กิฟฟารีน

กิฟฟารีน

ค้าหาภายในเว็บบอร์ดค้าหาภายในเว็บบอร์ด

อ่านกระทู้ทั้งหมด


วิธีป้องกันและรักษาโรคตับ

สุขภาพ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเมื่ออวัยวะใดอวัยวะหนึ่งของร่างกายทำงานผิดปกติ ย่อมบั่นทอนสุขภาพของผู้เป็นเจ้าของให้ทรุดโทรมลง คงไม่มีใครอยากให้โรคภัยต่าง ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอวัยวะที่เรียกกันว่า “ตับ”

ตับ ของคนเรานั้นเป็นอวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย อยู่ใต้ชายโครงด้านขวา โดยมีซี่โครงเป็นเกราะกำบัง มีน้ำหนักประมาณ 1.2 กิโลกรัม มีอยู่ 2 ข้าง เรียกว่า กลีบซ้ายและกลีบขวา โดยที่กลีบขวาจะใหญ่กว่ากลีบซ้าย ทำหน้าที่สะสมสารอาหาร น้ำตาล เป็นด่านแรกของสารอาหารหรือ อะไรก็ตามที่เข้าสู่ร่างกายจาก ลำไส้ เพราะเมื่อกินอาหารจะต้องผ่านลำไส้ก่อน มีการดูดซึมสารอาหาร เกลือแร่ต่าง ๆ ที่อยู่ในลำไส้ผ่านเข้าไปที่ตับเพื่อไปเก็บสะสมอาหาร เปลี่ยนสารที่กินเข้าไปให้เป็นสารที่ช่วยในการยังชีพและเติบโตของเซลล์ ต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งมีการทำลายเชื้อแบคทีเรีย สารพิษต่าง ๆ และเปลี่ยนสภาพยาที่กินเข้าไปเพื่อให้ออกฤทธิ์ต่ออวัยวะที่ต้องการ

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคตับจำนวนมาก โดยสถิติมะเร็งตับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในผู้ชาย และเป็นอันดับ 3 ในผู้หญิง รองจากมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม และมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูงในเพศชาย อายุมากกว่า 45 ปี และผู้หญิงอายุมากกว่า 50 ปื หรือมีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ

ในปีหนึ่ง ๆ พบว่า มีผู้ป่วยมะเร็งตับเกิดขึ้นใหม่ประมาณ 15,000 ราย และคาดว่าในปี 2551 นี้ น่าจะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งตับรายใหม่กว่า 20,000 ราย ผู้ที่เป็นโรคพยาธิใบไม้ในตับ มักเป็นมะเร็งของท่อทางเดินน้ำดีภายในตับอีกด้วย

ผศ.นพ.ยุทธนา ศตวรรษธำรง แพทย์ระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวถึงภาวะการผิดปกติของตับให้ฟังว่า เกิดได้จากหลายสาเหตุ ประการแรก คือ ตับผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ประการต่อมา คือ การติดเชื้อ ส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นไวรัสตับอักเสบ บี และไวรัสตับอักเสบ ซี เพราะไวรัสทั้ง 2 ชนิดนี้ สามารถทำให้ตับมีการอักเสบซ้ำแล้วซ้ำอีก อักเสบเรื้อรังเกิดขึ้นได้ ทำให้มีการทำลายเซลล์ตับและเกิดแผลเป็นภายในตับที่เรียกว่า ตับแข็ง ตามมา

“ไวรัสจะเข้าไปจู่โจมภายในเซลล์ตับ เปลี่ยนแปลง ดีเอ็นเอ ภายในเซลล์ทำให้เซลล์ตับกลายเป็นมะเร็งเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นคนไข้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีและซี ควรจะไปพบแพทย์ ดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพราะปัจจุบันมียาที่จะสามารถควบคุมจำนวนเชื้อไวรัสหรือกำจัดเชื้อไวรัสได้ เพราะไม่เช่นนั้น ไวรัสจะทำลายเซลล์ตับและเกิดการอักเสบเรื้อรังจนกลายเป็นตับแข็ง 10 เปอร์เซ็นต์ ของกลุ่มนี้จะกลายเป็นมะเร็งตับตามมา และพบว่า ถ้าลูกที่เกิดจากแม่ที่เป็นมะเร็งตับ เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสเป็นตับแข็งและมะเร็งตับค่อนข้างสูงมาก หรืออีกในกรณีหนึ่งคนไข้ที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีอยู่ในร่างกาย เป็นเวลานาน ๆ คนกลุ่มนี้มีโอกาสเป็นตับแข็งและเป็นมะเร็งตับสูงเช่นกัน”

การติดเชื้อจากไวรัสตับอักเสบบีและซี ติดเชื้อได้ทางเลือด การรับเลือด ไวรัสตับอักเสบ บี จะติดต่อได้โดย การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือทาง เพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยาง อนามัย หรือมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ส่วน ไวรัสตับอักเสบ ซี ติดต่อได้โดยการรับเลือดอย่างเดียว การรับประทานอาหารร่วมกันนั้นไม่ทำให้ติดเชื้อได้

คนที่เป็นไวรัสตับอักเสบ บีและซี ควรจะเช็กเลือดทุก ๆ 3 เดือน เนื่องจากว่าคนกลุ่มนี้มีโอกาสเป็นมะเร็งตับได้ เพราะมะเร็งตับใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือนในการเพิ่มขนาดให้โตขึ้นเป็น 2 เท่า คือ บางครั้งเซลล์ตับกลายเป็นมะเร็งตับไปแล้ว แต่มีขนาดเล็กเกินกว่าที่แพทย์จะตรวจพบ ไม่ว่าจะเป็นจากการตรวจเลือดดูสารที่มะเร็งสร้างขึ้นที่เรียกว่า อัลฟาฟิโตโปรตีน (Alpha- Fetoprotein :AFP) หรือจากการทำอัลตราซาวด์ เพราะมีขนาดเล็กกว่าที่จะตรวจพบ

เมื่อผ่านไป 3 เดือน มีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่า สารที่ผลิตออกมามากขึ้น มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้สามารถเห็นได้จากการทำอัลตราซาวด์ แต่ถ้าตรวจแล้วยังสงสัยว่าจะมีหรือไม่สามารถตรวจอัลตราซาวด์คู่กับการตรวจ อัลฟาฟิโตโปรตีนที่ มะเร็งสร้างขึ้น ถ้าพบว่ามีค่าสูงเกินกว่า 400 IU/ml ขั้นตอนต่อไปคือ ถ้ามีก้อนในตับอาจจะอัลตราซาวด์เจาะเอาก้อนนั้นออกมาตรวจดูว่า เป็นก้อนมะเร็งหรือไม่ ถ้าเป็นก้อนมะเร็งที่เล็กกว่า 3 เซนติเมตร อยู่ในตำแหน่งที่ตัดได้ก็ตัดออก โดยมีเงื่อนไขว่าเป็นมะเร็งก้อนเดียว มีเปลือกห่อหุ้ม และอยู่ภายในตับกลีบเดียว วิธีการนี้ถือว่าเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดในปัจจุบัน แต่ถ้าใหญ่ขึ้นแต่ไม่เกิน 5 ซม. อาจทำได้โดยการผ่าตัดเปลี่ยนตับ แต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก

“มะเร็งในระยะเริ่มต้นหากวินิจฉัยได้ย่อมทำให้โอกาสในการรักษาให้หายขาดมี ความเป็นไปได้สูง สำหรับโรคมะเร็งตับเป็นโรคที่ให้การวินิจฉัยระยะเริ่มแรกได้ช้าเนื่องจากไม่ ค่อยมีอาการ เพราะตับยังคงทำงานได้เกือบปกติ เมื่อมีอาการที่ชัดเจนมากขึ้นก้อนมะ เร็ง ก็มีขนาดที่ใหญ่มากแล้ว ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุให้ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับมักมีอัตราการอยู่รอดเพียง ไม่กี่เดือน เพราะเมื่อพบก็สายเกินไปเพราะมะเร็งได้ลุก ลามและมีขนาดใหญ่มากแล้ว”

อีกสาเหตุหนึ่ง คือ แอลกอฮอล์ มีข้อมูลทางวิชาการที่ ยืนยันได้ว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับสูง กว่าผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้ง สารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเกิดจากเชื้อราบางชนิด พบในอาหารประเภทถั่ว ข้าวโพด พริกแห้ง กระเทียม เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้

“กล่าวได้ว่า มะเร็งตับ แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ โรคมะเร็งของเซลล์ตับ และโรคมะเร็งท่อน้ำดีตับ การเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดในการเกิดโรคมะเร็งของเซลล์ตับ ส่วนโรคมะเร็งท่อน้ำดีตับ เกิดเนื่องจากพยาธิใบไม้ตับเป็นสาเหตุสำคัญ จากการกินปลาดิบ ปลาร้า ปลาจ่อม ปลาส้ม ที่มีพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งอาศัยท่อน้ำดีอยู่แล้วสร้างสารที่เป็นสารพิษทำลาย ท่อน้ำดีให้ท่อน้ำดีอุดตันทำให้เป็นมะเร็งตามมา พบบ่อยในภาคอีสานของไทย ตอนนี้กระจายไปในทุกภาคแล้วเพราะมีพฤติกรรม การบริโภคของดิบ”

มะเร็งในท่อน้ำดีอาการเริ่มแรก จะมาด้วยตัวเหลือง ตาเหลือง เพราะว่ามีท่อน้ำดีอุดตัน มีอาการคันตามตัวเพราะน้ำดีไปเกาะตามผิวหนัง อุจจาระสีซีดเพราะน้ำดีลงไปในลำไส้ไม่ได้ อุจจาระที่เป็นสีเหลืองของน้ำดีก็จะไม่มี จึงทำให้อุจจาระเป็นสีขาวคล้ายสีขี้เถา ส่วนอาการของมะเร็งที่เป็นในเซลล์ตับ อาจจะมาด้วยจุกเสียดแน่น ปวดหรือเสียดชายโครงด้านขวาคลำดูอาจพบก้อนเนื้อได้ ถ้ามาระยะที่เป็นมากแล้ว จะมีลักษณะตาเหลือง ตัวเหลือง ท้องโต ขาบวม

“วิธีป้องกันที่ดี คือ อย่ากินอาหารที่ชื้นขึ้นราหรือไม่แน่ใจว่าสะอาดหรือไม่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายเป็นประจำ ตรวจสุขภาพทุกปี ถ้าเป็นผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีและซี ควรพบแพทย์ทุก 3 เดือน เพื่อพิจารณาการรักษากำจัดเชื้อให้เหลือน้อยที่สุด เพราะถ้ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เกินกว่า 10,000 ตัว มีโอกาสที่จะเป็น ตับแข็ง มะเร็งตับสูง เพราะยาที่กินนั้นเพื่อลดจำนวนเชื้อเท่านั้นไม่สามารถกำจัดเชื้อให้หมดไปได้ เมื่อหยุดยาเชื้อสามารถเพิ่มจำนวนกลับมาเหมือนเดิมได้ สำหรับไวรัสตับอักเสบซี ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อไวรัส ในชนิดที่ 2 และ 3 ตอบสนองการรักษาได้ดีมีโอกาสหายประมาณ 80%”

ปัจจุบันวิวัฒนาการของเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าขึ้น ทำให้คนมีภาวะการเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับน้อยลงในบางชนิด จากโครงการฉีดวัคซีนให้กับทารกตั้งแต่แรกเกิดสำหรับไวรัสตับอักเสบ บี ทำให้การติดเชื้อในส่วนของไวรัสตับอักเสบบีน้อยลง ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับจากไวรัสบีก็น้อยลง

“ผู้ที่เป็นอยู่อย่าท้อแท้ ถ้าเป็นขนาดเล็กสามารถจะตัดออกได้ ที่ผ่าตัดไม่ได้สามารถ ใช้คลื่นความถี่วิทยุเข้าไปเผา ให้ก้อนเนื้อเล็กลงหรือใส่สายเข้าไปในเส้นเลือดที่เข้าไปเลี้ยงเซลล์เนื้อ งอกฉีดยาเคมีฆ่าเนื้องอกให้ฝ่อลงและอุดเส้นทางที่จะไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง รวมทั้ง ปัจจุบันมียาชนิดใหม่ ๆ เกิดขึ้น ที่ทำให้ก้อนเนื้องอกยุบลงได้แต่มีข้อจำกัดอยู่ที่มีราคาสูง

คนที่ไม่เป็นอย่าชะล่าใจ ควรไปตรวจร่างกาย เพื่อดูว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และซี หรือไม่ รวมทั้งตรวจดูว่ามีภูมิคุ้มกันหรือยัง ถ้าไม่มีก็ควรฉีด วัคซีน เพื่อป้องกันและเช็กดู ภูมิคุ้มกันทุก ๆ 5 เดือน ว่าสูงพอที่จะป้องกันตนเองได้ไหม” ผศ.นพ.ยุทธนา กล่าวด้วยความเป็นห่วง

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว อย่านิ่งนอนใจหันมาใส่ใจ “ตับ” เสียตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป.

ที่มา เดลินิวส์
From : Fortune Stars  
Email : IP : 49.229.83.17

ลบ




ความคิดเห็นที่ 1 From : Fortune Stars
ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก มีหน้าที่หลายอย่าง เช่น การสร้างน้ำดี ช่วยย่อยอาหารประเภทไขมัน เก็บสำรองอาหาร โดยการเก็บ glucose ไปสะสมไว้ในเซลล์ตับ ในรูปของ glucogen และเมื่อร่างกายต้องการใช้ ก็จะทำการเปลี่ยน glucogen มาเป็น glucose ตับเป็นแหล่งสะสมวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเอ ดี และบี12 และยังทำหน้าที่ขจัดสารพิษที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด

ตับยังทำหน้าที่สร้าง วิตามินเอ จากสารแคโรทีน ซึ่งมีสะสมอยู่ในพวกแครอทและมะละกอ สร้างธาตุเหล็ก ทองแดง และยังสร้างสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ยังทำหน้าที่กินและทำลายเชื้อโรค และเป็นแหล่งให้พลังงานความร้อนแก่ร่างกาย

จะเห็นได้ว่าตับทำหน้าที่สำคัญมากมายให้แก่ร่างกายเรา ฉะนั้นหากเซลล์ตับถูกทำลายหรือเสื่อมสภาพไป ก็จะมีผลเสียแก่สุขภาพของเรา เราจึงควรหมั่นตรวจสอบสมรรถภาพของตับอย่างสม่ำเสมอ

การทดสอบสมรรถภาพของตับ ทำได้โดยทดสอบทางห้องชันสูตร แตผลการทดสอบไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า ตับปกติดีร้อยเปอร์เซนต์ หรือเสื่อมสภาพไป แต่การทดสอบสามารถบ่งชี้ถึงความเสื่อมสภาพที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ก็มีประโยชน์ในการแยกประเภทของโรค การติดตามการดำเนินของโรค และการติดตามผลการรักษาโรค

โรคตับอักเสบ หมายถึง โรคที่เซลล์ของตับมีการอักเสบเกิดขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากการแพ้สารพิษ หรือการติดเชื้อจุลชีพ หรือติดเชื้อไวรัส ปัจจุบันพบว่าส่วนใหญ่ติดเชื้อจากไวรัส ตับจะบวมโต ผู่ป่วยจะมีอาการเจ็บแน่นบริเวณตับ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย บางรายมีไข้ต่ำๆ คลื่นใส้ และอาเจียน บางรายตัวเหลื่อง ตาเหลือง

โรคตับอักเสบ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือชนิดเฉียบพลัน และชนิดเรื้อรัง อาการของผู่ป่วยจะคล้ายคลึงกัน ต้องอาศัยการตรวจเลือดเพื่อดูอาการของตับ และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ทราบถึงตัวเชื้อต้นเหตุ และเป็นแนวทางในการดูแลป้องกันและรักษาผู้ป่วย

โรคตับอักเสบที่เกิดจากไวรัสต่างชนิดกัน จะมีความรุนแรงและการรักษาต่างกันไปที่พบบ่อยเกิดจากเชื้อ

1. ตับอักเสบ เอ
2. ตับอักเสบ บี
3. ตับอักเสบ ซี
4. ตับอักเสบ ดี
5. ตับอักเสบ อี

From: www.school.net.th/library/snet4/june22/vi_liver.htm
Date Time : 2011-10-06 23:24:32 IP: 49.229.83.17

ลบ



ความคิดเห็นที่ 2 From : Fortune Stars
เป็นโรคตับจะปฏิบัติตัวอย่างไรดี

คำถามนี้เป็นคำถามที่ผู้ป่วย ซึ่งเป็นโรคตับมักจะถามแพทย์เสมอ นอกจากทานยาตามที่แพทย์สั่งสม่ำเสมอแล้ว ความจริงคำว่าโรคตับมีความหมายค่อนข้างกว้าง อาจจะหมายถึงผู้ที่เป็นพาหะของโรคตับอักเสบบี ซึ่งสภาพตับโดยทั่วไปแล้ว ไม่ได้แตกต่างจากคนปกติทั่วไปเท่าไรนัก ไปจนถึงผู้ที่เป็นโรคตับแข็ง ซึ่งอาจจะมีอาการดีซ่าน บวม หรือท้องมานก็ได้ ซึ่งหมายถึงมีการเสื่อมสภาพของตับไปมาก สำหรับผู้ป่วยที่เป็นตับแข็ง คงต้องการการดูแลเป็นพิเศษ แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคตับเหล่านี้พอจะแบ่งออกได้เป็นหัวข้อสำคัญๆ 6 อ. คือ

1. อาหาร

สำหรับผู้ที่เป็นโรคตับเพียงเล็กน้อย เช่น เป็นพาหะของเชื้อไวรัสบี ผู้ป่วยเหล่านี้สามารถรับประทานอาหารได้ทุกชนิด ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง ในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบเฉียบพลัน การรับประทานน้ำหวานมาก ๆ ไม่มีรายงานว่าทำให้การดำเนินของโรคดีขึ้นกว่าการไม่ได้รับประทานน้ำหวาน อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยบางรายไม่สามารถบริโภคอาหารได้ เนื่องจากมีคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ในกรณีเช่นนี้การรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรทพวกแป้ง และน้ำตาล เป็นหลักจะทำให้ย่อยอาหารได้ง่าย และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง สำหรับผู้ป่วย ซึ่งเริ่มมีอาการตับแข็งแล้ว อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงคือ อาหารที่มีรสเค็มจัด เนื่องจากการรับประทานอาหารเค็มสามารถทำให้อาการบวม หรืออาการท้องมานเลวลงได้ โดยทั่วไปแล้วในผู้ป่วยที่มีอาการบวม หรือท้องมาน แพทย์จะแนะนำให้รับประทานเกลือได้ไม่เกินวันละ 2 กรัม หรือเทียบเท่ากับเกลือป่นประมาณเศษหนึ่งส่วนสามช้อนชาต่อวันเท่านั้น ผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งควรรับประทานอาหารที่สะอาดปรุงขึ้นใหม่ ไม่ควรรับประทานอาหารที่เก็บค้างคืน หรืออาหารที่ประกอบขึ้นสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น การลวก การย่าง เพราะบ่อยครั้งทีเดียวที่ผู้ป่วยโรคตับแข็งมาพบแพทย์ด้วยอาการติดเชื้อจากทางระบบทางเดินอาหาร ซึ่งบางครั้งสามารถเป็นรุนแรงจนเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยตับแข็งที่ไม่มีอาการซึม หรืออาการทางสมอง สามารถรับประทานโปรตีนได้ตามปกติเหมือนกับคนปกติทั่วไป ผู้ที่มีอาการทางสมองร่วมกับภาวะตับแข็ง ผู้ป่วยเหล่านี้ควรจำกัดปริมาณโปรตีนที่ได้จากสัตว์ อย่างไรก็ตามสามารถเสริมโปรตีนได้ในรูปของโปรตีนได้ในรูปของโปรตีนจากพืช หรือถั่ว เป็นต้น ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารที่เป็นผัก และผลไม้ให้เพียงพอเพื่อป้องกันมิให้เกิดอาการภาวะท้องผูก การรับประทานอาหารเสริมที่เป็นโปรตีนที่มีกิ่ง (Branch Chains Amino Acid) อาจทำให้ภาวะโภชนาการของผู้ป่วยดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตามอาหารเสริมดังกล่าวยังมีราคาแพง และทดแทนได้ด้วยการรับประทานโปรตีนจากพืช ปัจจุบันยังไม่มีรายงานที่ชัดเจนว่า อาหารเสริมต่าง ๆ ที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดจะมีประโยชน์โดยแท้จริงกับผู้ป่วยโรคตับนอกจากการรับประทานอาหารที่ถูกต้องร่วมกับพืช ผัก และผลไม้ที่สะอาดในปริมาณที่พอเพียงจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกาย การรับประทานอาหารเผ็ด หรือเปรี้ยวไม่มีผลเสียโดยตรงอย่างไรต่อตับ

2. แอลกอฮอล์

ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ ผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี อาจจะพบรับประทานได้บ้าง แต่ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบชนิดบีแบบเรื้อรัง มีหลักฐานชัดเจนพบว่าการรับประทานแอลกอฮอล์ มีส่วนสัมพันธ์โดยตรง ทำให้การดำเนินของโรคลุกลามเร็วขึ้น ถึงแม้ว่าการสูบบุหรี่จะไม่มีผลโดยตรงกับโรคตับ แต่การสูบบุหรี่มีผลเสียต่อร่างกาย รวมทั้งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดมะเร็งในหลาย ๆ ส่วนของร่างกาย นอกจากปอด ดังนั้น เพื่อให้สุขภาพแข็งแรงควรจะงด และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ด้วย

3. อัลฟาท๊อกซิน (Aflatoxin)

สารอัลฟาท๊อกซินเป็นสารที่สร้างจากเชื้อรา Aspergillus ซึ่งเป็นเชื้อราตระกูลเดียวกัลที่พบตามขนมปังที่เก็บไว้นาน ๆ นั่นเอง เชื้อรา Aspergillus บางตระกูลสามารถสร้างสารพิษที่เรียกว่า อัลฟาท๊อกซินขึ้น ซึ่งสารพิษนี้สามารถชักนำให้เกิดมะเร็งตับได้ เชื้อราชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในอาหารบางอย่าง ซึ่งเก็บอย่างไม่ถูกวิธี และมีความชื้น เช่น ถั่ว พรกป่น ข้าวโพด ข้าวสารเป็นต้น การศึกษาจากประเทศจีนตอนใต้พบว่า อุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งตับในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบแบบบีเรื้อรัง ในหมู่บ้านที่มีสารอัลฟาท๊อกซินปนเปื้อนในอาหารสูงกว่ากลุ่มประชากรที่เป็นตับอักเสบบีแบบเรื้องรัง ที่บริโภคอาหารที่ไม่ได้ปนเปื้อนด้วยสารอัลฟาท๊อกซินอย่างชัดเจน ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคตับจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารดังที่กล่าวมาแล้ว

4. อารมณ์ และการพักผ่อน

บ่อยครั้งทีเดียวทีแพทย์พบผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบแบบเรื้อรัง หรือเป็นโรคตับแข็งที่มีอาการทั่วไปสบายดีมาตลอด แต่เมื่อผู้ป่วยได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือตรากตรำงานมากเกินไป ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงมีส่วนชักนำให้ตับอักเสบเพิ่มขึ้น ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการดีซ่าน หรือบางครั้งรุนแรงจนเกิดภาวะตับวายเกิดขึ้นได้ นอกจากการพักผ่อนที่เพียงพอแล้ว การมีจิตใจที่เบิกบานแจ่มใสก็มีความสำคัญทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นด้วย

5. ออกกำลัง

ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง และมีอาการที่บ่งว่ามีสภาพการทำงานของตับเหลืออยู่น้อย เช่น ดีซ่าน ท้องมาน ผู้ป่วยเหล่านี้ควรงดออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงการเดิน หรือนั่งนาน ๆ ผู้ป่วยที่มีประวัติเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร ไม่ควรออกกำลังที่จะต้องเบ่ง หรือเกร็งกล้ามเนื้อท้อง เข่น การยกน้ำหนัก เนื่องจากจะกระตุ้นให้ความดันเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตกได้ อย่างไรก็ตามผู้ที่เป็นตับแข็งในระยะเริ่มต้นที่ไม่มีอาการผิดปกติสามารถออกกำลังได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่หักโหม เช่น การวิ่งมาราธอน หรือกีฬาที่ต้องแข่งขัน การออกกำลัง เข่น การเดิน วิ่งเบา ๆ ดูจะเป็นการออกกำลังที่เหมาะสม

6. อัลฟาฟีโตโปรตีน

(Alpha feto-protein) เป็นสารซึ่งสร้างขึ้นโดยเซลล์ตับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่มีการแบ่งตัวของเซลล์ตับ เราพบสาร Alpa feto-protein สูงขึ้นในเด็กแรกเกิด อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยซึ่งเป็นมะเร็งตับอาจมีการเพิ่มขึ้นของ Alpha feto-protein ซึ่งใช้เป็นเครื่องแจ้งเตือนมะเร็งของตับได้ ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ตลอดจนผู้ที่เป็นตับแข็ง ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ถือว่าเป็นประชากรที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงในการเกิดมะเร็งของตับได้ทั้งสิ้น การตรวจพบมะเร็งตับในระยะเริ่มต้น สามารถให้การรักษาที่เหมาะสม และมีโอกาสหายขาดได้ ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคตับควรมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอตามแพย์นัด และตรวจ Alpha feto-protien ตามที่แพทย์เห็นสมควร

การรับประทานยาในผู้ป่วยโรคตับเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง

เนื่องจากยาหลายชนิดต้องถูกกำจัด โดยผ่านตับการที่ตับมีการทำงานบกพร่อง เนื่องจากโรคต่าง ๆ เช่น ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง อาจทำให้มีการสะสมของยาจนเกิดโทษได้ ท่านควรแจ้งให้แพทย์ทราบเสมอว่าท่านมีปัญหาโรคตับ เพื่อแพทย์จะได้เลือก ยาที่ปลอดภัยให้ หรือถ้าสงสัยอาจปรึกษาแพทย์ เฉพาะทางดูก่อน ผู้ที่เป็นโรคตับแข็งไม่ควรรับประทานยาลดไข้พวก paracetamol เกินกว่าวันละ 1500 mg หรือทานติดต่อกันนานเกิน 3 วัน อย่างไรก็ตามในผู้ที่เป็นตับอักเสบเล็กน้อย หรือพาหะของตับอักเสบบี สามารถทาน paracetamol ได้ในขนาดปกติ สำหรับยาแก้ปวดนั้นผู้ที่เป็นตับแข็งควรหลีกเลี่ยงยาแก้ปวด พวกที่เป็นแอสไพรินทั้งหลาย เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงใตลดลงจนอาจทำให้มีการเสื่อมหน้าที่ของไต หรือไตวายได้ ควรหลีกเลี่ยงไปใช้ยาแก้ปวดกลุ่มอื่นแทน

ถึงแม้ว่าจะมีพืช อาหาร และสมุนไพรหลายอย่างที่อ้างว่ามีสรรพคุณป้องกันการเกิด และรักษาโรคตับได้ แต่ยังไม่มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ดีเพียงพอที่จะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทาน นอกจากนั้นสมุนไพรบางตัวอาจมีผลข้างเคียงต่อตับได้ เช่น บอระเพ็ด ใบขี้เหล็ก จึงควรระมัดระวัง

Date Time : 2011-10-06 23:25:57 IP: 49.229.83.17

ลบ



ข้อความ
ผู้ Post
PicPost รูปไม่เกิน 100 Kb(jpg เท่านั้น)
   
Captcha
48dem2PSmEt$

รหัส
กิฟฟารีน