กิฟฟารีน

กิฟฟารีน

ค้าหาภายในเว็บบอร์ดค้าหาภายในเว็บบอร์ด

อ่านกระทู้ทั้งหมด


การหายใจที่ถูกต้องเพื่อสุขภาพ และการรักษาโรค

การหายใจที่ถูกต้อง

คู่มือการฝึกการบริหารการหายใจและการออกกำลังกายแบบแอโรบิคเพื่อสุขภาพปอด

เรียบเรียง: ศ.เกียรติคุณสุภรี สุวรรณจูฑะ
โครงการส่งเสริมและฟื้นฟูสมรรถภาพปอดเด็ก
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี


การบริหารการหายใจเพื่อสุขภาพปอด (Breathing Exercise to promote healthy lung)

เท่าที่สังเกตพบ ยังมีบุคคลอีกเป็นจำนวนมากที่ยังไม่รู้จักวิธีการบริหารการหายใจ หรือการฝึกการหายใจที่ถูกต้อง ทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนถูกใช้มากกว่าปกติ และบางส่วนแทบจะไม่ได้ใช้เลย เช่น กล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อของทรวงอกส่วนบน ซึ่งถ้าบุคคลเหล่านี้ได้เรียนรู้วิธีการหายใจที่ถูกต้องก็จะช่วยให้หายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในขณะปกติ และเมื่อมีพยาธิสภาพเกิดขึ้นก็จะช่วยให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บและกลับมีสุขภาพปอดที่แข็งแรงขึ้นในเร็ววัน

โรคของระบบหายใจที่พบได้ไม่น้อย และจะได้รับประโยชน์อย่างยิ่งจากการบริหารการหายใจ ได้แก่ โรคภูมิแพ้ของระบบหายใจ, โรคทางเดินหายใจอักเสบเรื้อรัง เช่น โรคหวัดเรื้อรัง, ไซนัสอักเสบ, หอบหืด, โรคหลอดลมอักเสบ, โรคปอดอักเสบในระยะที่เริ่มฟื้นตัว, โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และโรคหลอดลมโป่งพอง เป็นต้น

วัตถุประสงค์ของการบริหารการหายใจ
(Breathing exercise) ให้ถูกวิธีนั้นก็เพื่อจะช่วยให้บุคคลทั่วไปได้รับประโยชน์ดังต่อไปนี้

1. รู้จักวิธีการหายใจที่ถูกต้อง เพื่อให้ปอดขยายตัวและหดตัวได้ดี และมีจังหวะการหายใจที่ สม่ำเสมอโดยใช้แรงน้อยที่สุด
2. คุ้นเคยกับการออกกำลังกายและฝึกทำจนเป็นกิจวัตรในขณะปกติ ซึ่งเมื่อเกิดเป็นโรคขึ้นก็จะ สามารถช่วยให้อาการของโรคที่เป็นอยู่มีความรุนแรงน้อยลงและหายเร็วขึ้น โดยช่วยให้สามารถไอ และขับเสมหะออกมาได้ดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการหอบเหนื่อยลงได้
3. มีลักษณะท่าทางที่ดี (Good posture)
4. เกิดความมั่นใจและมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรคภัยที่เบียดเบียนอยู่

ท่าที่ 1 ท่าหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อท้อง
ประโยชน์

การบริหารการหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องหรือกระบังลม (Abdominal or Diaphragmatic breathing) เป็นการหายใจที่ใช้กำลังน้อยที่สุด และได้ลมเข้าออกจากปอดมากที่สุด

การเตรียมตัวขั้นต้น

นอนหงายกับพื้น วางต้นแขนทั้งสองข้างแนบลำตัว วางมือบนหน้าอกและหน้าท้อง งอเข่าทั้งสองข้างขึ้นในท่าที่สบาย

ฝึกหายใจเข้า

ให้สูดหายใจเข้าลึกๆ ทางจมูกให้หน้าท้องป่องออก หัดทำอย่างนี้ 2-3 ครั้งจนชำนาญ ถ้าหายใจถูกต้อง หน้าท้องจะป่องออกและหน้าอกจะมีการเคลื่อนไหวน้อยมาก โดยเฉพาะส่วนบนสังเกตจากการยกขึ้นของมือทั้งสองที่วางทาบไว้

ฝึกหายใจออก

ผ่อนลมหายใจออกเบาๆ ผ่านทางไรฟันในขณะที่ริมฝีปากเผยออกเพียงเล็กน้อย ให้ระยะเวลาของการหายใจออกเป็นประมาณ 3 เท่าของระยะเวลาหายใจเข้า จะเห็นว่ามือที่วางทาบอยู่บนหน้าท้องเคลื่อนลง ส่วนมือที่วางอยู่บนหน้าอกจะเคลื่อนไหวน้อยมาก นี่คือการหายใจออกโดยกล้ามเนื้อกระบังลมและกล้ามเนื้อหน้าท้อง ควรหัดทำแบบนี้ซ้ำหลายๆ ครั้ง จนแน่ใจว่าสามารถหายใจเข้าและออกโดยวิธีดังกล่าวซึ่งการหายใจดังกล่าวนี้จะใช้ในทุกท่าของการบริหารที่จะทำต่อไป

ท่าที่ 2 ท่าหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อทรวงอกด้านข้าง
ประโยชน์

ช่วยเพิ่มความสามารถในการเคลื่อนไหวทรวงอกให้มากขึ้น และช่วยในการขับเสมหะ
วางฝ่ามือทั้ง 2 ข้างลงบนสีข้างของทรวงอกส่วนล่าง หายใจเข้าและหายใจออกโดยวิธีการดังกล่าว ให้บริเวณทรวงอกและชายโครงส่วนล่างโป่งออกในช่วงหายใจเข้าและยุบลงให้มากที่สุด ในช่วงหายใจออกเมื่อชำนาญแล้วใช้มือกดเบาๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อได้ออกแรงมากขึ้น ขณะหายใจเข้าและเพื่อให้ลมออกจากปอดส่วนล่างให้มากที่สุดในขณะหายใจออก

ท่าที่ 3 ท่าหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อทรวงอกส่วนบน
ประโยชน์

เพื่อให้ลมออกจากส่วนนี้ให้มากที่สุด และให้ทรวงอกส่วนบนแข็งแรงขึ้น
ท่านี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจตีบเรื้อรังจนมีหน้าอกโป่งพองออกมา เช่น ในพวกที่เป็นหืด หรือถุงลมโป่งพองเรื้อรัง เป็นต้น

วางมือบนหน้าอกใต้กระดูกไหปลาร้า ใช้ปลายนิ้วมือกดเบาๆ หายใจเข้าให้อกส่วนบนขยายตัวดันนิ้วมือขึ้น ไม่ควรเกร็งไหล่ ปล่อยให้ไหล่หย่อนตามปกติ หายใจเข้าแล้วกลั้นไว้ 1-2 วินาที แล้วจึงหายใจออก ขณะที่หายใจออกให้ทรวงอกส่วนนี้ยุบลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยใช้มือกดช่วย

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม
การบริหารการหายใจมีความแตกต่างจากกการออกกำลังกายทั่วไปอย่างไร

การบริหารการหายใจจะเน้นไปทุกส่วนของท่อทางเดินหายใจและถุงลมในปอด ทั้งในส่วนปกติและส่วนที่มีพยาธิสภาพ แต่การออกกำลังกายโดยทั่วไปจะไม่เน้นในทุกส่วนของปอด ดังนั้นลมหรือออกซิเจนจะผ่านเข้าไปได้ดีเฉพาะในส่วนที่ปกติเท่านั้น

กิจกรรมหรือการละเล่นใดบ้าง ที่มีส่วนในการบริหารการหายใจให้กับบุตรหลานของท่านได้ ?

การละเล่น ที่อาจช่วยในการบริหารกล้ามเนื้อของกระบังลมหรือหน้าท้อง ได้แก่ การหัดเป่าลูกโป่ง หรือของเล่นชนิดที่เด็กต้องออกแรงเป่าหลังสูดหายใจเข้าเต็มที่ เช่น กังหันพลาสติกที่วางซ้อนกัน กระดาษสีตัดเป็นรูปผีเสื้อตัวเล็ก หรือกลีบดอกไม้ที่ใช้ปากเป่าให้บินได้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่าย และให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่เด็ก เช่น การวิ่งแข่ง เตะฟุตบอล เล่นแชร์บอล การโหนบาร์ และการกระโดดเชือก เป็นต้น ซึ่งทั้งนี้ ท่านผู้ปกครองควรเลือกพิจารณาการออกกำลังกายบางอย่างในเด็กเล็ก เช่น โหนบาร์ ควรอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของผู้ปกครอง

สำหรับกิจกรรมการว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่สามารถบริหารร่างกายได้ดีทุกส่วนรวมทั้งปอด แต่ไม่สามารถทำได้ทุกขณะและทุกเวลา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เด็กกำลังเป็นหวัดอยู่

ประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับจากการออกกำลังกายและการบริหารการหายใจที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอมีอะไรบ้าง ?

สำหรับผู้ป่วยเด็กที่ป่วยด้วยโรคหวัดเป็นประจำ และมีอาการไอหอบบ่อยๆ โรคหืด หรือโรคทางเดินหายใจอักเสบเรื้อรัง ถ้าได้รับการฝึกการออกกำลังกายและบริหารปอดอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ จะช่วยส่งเสริมและฟื้นฟูสมรรถภาพปอดทำให้ความต้านทานของระบบการหายใจดีขึ้น มีสุขภาพแข็งแรงขึ้น ความต้องการใช้ยาต่าง ๆ โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะก็จะลดลง ช่วยป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนและความพิการที่อาจเกิดตามมาจากโรคทางเดินหายใจอักเสบเรื้อรัง เช่น โรคหลอดลมโป่งพอง ถุงลมโป่งฟอง หรือที่รุนแรงที่สุดคือ ภาวะการหายใจล้มเหลวได้

การออกกำลังกายและบริหารปอดแบบแอโรบิค

ในปัจจุบัน มีการตื่นตัวกันมากขึ้นในเรื่องของการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิค ซึ่งได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย

สิ่งที่ควรทราบ และประโยชน์ของการออกกำลังกายแบบแอโรบิค

1. กล้ามเนื้อและข้อต่อของเด็กเล็ก ยังไม่แข็งแรงเท่าผู้ใหญ่ ดังนั้นท่ากายบริหารที่ใช้ในเด็กจึงต้องจัด ให้เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละวัย
2. เพื่อให้ได้ผลดีที่สุด การบริหารกายไม่ควรหักโหมจนเกินไป และจัดช่วงเวลาต่างๆ ให้พอเหมาะ ได้ แก่ ช่วงอบอุ่นร่างกาย ช่วงออกกำลังกาย และช่วงการผ่อนคลาย
3. ช่วยกระตุ้นการหายใจและการไหลเวียนของโลหิตให้ทำงานได้ดี ทำให้มีการระบายอากาศไปได้ ทุกส่วนของระบบหายใจ มีผลให้ก๊าซออกซิเจนสามารถผ่านไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวใจ, ปอด และสมองได้ดีที่สุด และช่วยให้มีการถ่ายเทเอสารก่อภูมิแพ้หรือสารที่ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือเป็นพิษต่อท่อทางเดินหายใจและปอดที่สูดเข้าไปออกมาได้ดี โดยไม่คั่งค้าง
4. ทำให้กล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ เคลื่อนไหวได้คล่องตัวส่งผลให้ร่างกายมีความอ่อนตัวและยืดหยุ่น ได้ดี
5. ทำให้กล้ามเนื้อและประสาททำงานสัมพันธ์กัน ทำให้ร่างกายมีความคล่องตัวมากขึ้น
6. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง ความคล่องแคล่วว่องไวและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกล้าม เนื้อทั่วไป รวมทั้งปอดและหัวใจ สมองและระบบประสาท
7. ทำให้มีรูปร่างได้สัดส่วน มีน้ำหนักที่พอเหมาะ และมีบุคลิกภาพที่ดี



From : Fortune Stars  
Email : IP : 49.229.87.75

ลบ




ความคิดเห็นที่ 1 From : Fortune Stars
ฝึกหายใจ เพื่อชนะโรค

หลังจากที่ ศุภกิจ นิมมานนรเทพ อดีตรองอธิบดีกรมทะเบียนการค้า และอดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ทดลองใช้การฝึกลมปราณเพื่อต่อกรกับโรคภัยหลายประการที่รบกวนทำให้ชีวิตเขาอยู่ในภาวะไม่ปกติสุขอยู่เนิ่นนาน ผลนั้นทำให้เขาพอใจกระทั่งมุ่งมั่นทำการเผยแพร่เทคนิควิธีการให้ผู้อื่นต่อไป

"ผมเป็นคนขี้โรค ที่ประสบผลสำเร็จในการฟื้นฟูสุขภาพ..." ชายวัยเกษียณเริ่มต้นเล่าถึงตัวเอง ก่อนจะเท้าความถึงความเจ็บป่วยของเขา ไม่ว่าจะเป็นโรคภูมิแพ้ที่ตามติดเขามาตั้งแต่เด็ก และลุกลามเป็นหอบหืดต่อมา โดยเฉพาะด้วยสายงานต้องโยกย้ายไปในหลายพื้นที่ หลายจังหวัด อากาศที่เปลี่ยนแปลงและฝุ่นละอองทำให้ความเจ็บป่วยนั้นไม่เคยสร่างซาไปจากเขา

รวมทั้งพบว่าเส้นเลือดใหญ่ของกล้ามเนื้อหัวใจเส้นหนึ่งตีบตัน ระหว่างการผ่าตัดรักษาโรคหัวใจด้วยสภาวะลิ้นหัวใจรั่ว ในปี พ.ศ. 2538 ก่อให้เกิดภาวะเลือดไหลไปเลี้ยงร่างกายไม่สะดวก เสี่ยงต่อการหัวใจวายกะทันหัน

การรักษาจึงดำเนินไปด้วยการทำบอลลูน และเสริมใยเหล็กในบริเวณเส้นเลือดที่ยุบตีบลงมา หลังจากนั้นต้องคอยดูแลรักษาตัวเองโดยกินยาละลายเลือดเพื่อไม่ให้มีเกล็ดเลือดไปอุดตันเส้นเลือด

ในช่วงกลางเดือนเมษายน 2542 ฝนตกผิดปกติทำให้ป่วย และที่ซ้ำร้ายอาการหอบหืดกำเริบหนัก ทั้งกินยา และพ่นยาช่วยได้ก็แค่ประคอง งานต่างๆ ต้องของเลื่อนหรืองดไปหลายราย เหลืองานที่ไม่สามารถเลื่อนได้ เมื่อถึงวันงาน กำหนดการเริ่มบ่ายสองโมง แต่ตอนเช้าอาการก็ยังไม่สู้ดีก็คิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรดี

จึงทดลองปฏิบัติตามในสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยได้ไปฟังพร้อมการสาธิต วิธีกายภาพบำบัดของศาสตราจารย์จางฉี (ZhangQi) แห่งภาควิชาพลศึกษาของมหาวิทยาลัยมณฑลเหลียวหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่บรรยายในหัวข้อ "การฝึกกำลังภายในตามแบบของสำนักบู๊ตึ๊ง และธรรมชาติบำบัดตามลัทธิเต๋า" เมื่อช่วงปี 2540 รวมทั้งวิธีการฝึกลมปราณหรือวิธีการหายใจ จากหนังสือ Science of Breath ที่โยคีรามจักรของอินเดียเขียนไว้

ซึ่งผลปรากฏว่า อาการหนาวสั่นจากไข้ อีกทั้งเสมหะ อาการหอบหืด เสียงกรน ทุเลาจนหายไปเป็นปลิดทิ้ง ศุภกิจบอกว่า วิธีการฝึกลมปราณนั้น ให้ยึดหลัก 3 ประการ คือ หายใจให้ถูกต้อง เคลื่อนไหวต้องช้า สุดท้ายต้องฝึกสม่ำเสมอ

"ในเดือนแรกของการฝึกต้องฝึกสม่ำเสมอสัก 20 วัน เพื่อเป็นการชาร์จลมปราณให้มาอยู่ในร่างกายของเราให้เต็ม เหมือนกับการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ถ้าไม่ชาร์จก็วิ่งไปไม่ไหว" หนุ่มใหญ่แนะนำพร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพ พร้อมกล่าวถึงเป้าหมายของการฝึกต่อไปว่า

"เป้าหมายคือ เหงื่อออก ครึ่งชั่วโมงเหงื่อยังไม่ออกแสดงว่าไม่ถูกวิธี แต่สำหรับคนฝึกใหม่ๆ เนื่องจากไม่เคยฝึกก็เหมือนกับประตูที่ฝืด ช่วยได้โดยการดื่มน้ำอุ่นๆ เข้าไป 2 แก้ว ฝึกแล้วอีกแก้ว เหงื่อก็จะออก วันต่อไปเหงื่อก็จะออกง่ายขึ้น" หนุ่มใหญ่กล่าว ซึ่งช่วงแรกอาจมีตัวช่วย

วิธีการฝึกที่ถูกต้องสำคัญอยู่ที่การหายใจ "ฝึกหายใจให้ถูกต้อง การเคลื่อนไหวเป็นองค์ประกอบ" นี่คือสิ่งที่ควรยึดในการฝึก วิทยากรหนุ่มกล่าวพร้อมทั้งเริ่มอธิบายถึงขั้นตอนต่างๆ ของการฝึกหายใจ

เริ่มต้นด้วยการยืนเงยหน้า มือกำอยู่ข้างลำตัว ซึ่งท่ายืนเป็นท่าที่ดีที่สุด ยืดอก สูดลมหายใจเข้าทางจมูก (ปิดปาก,ไม่ใช้ปากในการช่วยหายใจ) จนรู้สึกเต็มปอดแล้วกลั้นหายใจ ขั้นต่อมาค่อยๆ ก้มหน้าลง ห่อไหล่/ยอบหน้าอกลงพร้อมไล่ลมลงส่วนล่างของปอดพร้อมกักลมไว้ที่พุง/เบ่งพุง (ท้องป่อง)

ขั้นตอนต่อไปกักลมไว้ นับในใจ 1-2-3-4... ถ้าทนได้ก็นับต่อ เมื่อสุดกลั้นแล้ว ปล่อยลมหายใจออกทางปาก โดยก้มหน้าลง ห่อปาก (ทำปากเล็กๆ เหมือนจะผิวปาก) แล้วพ่นลมออกแรงๆ (มีเสียงดัง) จบหนึ่งรอบ แล้ววนกลับไปปฏิบัติตามขั้นตอนข้างต้น จนครบ 3 รอบ จากนั้นหายใจปกติ

วิธีหายใจเช่นนี้ หนุ่มใหญ่ชี้แจงว่ามีส่วนช่วยให้ปอดได้รับออกซิเจนมากขึ้นทำให้ปอดขยายพร้อมทั้งสิ่งสกปรกที่อยู่ในปอดลดน้อยลง เป็นเพราะการหายใจออกทางปากเป็นเหมือนการได้ไล่สิ่งสกปรกออกมาจากส่วนที่อยู่ก้นปอด

เมื่อฝึกการหายใจแล้วขั้นต่อไปก็คือท่าทาง ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยทำให้กล้ามเนื้อได้ออกกำลัง ซึ่งการเคลื่อนไหวจะเน้นไปอย่างช้าๆ เริ่มต้นด้วยขั้นตอนที่ 1 ยืนตรงเท้าห่างกันเล็กน้อย มือกำแน่นเกร็งกล้ามเนื้ออยู่ข้างลำตัว หายใจลึกๆ 3 ครั้ง จากนั้นค่อยๆ กางแขนช้าๆ เสมือนหนึ่งว่ากำลังยกลูกตุ้มเหล็ก (น้ำหนักขึ้นอยู่กับเราสมมติ) จนเสมอไหล่ (ระหว่างกางแขนนับในใจ 1-30 เพื่อให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างช้าๆ)

ขั้นตอนที่ 2 กางแขนเหยียดฝ่ามือออกสุดๆ หายใจลึกๆ 3 ครั้ง เกร็งกล้ามแขนขนานพื้นตลอดเวลา ค่อยพลิกฝ่ามือขึ้นช้าๆ เสมือนผลักประตูฝืด ขั้นตอนที่3 เมื่อมือหงายขนานกับพื้นแล้ว หายใจลึกๆ 3 ครั้ง แขนตึงค่อยๆ ยกแขนหุบขึ้นช้าๆ เกร็งกล้ามเนื้อเสมือนยกของขึ้นไป (สมมติน้ำหนักเอง ขึ้นอยู่กับ อายุ/ สังขาร ความจำเป็นที่จะไปใช้งาน ขั้นตอนที่ 4 แขนชูขึ้นสูงสุด ท้องแขนกระทบใบหู ยืดตัวตรงหายใจลึกๆ 3 ครั้ง ผู้ที่ปวดเมื่อยหลัง ให้เน้นการยืดตัวในขั้นตอนที่ 1 - 5 โดยเฉพาะขั้นตอนนี้ให้ยืดตัว เสมือนชูมือขึ้นถึงเพดาน (ฝึกใหม่ๆ ยกแขนได้เท่าใดก็ได้)

ขั้นตอนที่ 5 เกร็งกล้ามเนื้อเสมือนยกสิ่งของหนักๆ ชะลอลงมาช้าๆ จนฝ่ามือทั้งสองขนานอยู่ในระดับใบหน้า กล้ามเนื้อยังเกร็งอยู่ ขั้นตอนที่ 6 ค่อยๆ ย่อตัวลงช้าๆ จนนั่งเท้าราบ หายใจเต็มพุง 3 ครั้ง มือทั้งสองยังคงขนานกัน ฝ่ามือสมมติให้มีของหนักๆ ข้อศอกวางอยู่บนท่อนขา (ผู้ที่มีปัญหานั่งไม่ได้ ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไป หรือทำเพียงย่อๆ ตัวลงหน่อย)

ขั้นตอนที่ 7 ค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ จนตัวตรง แล้วเกร็งแขนขยายฝ่ามือออกช้าๆ เสมือนมีสปริงชุดหนึ่งกดอยู่หลังมือทำให้ขยายตัวออกไม่สะดวก ท่านี้หายใจทางจมูก (ปิดปาก) เร็วๆ แรงกระชั้นเหมือนเรากำลังปล้ำต่อสู้กับผู้ร้าย ประโยชน์ของท่านี้ก็คือช่วยรักษาโรคทางเดินหายใจ หวัด ไซนัส ภูมิแพ้ หอบหืด ขั้นตอนที่ 8 มือค่อยกางออกจนสุด แขนเหยียดตรงฝ่ามือคว่ำลง ยืดอกเต็มที่หายใจลึกๆ 3 ครั้งค่อยลดมือลงช้าๆ จนมาแนบลำตัว (ครบท่าบริหารหนึ่งรอบ) เมื่อครบแล้วฝึกอย่างต่ำ 3 รอบ หรือจนเหงื่อออก จึงจะได้ผลสมบูรณ์

วิธีนี้อาจจะไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย แต่คงเป็นอีกทางหนึ่งที่ท่านวิทยากรทำแล้วบังเกิดผล จึงได้นำมาเผยแพร่ด้วยหวังว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยปลดเปลื้องทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ กายใจ 6 มี.ค. 48
Date Time : 2011-10-06 21:30:06 IP: 49.229.87.75

ลบ



ความคิดเห็นที่ 2 From : Fortune Stars
ความมหัศจรรย์ของลมหายใจ หายใจรักษาโรค
จริงๆ แล้วทุกคนหายใจได้ แต่รู้มั้ยว่าหายใจกันยังไม่เป็น ไม่รู้ว่าชีวิตที่ยืนยาวกับชีวิตที่สั้น มีลมหายใจ ต่างกันอย่างไร นกก็ดี หมูก็ดี ปลา ไก่ หมา แมวก็ดี มันมีลมหายใจถี่ ไม่เป็นจังหวะ เข้าออกไม่สม่ำเสมอ ทางวิทยาศาสตร์ถือว่า ลมหายใจเข้า มันสูดเอาสิ่งดีๆ เข้าไปเพื่อปรุงเป็นโลหิตไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ให้มีพลัง การหายใจยาว หมายถึง การได้สูดเอาของดีเข้าไป แล้วไล่ของเสียตามลมหายใจออกมาขณะเดียวกันมันเข้าไปทำหน้าที่ "ปรุงพลัง" ให้ร่างกายด้วย
คนหายใจไม่เป็น สัตว์หายใจไม่เป็น เราเห็นว่าอายุจะสั้น แมวตายก่อนหมา หมาตายก่อนควาย ควายตายก่อนวัว วัวตายก่อนช้าง ช้างตายก่อนปลาวาฬ จะเห็นว่า มันมีลม "หายใจ" ต่างกัน พวกสูบบุหรี่ นานเข้าปอดรับไม่ไหว เกิดถุงลมโป่งพองดังที่กล่าวมาตอนต้น หายใจไม่สะดวกมากขึ้นๆ แพทย์ต้องเจาะคอ ใส่สายยางเข้าไป ต้องหายใจผ่านสายยาง พลังเสียงไม่มีเลย พูดคุยกันแทบไม่ได้ยิน เสียงที่ออกมาแหบ ๆ ปร่า ๆ

อากาศนำออกซิเจน ออกซิเจนนำเลือดเลี้ยงร่างกาย เลี้ยงสมอง ให้มีความเป็น "มนุษย์" ที่สมบูรณ์ เพราะอาการทั้ง ๓๒ ของมนุษย์เคลื่อน-ไหวไม่ได้หากไม่มีการ "หายใจ" อากาศทำปฏิกิริยากับอวัยวะทุกส่วน เลี้ยงเส้นเลือดใหญ่ เล็ก และฝอยสม่ำเสมอ รวมสมองด้วย

เทคนิคของการ "หายใจ" มิใช่เพียงแต่สามารถสัมผัสพลังพิเศษจากธรรมชาติอย่างเดียว สามารถซึมซับ พลังพิเศษ จากธรรมชาติได้ด้วย
การหายใจเข้ายาว - ออกยาวนั้น เรากำลังขับไล่พลังร้าย อารมณ์ร้าย และพิษร้ายต่างๆ ในร่างกายออกไป

1. ให้ร่างกายอยู่ในแนวตรง

เพื่อให้ทรวงอกสามารถขยายตัวได้อย่างเต็มที่

2. หายใจเข้าโดยใช้กระบังลม

หายใจเข้าท้องพองและหายใจออกท้องแฟบ หลังจากนั้นให้ขยายซี่โครงออกทั้งตอนล่าง - กลาง และบนด้วยความช่วยเหลือของกล้ามเนื้อบริเวณซี่โครงและกล้ามเนื้อไหล่

3. หายใจออกอย่างช้าๆ

โดยใช้กระบังลมเป็นส่วนใหญ่ในลักษณะกลับทางกันกับข้อ 2 กล่าวคือ การใช้กระบังลมเป็นตัวบีบหรือตัวปั๊ม ผลักดันลมออกมานั่นเอง

4. ให้มีลีลาและจังหวะ

การหายใจสม่ำเสมอโดยตลอด

5. ให้มีการหยุดพักการระบาย

อากาศอย่างสม่ำเสมอ หลังจากหายใจออกแล้วคือ หยุดชั่วขณะ ก่อนที่จะเริ่มหายใจเข้าอีกครั้ง

การหายใจอย่างลึกๆ และช้าๆ

จะทำให้กระแสโลหิตได้รับออกซิเจนมากขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง



ตอนฝึกใหม่ๆ จะรู้สึกอึดอัด ปวดหัว หัวใจเต้นแรง เหนื่อย จงอย่าเครียด
กับการฝึก สูดหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนออกช้าๆ ให้เป็นระบบ

From: www.balavi.com/oldWebsite/content_th/exercise/exercise53.asp
Date Time : 2011-10-06 22:09:41 IP: 49.229.87.75

ลบ



ข้อความ
ผู้ Post
PicPost รูปไม่เกิน 100 Kb(jpg เท่านั้น)
   
Captcha
wUgz8%^7sJHy

รหัส
กิฟฟารีน