทางเดินหายใจอันได้แก่ รูจมูก และปาก ประกอบกับฟันกรามที่ยังขึ้นไม่ครบสมบูรณ์ทำให้ไม่สามารถบดเคี้ยวอาหารชิ้นโต ให้ละเอียดเพียงพอ จึงอาจเกิดการสำลักในระหว่างรับประทานอาหาร และวิ่งเล่นไปด้วย

ในผู้ใหญ่สามารถเกิดปัญหาสำลักได้เช่นเดียวกัน เมื่อผู้ป่วยพยายามจะทำกิจกรรมหลายๆอย่างในขณะกินอาหาร เช่น พูด, หัวเราะ เป็นต้น บางครั้งฟันปลอมที่ยึดติดไม่แน่นพอ อาจเลื่อนหลุดลงสู่ทางเดินหายใจหรือทางเดินอาหารโดยไม่ได้ตั้งใจเช่นเดียวกับปัญหาที่เกิดตามหลังการสำลัก

1. ทำให้เกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก ซึ่งทางเดินหายใจมีขนาดเล็กอยู่แล้ว การอุดกั้นแม้เพียงเล็กน้อย อาจทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
2. เกิดการอุดกั้นของหลอดลมส่วนปลาย ทำให้เกิดภาวะปอดแฟบ ปอดพอง หรือหอบหืดได้
3. เกิดการอุดกั้นการระบายของเสมหะในทางเดินหายใจ ทำให้เกิดปัญหาการอักเสบติดเชื้อตามมาเช่น ปอดอักเสบ , หลอดลมอักเสบ เป็นต้น
4. สิ่งแปลกปลอมบางชนิดเช่น ถ่านนาฬิกา, ถ่านเครื่องคิดเลข เมื่อตกค้างในทางเดินหายใจจะทำปฏิกิริยากับเสมหะหรือสิ่งคัดหลั่งต่างๆ เกิดเป็นสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นด่างเข้มข้น รั่วซึมออกจากตัวถ่าน ทำให้เกิดการทำลายของเนื้อเยื่อข้างเคียงอย่างรุนแรง จนบางครั้งเกิดการทะลุของอวัยวะภายในเข้าสู่ช่องอกเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ภาวะฉุกเฉินกรณีทางเดินหายใจอุดกั้น
เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจผู้ป่วยจะมีอาการ สำลัก ไออย่างรุนแรง และมีอาหารหายใจลำบากได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาด รูปร่างและตำแหน่งของสิ่งแปลกปลอม สิ่งแปลกปลอมขนาดใหญ่มักติดค้าง และเกิดการอุดตันในระดับของกล่องเสียงหรือหลอดลมส่วนต้น ทำให้เกิดการอุดกั้นของทางเดินหายใจอย่างสมบูรณ์และเฉียบพลัน ผู้ป่วยมักมีประวัติสำลักในขณะรับประทานอาหาร กุมฝ่ามือไว้ที่ลำคอ พูดไม่มีเสียง กระสับกระส่าย หายใจไม่เข้า ริมฝีปากเขียวคล้ำ ภาวะนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินเนื่องจากผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่นาที แนะนำให้ใช้วิธีของ Heimlich ช่วยเหลือผู้ป่วยโดยในผู้ใหญ่ หรือเด็กโต ให้ทำในท่านั่งหรือยืนโน้มตัว ไปทางด้านหน้าเล็กน้อย ผู้ช่วยเหลือเข้าทางด้านหลัง ใช้แขนสอดสองข้างโอบผู้ป่วยไว้ มือซ้ายประคองมือขวาที่กำมือวางไว้ที่ใต้ลิ้นปี่ ดันกำมือขวาเข้าใต้ลิ้นอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดแรงดันในช่องท้อง ดันเข้าใต้กระบังลมผ่านไปยังช่องทรวงอก เพื่อดันให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออกจากกล่องเสียง ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปีอาจใช้วิธีตบหลังหรือใช้ฝ่ามือวางลงบนทรวงอก แล้วใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดลงบริเวณใต้ลิ้นปี่

ข้อพึงระวัง
1. ไม่แนะนำให้ใช้นิ้วมือกวาดไปในลำคอเด็ก เนื่องจากอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมเคลื่อนตัวไปสู่ตำแหน่งที่มีการอุดกั้นมากขึ้น
2. วิธีของ Heimlich ดังกล่าวควรใช้ในกรณีฉุกเฉินที่ผู้ป่วยมีการอุดกั้นของทางเดินหายใจอย่างสมบูรณ์เท่านั้นและผู้ช่วยเหลือควรมีความชำนาญพอสมควร ในกลุ่มผู้ป่วยที่ยังพอมีสติ หายใจเองได้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลมากกว่า เนื่องจากการตัดสินใจใช้วิธีดังกล่าวในผู้ป่วยที่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจอย่างสมบูรณ์ อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่าเดิม ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์พิจารณาให้การรักษา และนำสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจด้วยวิธีที่เหมาะสม ปลอดภัย ได้แก่การดมยาสลบและใช้กล้องส่องตรวจทางเดินหายใจ
3. สิ่งแปลกปลอมขนาดเล็ก อาจมีอาการไม่ชัดเจนและเกิดผลแทรกซ้อนเช่นปอดอักเสบ หอบหืด หลังการสำลักนานเป็นวันถึงสัปดาห์ได้ พี่เลี้ยงเด็กหรือตัวเด็กเองอาจกลัวถูกตำหนิหรือทำโทษจึงปกปิดประวัติการสำลักสิ่งแปลกปลอมไว้

คำแนะนำเพื่อป้องกันการสำลักสิ่งแปลกปลอม
1. เลือกชนิดและขนาดของอาหารที่เหมาะสมให้แก่เด็กในวัยต่างๆ เพื่อป้องกันการสำลักอาหารและไม่ควรป้อนอาหารเด็กในขณะที่เด็กกำลังวิ่งเล่นอยู่
2. เลือกชนิด รูปร่างและขนาดของของเล่นให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก รวมทั้งจัดเก็บสิ่งของที่อาจเป็นอันตราย ให้ปลอดภัยจากการหยิบฉวยของเด็ก
3. สำหรับในผู้ใหญ่ที่มีปัญหาเรื่องฟัน จะต้องปรึกษาทันตแพทย์เพื่อจัดหาฟันปลอมที่เหมาะสม เลือกรับประทานอาหารที่ไม่ต้องบดเคี้ยวรุนแรงมาก ขนาดชิ้นอาหารที่พอเหมาะ และควรถอดฟันปลอมออกก่อนเข้านอน

คำแนะนำในกรณีที่เกิดการสำลักสิ่งแปลกปลอม
1. รับนำส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ทันที
2. งดน้ำ งดอาหารผู้ป่วยทันทีที่เกิดการสำลัก
3. กรณีเป็นเด็ก ให้สอบถามผู้อยู่ในเหตุการณ์ว่า เด็กเกิดการสำลักในขณะทำอะไรอยู่ เช่นกินอาหาร ขนม เล่นของเล่น เป็นต้น พร้อมทั้งนำตัวอย่างของอาหาร ขนม สิ่งแปลกปลอมที่สงสัยมาด้วยเพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนการรักษาของแพทย์

Date Time : 2011-09-07 08:44:45 IP: 115.87.23.78

ลบ



ความคิดเห็นที่ 5 From : Fortune Stars


Date Time : 2011-09-07 09:01:11 IP: 115.87.23.78

ลบ


ยังมีหน้าต่อไปอีก >>> [ 1 ]         [ 2 ]         [ 3 ]        


ข้อความ
ผู้ Post
PicPost รูปไม่เกิน 100 Kb(jpg เท่านั้น)
   
Captcha
PjGXDgz34ReP

รหัส
กิฟฟารีน