กิฟฟารีน

กิฟฟารีน

ค้าหาภายในเว็บบอร์ดค้าหาภายในเว็บบอร์ด

อ่านกระทู้ทั้งหมด


วิธีลดความเครียดและสิ่งที่ต้องระวังช่วงน้ำท่วม

ไม่มีข่าวชิ้นไหนจะสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนได้เท่ากับข่าวเรื่องน้ำท่วมหลายพื้นที่ในขณะนี้อีกแล้ว เพราะความเดือดร้อนได้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ไม่เฉพาะปริมาณน้ำเท่านั้นที่เพิ่มมากขึ้น สายฝนก็ยังตกลงมากระหน่ำซ้ำน้ำตาของผู้คนในอีกหลายพื้นที่

แต่..ไม่ใช่เฉพาะความสะเทือนใจเท่านั้นค่ะ สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากในขณะนี้คือเรื่อง "ความเครียด"

ในพื้นที่น้ำท่วมก็เต็มไปด้วยสภาพหลากหลายปัญหา ทั้งความเดือดร้อนเรื่องทรัพย์สินข้าวของเสียหาย ไม่มีที่อยู่ ไร้ที่ทำมาหากิน ความขัดแย้งในพื้นที่ เพราะเมื่อตนได้รับความเดือดร้อน หรืออยู่ที่ในพื้นที่รับน้ำ แล้วอาจต้องยอมเสียสละเพื่อให้พื้นที่ส่วนอื่นที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ เมื่อเดือดร้อนนานวันเข้าผู้คนก็อาจรู้สึกทนไม่ได้ แล้วไหนจะเรื่องความปลอดภัยของชีวิตกันอีก

ขณะที่พื้นที่ที่ยังไม่ท่วม ก็ต้องอยู่กับกระแสข่าวที่มีทั้งข่าวจริงและข่าวลือเรื่องวิกฤตการณ์น้ำท่วมอย่างหนัก เกิดกระแสความตื่นตระหนกกันถ้วนทั่ว มีการกักตุนเสบียงอาหารในหลายพื้นที่อย่างน่าตกใจ เพราะบางพื้นที่ถึงขนาดร้านค้าหลายแห่งขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคกันแล้ว

นาทีนี้ความเครียดได้กระจายตัวไปทั่ว

และเจ้าความเครียดที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ สร้างผลเสียทั้งต่อทั้งสุขภาพจิตใจ และร่างกายของผู้ที่กำลังประสบเหตุเป็นอย่างมาก หรือแม้แต่คนที่รับข้อมูลข่าวสารก็เครียดตามๆ กันทีเดียว

หากปล่อยความเครียดเอาไว้จะส่งผลเสียอย่างไร…

ผลกระทบด้านร่างกายนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหลังและปวดกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารได้ เนื่องจากเครียดจนไม่อยากกินอาหาร เกิดอาการนอนไม่หลับ บางรายถึงขั้นต้องหันไปพึ่งพาสิ่งเสพติดหรือเครื่องดื่มมึนเมาไปซะอีก

ส่วนผลกระทบด้านจิตใจนั้นมากมายเหลือเกิน ทำให้เกิดความวิตกกังวล ไม่อยากรับรู้เรื่องใดๆ หรืออาจถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า จนนำไปสู่ความท้อแท้และหมดหวังในชีวิตได้ ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับพื้นฐานอารมณ์และจิตใจของผู้นั้นด้วยว่าเป็นอย่างไร

วิธีรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้น

ประการแรก ต้องตั้งสติ แม้จะใจเสียอย่างไรก็ตามต้องพยายามตั้งสติให้ได้ก่อน จึงจะทำให้จัดการกับความคิดได้จะต้องทำอะไรต่อไป เช่น ขนย้ายสิ่งของที่จำเป็นไว้ในที่สูง หรือย้ายครอบครัวไปอยู่ในที่ปลอดภัย ไม่มีเวลาที่จะจมอยู่กับความสูญเสีย จากนั้นก็ค่อยวางแผนจัดการกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น เตรียมเสบียงอาหารและปัจจัยสี่ให้เพียงพอ รวมไปถึงการขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ

ประการที่สอง ต้องปรับใจทั้งตนเองและสมาชิกในครอบครัวหรือคนรอบข้างให้ยอมรับสภาพความเป็นจริงก่อนว่า นี่คือภัยพิบัติและกำลังอยู่ในภาวะฉุกเฉินที่ต้องพยายามช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด และพยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานที่อยู่ชั่วคราวให้ได้ และทุกอย่างจะต้องผ่านพ้นไป

ประการที่สาม ต้องพูดคุยหรือระบายความเครียดที่มีอยู่ภายในจิตใจให้สมาชิกในครอบครัวฟัง เพราะเรื่องจิตใจเป็นสิ่งสำคัญมาก การระบายออกมาก็จะช่วยลดภาวะความเครียดได้เป็นอย่างดี ยิ่งในภาวะความเครียดผู้ใหญ่มักต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และมักลืมที่จะนึกถึงความรู้สึกของเด็ก ซึ่งหากเด็กบางคนไม่สามารถปรับตัวได้ จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อไปในอนาคต ฉะนั้น ควรรับฟังความรู้สึกของเด็ก หรือให้เขาได้ระบายความรู้สึกออกมาด้วย

ประการที่สี่ ต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพราะกำลังใจสำคัญอย่างยิ่งในภาวะเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติ จะไม่มีใครทอดทิ้งกัน แต่จะร่วมฟันฝ่าอุปสรรคไปด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวที่มีเด็กและคนชรา การให้กำลังใจและปลอบโยนเป็นสิ่งสำคัญมาก

ประการห้า ต้องร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการหาทางออกร่วมกันภายในชุมชนด้วย อย่าเป็นเพียงฝ่ายตั้งรับรอการช่วยเหลืออย่างเดียว ถ้ามีกำลังกายใจที่เข้มแข็งเพียงพอควรช่วยกันหาทางออกร่วมกัน จะช่วยให้สถานการณ์ต่างๆ กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

ประการหก ต้องคิดบวก แม้อาจจะยากบ้าง เพราะเมื่อประสบเหตุเองก็ยากที่จะทำใจ แต่ก็จำเป็นต้องทำเพื่อขวัญกำลังใจในการสร้างพลังใจที่ดีให้กับตัวเองและคนรอบข้างทางใดทางหนึ่งด้วย อาจเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ เช่น สวดมนต์ภาวนา การนั่งสมาธิ หรือสิ่งใดที่คิดว่าจะทำให้ตนเองหายเครียดได้ ก็เป็นทางออกทางหนึ่งด้วยเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ระดับความเครียดในแต่ละคนไม่เท่ากัน ต้องขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางด้านอารมณ์ ร่างกาย จิตใจ และสังคมด้วย แต่สิ่งที่ทุกคนต้องการมากที่สุดในห้วงนี้คือพลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สะท้อนให้ผู้คนร่วมชาติได้เห็นร่วมกันว่า คนไทยไม่เคยทอดทิ้งกัน

ความเครียดเป็นเรื่องที่เราต้องจัดการกับตัวเองจึงจะได้ผลที่สุด และต้องผ่านไปให้ได้

อีกทั้งยังมีปัญหาหนักที่รออยู่ข้างหน้า คือหลังน้ำลดที่ตอเริ่มผุด สภาพปัญหาที่แท้จริงหลังจากน้ำลดแล้วจะทำอย่างไรต่อไป เป็นโจทย์ใหญ่ที่รออยู่

From: www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9540000128851
From : Fortune Stars  
Email : IP : 49.229.120.6

ลบ



ยังมีหน้าต่อไปอีก >>> [ 1 ]         [ 2 ]        


ความคิดเห็นที่ 1 From : Fortune Stars
ช่วงเวลานี้บ้านเราฝนตกหนัก แถมน้ำท่วมกันในหลายพื้นที่ นอกจากจะขอแสดงความเสียใจ พร้อมฝากความห่วงใยไปยังผู้ประสบภัยแล้ว เราขอถือโอกาสนำความรู้ในเรื่องการดูแลตัวเองเมื่อต้องเปียกฝนลุยน้ำท่วมมาฝากกันค่ะ

เพราะการต้องเดินตากฝนลุยน้ำกันอยู่เป็นนิจ อาจนำมาซึ่งโรคภัยหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคทางผิวหนัง ต้องสัมผัสความเปียกชื้นอยู่ตลอด แพทย์หญิงพู่กลิ่น ตรีสุโกศล หัวหน้ากลุ่มงานผื่นแพ้สัมผัส และอาชีวเวชศาสตร์ สถาบันโรคผิวหนัง จึงนำเกร็ดความรู้ในเรื่องการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคผิวหนังมาฝาก ให้คุณๆ นำไว้ใช้เป็นแนวทางในการดูแลและป้องกันตัวเอง

“เมื่อกล่าวถึงโรคทางผิวหนังในหน้าฝน อันดับแรกคงจะต้องนึกถึงเรื่องของการลุยน้ำ ซึ่งการเดินลุยน้ำก็จะทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ บริเวณที่เราต้องเปียกน้ำบ่อยๆ อย่างเช่น ง่ามนิ้วเท้า ซึ่งสิ่งสกปรกอาจจะถูกเก็บกักอยู่ในรองเท้า สายรองเท้า ก็จะทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบในลักษณะของการระคายเคือง จากการที่ต้องเปียกน้ำบ่อยๆ หรือจากความสกปรกที่อยู่ในน้ำ

หรือการเกิดอุบัติเหตุอย่างเช่น ถ้าเราเดินลุยน้ำท่วม แล้วเรามองไม่เห็นพื้นถนน เราก็อาจจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บจากการเดินเหยียบของมีคม ซึ่งอาจจะมีผลตามมาในแง่ของการติดเชื้อแบคทีเรีย (Bacteria) หรือการติดเชื้อโรคอย่างอื่นได้

นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่จะต้องนึกถึงคือ เรื่องของการติดเชื้อรา อาจจะเป็นผลตามมาจากการที่เราเปียกน้ำบ่อย หรือโดนฝนบ่อย เช่น ไม่มีร่ม แล้วตัวเราเปียก เสื้อผ้าเปียก แล้วเราไม่มีเสื้อผ้าแห้งเปลี่ยน ทำให้ต้องใส่เสื้อเปียกๆ เป็นเวลานาน ก็อาจเป็นสาเหตุของการติดเชื้อราที่ผิวหนังได้ โดยเฉพาะโรคเกลื้อน ก็จะเป็นโรคหนึ่งที่เจอได้เช่นกัน” คุณหมอพู่กลิ่น ให้ข้อมูลถึงโรคยอดฮิตในหน้าฝน

ผื่นคันเรื้อรัง ต้องพบแพทย์

คุณหมออธิบายถึงเรื่องของผื่นคันว่า มีหลายประเภทด้วยกัน หากเป็นไม่กี่วันหายก็โล่งใจได้ ทว่าหากเป็นเรื้อรัง ทายาแก้คันก็ไม่หาย แนะนำให้มาพบแพทย์ดีกว่าค่ะ

“ถ้ามีผื่นขึ้น แล้วมีอาการคันหรือมีอาการเจ็บ อีกทั้งดูแล้วว่าผื่นลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆ แนะนำว่าให้มาพบแพทย์จะดีกว่า เพราะว่าเราก็จะต้องมาแยกโรคด้วยว่า มันเป็นเรื่องของผื่นผิวหนังอักเสบจากการระคายเคืองจากที่เราลุยน้ำ หรือว่าเป็นเรื่องของการติดเชื้อรา หรือติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งการรักษาก็จะไปกันคนละฝั่ง

เพราะฉะนั้น ถ้าไม่แน่ใจ เราไปซื้อยาทาแล้วไม่หาย เช่น บางท่านอาจจะบอกว่า มันไม่ได้เป็นมากมาย ลองซื้อยาทาดูก่อน อันนั้นก็สามารถทำได้ แต่หากทายาไปแล้ว 3-4 วัน ดูไม่ดีขึ้น ผื่นไม่ดีขึ้น แนะนำว่า มาให้คุณหมอดูดีกว่า

แต่หากผื่นไม่ได้รุนแรงมาก ผื่นนั้นก็อาจจะหายได้เอง ซึ่งอาจจะเป็นระยะเวลา 7-10 วัน หรือบางคนอาจจะ 2 สัปดาห์ แบบนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่ในบางรายที่มีปัญหาโรคผิวหนังอยู่ก่อนแล้ว การระคายเคืองนี้ก็อาจจะทำให้โรคผิวหนังที่มีอยู่เดิมเป็นมากขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มผู้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน หรือกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาของโรคภูมิแพ้ผิวหนัง เมื่อมาเป็นผื่นระคายเคืองอีก ก็อาจจะทำให้โรคผิวหนังที่มีอยู่นั้นเป็นมากขึ้นได้”

เลือก-ดูแลรองเท้าให้เหมาะ ลดความเสี่ยงโรคผิวหนัง

แพทย์หัวหน้ากลุ่มงานผื่นแพ้สัมผัส และอาชีวเวชศาสตร์ สถาบันโรคผิวหนัง อธิบายว่า “รองเท้า” ถือเป็นของใช้ใกล้ตัว ที่ต้องระวังให้มากในหน้าฝน เพราะหากดูแลไม่ดี เลือกไม่เหมาะ รองเท้าคู่โปรดก็อาจนำโรคภัยมาถึงคุณ

“ในช่วงหน้าฝน อยากจะแนะนำให้ใส่เป็นรองเท้าที่เปียกน้ำได้ ก็จะใส่สบาย คล่องตัว แต่บางท่านอาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของรูปแบบดีไซน์ หรือความสุภาพในการทำงาน แต่ถ้าจะให้แนะนำก็คือ ควรใส่เป็นรองเท้าที่เปียกน้ำได้ เราก็จะสามารถทำความสะอาดได้ง่าย ผึ่งได้ง่าย แห้งได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกัน อีกสิ่งที่อยากแนะนำก็คือ หากรองเท้าเปียกน้ำ ก็ควรจะต้องมีการเอารองเท้านั้นไปผึ่งแดด หรือไปตากแดดให้แห้ง แล้วก็ไม่ควรจะใส่ซ้ำกัน ต่อเนื่องกันติดๆ กัน

เช่นวันนี้เราลุยน้ำมาแล้ว รองเท้าเราเปียกแล้ว แต่ว่าพรุ่งนี้เรายังใส่คู่นี้อยู่ มันก็จะเหมือนเป็นการทำให้ เท้าเรามีความชื้นอยู่ตลอดเวลา จึงไม่แนะนำให้ทำเช่นนั้น แต่ควรจะต้องมีการนำรองเท้าไปผึ่งแดดให้แห้งเสียก่อน แล้วสลับเอาคู่อื่นมาใส่ก่อน หรือว่าในระหว่างวัน หากรองเท้าเปียก แล้วเราไม่สามารถที่จะทำให้แห้งได้ ณ เวลานั้น เราอาจจะต้องพยายามลด ความรุนแรงของความเปียกของรองเท้าลง อย่างเช่น เช็ดด้วยกระดาษทิชชู่”

ทาแป้งกันชื้น ทำได้ แต่ต้องพอเหมาะ

เช่นเดียวกับเรื่องใกล้ตัวอีกประการอย่าง การทาแป้งที่คุณหมอให้ระวัง เพราะหากทามากไป แทนที่จะได้สบายตัวคลายชื้น จะกลายเป็นเหม็นอับ ชื้นหนักกว่าเดิมก็เป็นได้

“การทาแป้งต้องระวัง เพราะหลายคนยังไม่เข้าใจเรื่องการทาแป้งที่เหมาะสม คือ หากเราทาแป้งบางๆ เบาๆ ให้รู้สึกว่าสบาย อันนี้จะไม่มีปัญหา แต่บางคนไม่ได้เป็นลักษณะของการทา บางคนใช้วิธีเหมือนโปะ ก็จะกลายเป็นข้อเสียได้ เนื่องจากแป้งเป็นผง พอเหงื่อออกแป้งก็จะดูดเอาเหงื่อ ดูดเอาความชื้นที่ออกมาจากผิวหนังไว้ จนกลายเป็นเหมือนว่า เราทำให้ร่างกายมีความชื้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แล้วมันก็อาจจะมีปัญหาตามมาทีหลังได้

เช่น พอร่างกายมีความชื้นอยู่ตลอดเวลา เพราะเรามีเหงื่อออกทั้งวัน ก็อาจจะทำให้มีการติดเชื้อราได้ เพราะเชื้อราชอบความชื้น ก็จะทำให้เกิดโรคผิวหนังตามมาได้ นอกจากนี้ยังจะมีเรื่องของกลิ่นตามมาด้วย เช่น หากทาแป้งที่เท้าเยอะๆ แล้วสวมรองเท้า ภายในรองเท้าเราก็จะมีความแฉะ ซึ่งความแฉะนั้นก็อาจจะไปพาเอาสารเคมี หรือสีที่อยู่ในรองเท้าออกมาปนเปกันไปหมด ก็จะทำให้มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ขึ้นได้”

ท้ายสุดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังฝากคำแนะนำการดูแลตัวเองเมื่อคุณๆ ต้องเปียกฝน หรือลุยน้ำท่วมมาด้วยว่า

“ในกรณีที่เท้าเราไปเดินลุยน้ำมา หรือเท้าเปียกมา ก็ควรจะล้างทำความสะอาด ถ้าเป็นไปได้ควรใช้สบู่ แต่ถ้าไม่มีจริงๆ น้ำเปล่าธรรมดาก็ยังช่วยได้ เพราะจะเป็นการช่วยล้างเอาสิ่งสกปรกออก หรือหากน้ำมีเชื้อโรคก็จะช่วยล้างออกไปได้ในระดับหนึ่ง แต่หากเราไม่สามารถล้างได้จริงๆ อย่างเช่นเราจะต้องไปธุระ แล้วเท้าเปียกตัวเปียก ก็ควรจะเป่าให้แห้ง เพราะการทำให้แห้ง จะช่วยลดการระคายเคือง ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการอักเสบ หรือโอกาสเกิดผื่นผิวหนังน้อยลง” คุณหมอพู่กลิ่น ให้ความรู้ปิดท้าย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
Date Time : 2011-10-11 21:32:43 IP: 49.228.59.8

ลบ



ความคิดเห็นที่ 2 From : Fortune Stars
การเตรียมรับสถานการณ์น้ำท่วม
ก่อนน้ำท่วม
การป้องกันตัวเองและความเสียหายจากน้ำท่วม ควรมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า เพราะหาก รอให้มีการเตือนภัย เวลามักจะไม่เพียงพอ

การเตรียมความพร้อมก่อนน้ำท่วม

รู้จักกับภัยน้ำท่วมของคุณ

สอบถามหน่วยงานที่จัดการด้านน้ำท่วม ด้วยคำถามต่อไปนี้

- ภายในละแวกใกล้เคียงในรอบหลายปีที่ผ่านๆมา เคยเกิดน้ำท่วมสูงที่สุดเท่าไหร่

- เราสามารถคาดคะเนความเร็วน้ำหรือโคลนได้หรือไม่

- เราจะได้การเตือนภัยล่วงหน้าก่อนที่น้ำจะมาถึงเป็นเวลาเท่าไหร่

- เราจะได้รับการเตือนภัยอย่างไร

- ถนนเส้นใดบ้างในละแวกนี้ที่จะถูกน้ำท่วมหรือจะมีสิ่งกีดขวาง

การรับมือสำหรับน้ำท่วมครั้งต่อไปควรปฏิบัติดังนี้

1. คาดคะเนความเสียหายที่จะเกิดกับทรัพย์สินของคุณเมื่อเกิดน้ำท่วม

2. ทำความคุ้นเคยกับระบบการเตือนภัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขั้นตอนการอพยพ

3. เรียนรู้เส้นทางการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดจากบ้านไปยังที่สูงหรือพื้นที่ปลอดภัย

4. เตรียมเครื่องรับวิทยุแบบพกพา อุปกรณ์ทำอาหารฉุกเฉิน แหล่งอาหารและไฟฉาย รวมทั้งแบตเตอรี่สำรอง

5. ผู้คนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงต่อภัยน้ำท่วม ควรจะเตรียมวัสดุ เช่น กระสอบทราย แผ่นพลาสติก ไม้แผ่น ตะปู กาวซิลิโคน เป็นต้น เพื่อใช้ป้องกันบ้านเรือน และทราบแหล่งทรายที่จะนำมาใช้

6. นำรถยนต์และพาหนะไปเก็บไว้ในพื้นที่ซึ่งน้ำไม่ท่วมถึง

7. ปรึกษาและทำข้อตกลงกับบริษัทประกันภัยเกี่ยวกับการประกันความเสียหาย

8. บันทึกหมายเลขโทรศัพท์สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน และเก็บไว้ตามที่จำง่าย

9. รวบรวมของใช้จำเป็นและเสบียงอาหารที่ต้องการใช้ภายหลังน้ำท่วมไว้ในที่ปลอดภัยและสูงกว่าระดับที่คาดว่าน้ำจะท่วมถึง

10. ทำบันทึกรายการทรัพย์สินมีค่าทั้งหมด ถ่ายรูปหรือวีดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐาน 11. เก็บบันทึกรายการทรัพย์สิน เอกสารสำคัญและของมีค่าอื่นๆ ในสถานที่ปลอดภัยห่างจากบ้านหรือห่างจากที่น้ำท่วมถึง เช่น ตู้เซฟที่ธนาคาร หรือไปรษณีย์

12. ทำแผนการรับมือน้ำท่วม และถ่ายเอกสารเก็บไว้ในที่สังเกตได้ง่าย และติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันน้ำท่วมที่เหมาะสมกับบ้านของคุณ

From: cendru.eng.cmu.ac.th/web/12-2.htm
Date Time : 2011-10-12 21:57:08 IP: 110.49.250.42

ลบ



ความคิดเห็นที่ 3 From :
ถ้าคุณคือพ่อแม่ :

ทำการซักซ้อมและให้ข้อมูลแก่บุตรหลานของคุณขณะเกิดน้ำท่วม เช่น ไม่สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้า ปลั๊กไฟ หลีกเลี่ยงการเล่นน้ำและอยู่ใกล้เส้นทางน้ำ

ต้องทราบหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินของหน่วยงานท้องถิ่น

ต้องทราบแผนฉุกเฉินสำหรับ โรงเรียนที่บุตรหลานคุณเรียนอยู่

เตรียมแผนการอพยพสำหรับครอบครัวของคุณ

จัดเตรียมกระสอบทราย เพื่อกั้นน้ำไม่ให้เข้าสู่บ้านเรือน

ต้องมั่นใจว่าเด็กๆได้รับทราบแผนการรับสถานการณ์น้ำท่วมของครอบครัวและของโรงเรียน

การทำแผนรับมือน้ำท่วม
การจัดทำแผนรับมือน้ำท่วม จะช่วยให้คุณนึกถึงสิ่งต่างๆ ที่จะต้องทำหลังได้รับการเตือนภัย เดินสำรวจทั่วทั้งบ้านด้วยคู่มือเล่มนี้ พร้อมทั้งจดบันทึกด้วยว่าจะจัดการตามคำแนะนำอย่างไร ในช่วงเวลาที่ทุกๆ คน เร่งรีบและตื่นเต้นเนื่องจากภัยคุกคาม สิ่งสำคัญที่จะลืมไม่ได้ก็คือ หมายเลขโทรศัพท์ต่างๆ ที่สำคัญไว้ในแผนด้วย
ถ้าคุณมีเวลาเพียงเล็กน้อยหลังการเตือนภัย : สิ่งที่ต้องทำและมีในแผน

- สัญญาณเตือนภัยฉุกเฉิน และสถานีวิทยุหรือสถานีโทรทัศน์ที่รายงานสถานการณ์และรายชื่อสถานีวิทยุที่รายงาน

- รายชื่อสถานที่ 2 แห่งที่สมาชิกในครอบครัวสามารถพบกันได้หลังจากพลัดหลง โดยสถานที่แรกให้อยู่ใกล้บริเวณ

บ้าน และอีกสถานที่อยู่นอกพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง

- เมื่ออพยพออกจากบ้าน ในกรณีที่คุณไม่สามารถกลับเข้าบ้านได้หลายวันควรติด ข้อความอธิบายที่บ้านด้วยว่า

คุณอพยพไปที่ไหนและสามารถติดต่อได้อย่างไร

- เมื่อจะออกจากบ้านให้ปิดบ้านให้เรียบร้อย และวิ่งออกไปตามเส้นทางที่วางแผนไว้สู่ที่อพยพ

ถ้าคุณมีเวลามาก หลังการเตือนภัย : สิ่งที่ต้องเพิ่มลงไปในแผนคือ

- ติดตั้งอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เตรียมไว้สำหรับการป้องกันน้ำท่วม

- อุดปิดช่องน้ำทิ้งอ่างล้างจาน พื้นห้องน้ำและสุขภัณฑ์ที่น้ำสามารถไหลเข้าบ้านได้

- ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า แก๊สและประปาในบริเวณที่จะถูกน้ำท่วม หรือถ้าคาดว่าน้ำจะท่วมเฉพาะชั้นล่างก็สามารถปิด

อุปกรณ์ไฟฟ้าเฉพาะส่วนนั้นและเปิดใช้ในส่วนที่อยู่อาศัยได้ ในแผนรับมือน้ำท่วม ให้ทำเครื่องหมายจุดที่เป็น

ฟิวส์ หรือเบรกเกอร์ เพื่อแสดงวงจรไฟฟ้าที่เข้าสู่ตัวบ้าน

- ปิดถังแก๊สให้สนิท

- จัดเตรียมน้ำสะอาดใส่ในภาชนะเพื่ออุปโภคและบริโภคอย่างเพียงพอ

- ตรวจสอบแหล่งพลังงานที่ใช้กับเครื่องสูบน้ำ

- เคลื่อนย้ายทรัพย์สินมีค่าไปเก็บไว้ที่สูงหรือปลอดภัย


น้ำสามารถไหลเข้าบ้านคุณได้อย่างไร

น้ำท่วมสามารถไหลเข้าบ้านได้หลายทาง โดยทางเข้าจะสูงกว่าระดับพื้นบ้านดังนั้นหลังจากระดับน้ำท่วมลดลง น้ำจึงยังคงอยู่ในตัวบ้าน เป็นสาเหตุให้เกิดความเสียหาย

น้ำเข้าบ้านได้หลายทาง ดังนี้

- น้ำสามารถผ่านเข้ารอบๆประตู และช่องว่างของอิฐได้

- หากน้ำท่วมสูงมาก น้ำจะสามารถไหลย้อนกลับเข้าบ้าน

ทางท่อในห้องน้ำหรือท่ออ่างล้างหน้าได้

- น้ำสามารถซึมผ่านรอยร้าวและรอยต่อของกำแพง

- น้ำสามารถซึมผ่านขึ้นมาทางพื้นชั้นล่างได้

- น้ำสามารถผ่านเข้าทางรอยร้าวและรอยต่อรอบๆสายไฟ

หรือ สายโทรศัพท์ที่เจาะผ่านกำแพง

- น้ำสามารถผ่านเข้าทางท่อระบายน้ำทิ้ง

From: cendru.eng.cmu.ac.th/web/12-2.htm
Date Time : 2011-10-12 21:59:15 IP: 110.49.250.42

ลบ



ความคิดเห็นที่ 4 From : Fortune Stars
ระหว่างเกิดน้ำท่วม
พายุและน้ำท่วมสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ควรมีการตื่นตัวเมื่อเกิดพายุฝนตกหนักหรือหากไม่แน่ใจ ควรเปิดวิทยุหรือโทรทัศน์เพื่อฟังพยากรณ์อากาศและติดตามสถานการณ์ น้ำท่วมฉับพลันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งจะมีหน่วยงานสำหรับเตือนภัย เพื่อให้ประชาชนมีเวลารับสถานการณ์ ซึ่งประชาชนทุกคนควรให้ความร่วมมือและช่วยเป็นหูเป็นตา หากสัญญาณที่อาจจะเกิดน้ำท่วมได้ให้ทำการแจ้งหน่วยงานในท้องถิ่น

ระดับการเตือนภัยน้ำท่วม

ลักษณะการเตือนภัยมี 4 ประเภท คือ

1. การเฝ้าระวังน้ำท่วม ( Flood Watch) : มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดน้ำท่วมและอยู่ในระหว่างสังเกตการณ์

2. การเตือนภัยน้ำท่วม (Flood Warning) : เตือนภัยจะเกิดน้ำท่วม

3. การเตือนภัยน้ำท่วมรุนแรง (Severe Flood Warning) : เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง

4. การกลับสู่ภาวะปกติ (All Clear) : เหตุการณ์กลับสู่ภาวะปกติ


สิ่งที่คุณควรทำ : หลังจากได้รับการเตือนภัยจากหน่วยงานด้านเตือนภัยน้ำท่วม

1. ติดตามการประกาศเตือนภัยจากสถานีวิทยุท้องถิ่น โทรทัศน์หรือรถฉุกเฉิน

2. ถ้ามีการเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน และคุณอยู่ในพื้นที่หุบเขาให้ปฏิบัติดังนี้

- ปีนขึ้นที่สูงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

- อย่าพยายามนำสัมภาระติดตัวไปมากเกินไป ให้คิดว่าชีวิตสำคัญที่สุด

- อย่าพยายามวิ่งหรือขับรถผ่านบริเวณทางน้ำหลาก


3. ดำเนินการตามแผนรับมือน้ำท่วมที่ได้วางแผนไว้แล้ว

4. ถ้ามีการเตือนการเฝ้าระวังน้ำท่วม จะยังพอมีเวลาในการเตรียมแผนรับมือน้ำท่วม

5. ถ้ามีการเตือนภัยน้ำท่วมและคุณอยู่ในพื้นที่น้ำท่วมถึง ควรปฏิบัติดังนี้

- อุดปิดช่องน้ำทิ้งอ่างล้างจาน พื้นห้องน้ำและสุขภัณฑ์ที่น้ำสามารถไหลเข้าบ้าน

- อ่านวิธีการที่ทำให้ปลอดภัยจากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อยู่นอกบ้าน

- ปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและแก๊สถ้าจำเป็น

- ล๊อคประตูบ้านและอพยพขึ้นที่สูง

- ถ้าไม่มีที่ปลอดภัยบนที่สูง ให้ฟังข้อมูลจาก วิทยุหรือโทรทัศน์เกี่ยวกับ สถานที่หลบภัยของหน่วยงาน

6. หากบ้านพักอาศัยของคุณไม่ได้อยู่ในที่น้ำท่วมถึงแต่อาจมีน้ำท่วมในห้องใต้ดิน

- ปิดอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องใต้ดิน

- ปิดแก๊สหากคาดว่าน้ำจะท่วมเตาแก๊ส

- เคลื่อนย้ายสิ่งของมีค่าขึ้นข้างบน

- ห้ามอยู่ในห้องใต้ดิน เมื่อมีน้ำท่วมถึงบ้าน


น้ำท่วมฉับพลัน

- น้ำท่วมฉับพลันสามารถเกิด ขึ้นได้โดยไม่มีการเตือนภัย

- ควรทราบว่าถ้าเกิดน้ำท่วมฉับพลันจะทำอย่างไร ทั้งตอนอยู่ที่บ้าน ที่ทำงาน และในรถ

- เมื่อเกิดฝนตกหนักและคุณอยู่ใกล้ลำน้ำ ควรติดตามข่าวทางสถานีวิทยุท้องถิ่นหรือโทรทัศน์ ถ้าได้รับการ

เตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน ให้ระมัด ระวังตัวและย้ายไปอยู่ที่สูง

- ถ้าได้ยินการเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลันให้วิ่งไปบนที่สูงทันที

- ออกจากรถและที่ที่อยู่ คิดอย่างเดียว ว่าต้องหนี

- อย่าพยายามขับรถหรือวิ่งย้อนกลับไปทางที่ถูกน้ำท่วม


ปลอดภัยไว้ก่อนเมื่ออยู่นอกบ้าน

- ห้ามเดินตามเส้นทางที่น้ำไหล : มีผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตเนื่องจากจมน้ำตายในขณะที่

น้ำกำลังมา ความสูงของน้ำเพียงแค่ 15 เซนติเมตรก็ทำให้เสียหลักล้มได้ ดังนั้นถ้ามี

ความจำเป็นต้องเดินผ่านทางที่น้ำไหลให้ลองนำไม้จุ่มเพื่อวัดระดับก่อนทุกครั้ง

- ห้ามขับรถในพื้นที่ที่กำลังโดยน้ำท่วม : การขับรถในพื้นที่น้ำท่วมมีความเสี่ยงสูงมาก

ที่จะจมน้ำ หากเห็นป้ายเตือนตามเส้นทางต่างๆ ห้ามขับรถเข้าไป เพราะอาจมี

อันตรายข้างหน้า น้ำสูง 50 เซนติเมตรพัดรถจักรยานยนต์ให้ลอยได้

- ห้ามเข้าใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าและสาย : กระแสไฟฟ้าสามารถวิ่งผ่านน้ำได้ เมื่อเกิดน้ำ

ท่วมแต่ละครั้งจะมีผู้เสียชีวิตเนื่องจากไฟดูดมากว่าสาเหตุอื่นๆ เมื่อเห็นสายไฟหรือ

อุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุดเสียหายกรุณาแจ้ง 191 หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


ปลอดภัยไว้ก่อนเมื่ออยู่ในบ้าน

- ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อบ้านโดนน้ำท่วม : อุปกรณ์บางอย่างสามารถทำให้คุณช็อกได้

แม้ในขณะที่ไม่เสียบปลั๊ก ห้ามใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปียกน้ำ จนกว่าแน่ใจว่าทุกชิ้นส่วน

ของอุปกรณ์นั้น สะอาดและแห้งสนิท

- ระวังสัตว์อันตราย : สัตว์อันตราย เช่น งู ตะขาบ ที่อาจหนีน้ำเข้ามาในบ้าน

- เดินอย่างระมัดระวัง : ระวังอันตรายจาก โคลนที่ทำให้ลื่น เศษแก้ว เข็ม ซากสิ่งของที่

พังลอยมากับน้ำตอนที่น้ำลดแล้ว

- ระวังแก๊สรั่ว : หากได้กลิ่นแก๊สให้อยู่ห่างๆ ไว้ ลองใช้ไฟฉายส่องดูเพื่อเช็คความ

เสียหาย และห้ามสูบบุหรี่หรือจุดไฟจนกว่าจะปิดแก๊สหรือระบายอากาศในพื้นที่แล้ว

- อันตรายจากคาร์บอนมอนออกไซด์ : ควรใช้ เตาย่าง และโคมไฟ นอกบ้านเพราะควัน

ที่ออกมาจากสิ่งเหล่านี้อาจมีพิษ และไม่ ควรนำไปใช้ในบ้าน

- ทำความสะอาดทุกอย่างที่เปียกน้ำ : น้ำท่วมเป็นน้ำมีสิ่งปฏิกูลและสารอันตราย เจือปน

ห้ามบริโภคทุกอย่างที่สัมผัสน้ำ อาหาร ส่วนเครื่องใช้ให้ล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาด

- ดูแลตัวเองและครอบครัว : หลังจากน้ำท่วมควรดูแลตนเองทั้งทางร่างกายและจิตใจ

ความเจ็บป่วยทางจิตใจอาจใช้เวลารักษานานกว่าความเจ็บป่วยทางกาย ดังนั้นควร

พยายาม เรียนรู้วิชาการที่จะสามารถเอาชนะความเครียดและความวิตกกังวล


หลังน้ำท่วม

3 ขั้นตอนที่คุณควรทำในวันแรกๆหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วม

ขั้นตอนที่ 1 : เอาใจใส่ตัวเอง

หลังผ่านเหตุการณ์น้ำท่วม คุณและครอบครัวอาจเกิดความซึมเศร้า และต้องใช้เวลาเพื่อกลับสู่ภาวะปกติ อย่าลืมว่าเหตุการณ์น้ำท่วมก็อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหาย คุณต้องดูแลทั้งตัวเองและครอบครัวพร้อมกับการบูรณะบ้านให้กลับมาเหมือนเดิม

อุปสรรคที่สำคัญคือ ความเครียด และหงุดหงิดง่ายรวมทั้งปัญหาอื่น เช่น นอนหลับยาก ฝันร้าย และปัญหาทางกายโรคภัยไข้เจ็บ จริงๆแล้วเรื่องความเครียดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ ซึ่งคุณและครอบครัวควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

1. ให้เวลากับครอบครัวเพราะความอบอุ่นในครอบครัวอาจช่วยเยียวยารักษาได้ดี

2. พูดคุยปัญหาเรื่องต่างๆ กับเพื่อนและครอบครัว ร่วมแบ่งปันความกังวล จะช่วยให้ระบายและผ่อนคลายความเครียด

3. พักผ่อนและกินอาหารที่มีประโยชน์เพราะมีปัญหาทั้งความเครียดและ ทางกายเพิ่มขึ้นเมื่อร่างกายอ่อนแอ

4. จัดลำดับสิ่งที่จำเป็นต้องทำตามลำดับและค่อยๆ ทำไป

5. ขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์เมื่ออาการซึมเศร้าจนเกินที่จะรับมือได้

6. ดูแลเด็กๆ ให้ดี และโปรดเข้าใจว่าเด็กก็มีความตื่นกลัวไม่แพ้กัน และอย่าตำหนิเด็กทีมีพฤติกรรมแปลกๆ หลังจาก

น้ำท่วม เช่น ฉี่รดที่นอน ดูดนิ้วโป้งหรือเกาะคุณอยู่ตลอดเวลา จำไว้ว่าเด็กก็เพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่รุนแรงในชีวิต

7. ระวังเรื่องสุขอนามัย เมื่ออยู่ในพื้นที่ที่เคยโดยน้ำท่วม


ขั้นตอน 2 : การจัดการดูแลบ้านของคุณ

ที่ผ่านมามีผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตเนื่องจากน้ำท่วม ส่วนใหญ่เกิดจากการถูกไฟดูดหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหลังจากน้ำลด สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อกลับเข้าบ้านคือ การตรวจสอบความปลอดภัยก่อนเข้าบูรณะและอยู่อาศัย โดยมีขั้นตอน ดังนี้

1. ปรับจูนคลื่นวิทยุโทรทัศน์ ฟังรายงานสถานการณ์

2. ติดต่อบริษัทประกันภัย เพื่อตรวจสอบความเสียหายและซ่อมแซมทรัพย์สินต่างๆ

3. เดินตรวจตรารอบๆ บ้าน และเช็คสายไฟฟ้า สายและถังแก๊ส โดยถ้าหากเกิดแก๊สรั่ว จะสามารถรู้ได้จากกลิ่นแก๊ส

ให้ระวังและรีบโทรแจ้งร้านที่เป็นตัวแทนจำหน่าย

4. ตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างตัวบ้าน ระเบียง หลังคา ให้แน่ใจว่าโครงสร้าง ทุกอย่างปลอดภัย

5. ตัดระบบไฟฟ้าที่จ่ายเข้าบ้าน

6. ปิดวาล์วแก๊สให้สนิท หากได้กลิ่นแก๊สรั่วก็ไม่ควรเข้าใกล้บริเวณนั้น

7. เข้าไปในบ้านอย่างระมัดระวัง อย่าใช้วัสดุที่ทำให้เกิดประกายไฟ

8. ถ่ายรูปความเสียหาย เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยจากประกัน(ถ้ามี)

9. เก็บกู้สิ่งของที่มีค่า และห่อหุ้มรูปภาพหรือเอกสารสำคัญ

10. เก็บกวาดทำความสะอาดบ้าน เปิดหน้าต่างและประตูเพื่อระบายอากาศและตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้าง

พื้นฐานของสิ่งก่อสร้างต่างๆ

11. ซ่อมแซมโครงสร้างที่เสียหาย

12. เก็บกวาดกิ่งไม้หรือสิ่งปฏิกูลในบ้าน

13. ตรวจหารอยแตกหรือรั่วของท่อน้ำ ถ้าพบให้ปิดวาล์วตรงมิเตอร์น้ำ และไม่ควรดื่มหรือทำอาหารด้วยน้ำจากก๊อก

จนกว่าจะรู้ว่าสะอาดและปลอดภัย

14. ระบายน้ำออกจากห้องใต้ดินอย่างช้าๆเนื่องจากแรงดันน้ำภายนอกอาจจะมากจนทำให้เกิดรอยแตกของผนังหรือ

พื้นห้องใต้ดินได้

15. กำจัดตะกอนที่มาจากน้ำ เนื่องจากเชื้อโรคส่วนมากมักจะมาจากตะกอน


ขั้นตอน 3 : ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ก่อนที่คุณพยายามทำความสะอาดและซ่อมแซมทุกอย่าง คุณควรประเมินความเสียหายและทำความแผนที่วางไว้ ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. เรียกบริษัทประกันภัยและเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น เพื่อพิจารณาความเสียหาย

2. ตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างอาคารของบ้านคุณ

3. ทำแผนการบูรณะซ่อมแซม ซึ่งเป็นรายการสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ เพื่อ

ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

4. เปิดหน้าต่างเพื่อให้ความชื้นระเหยออกไป


มันมากับน้ำท่วม !
โรคภัยที่แฝงมาทำร้ายผู้คนพร้อมกับน้ำท่วมมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ โรคน้ำกัดเท้าและผื่นคัน ไข้หวัด โรคเครียดวิตกกังวล โรคตาแดง โรคอุจจาระร่วงและสัตว์พิษกัด

โรคน้ำกัดเท้าและผื่นคัน
โรคน้ำกัดเท้า หรือ ฮ่องกงฟุต จะมีอาการคันจากเชื้อรา ที่มาจากการแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน จนทำให้ราร้ายตัวนี้เจริญเติบโตไปตามซอกนิ้วเท้า โดยเชื้อราจะทำให้ผิวหนังลอกเป็นขุย เกิดผื่นที่เท้า ผิวหนังที่เท้าเกิดพุพอง นิ้วเท้าหนา พบบ่อยที่ซอกนิ้ว แต่อาจลุกลามไปถึงฝ่าเท้าและเล็บได้ การรักษาและป้องกันทำได้โดยล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่ และเช็ดให้แห้ง ใส่ถุงเท้าที่สะอาดไม่เปียกชื้นและไม่ใส่รองเท้าคู่เดิมทุกวัน

ไข้หวัด
เกิดจากเชื้อไวรัสเข้าสู่จมูก และคอจะทำให้เยื่อจมูกบวมและแดง มีการหลั่งของเมือกออกมา โดยผู้ที่เป็นไข้หวัดจะมีอาการจามและน้ำมูกไหลนำมาก่อน อ่อนเพลียปวดศีรษะเล็กน้อย แต่มักไม่ค่อยมีไข้ บางรายอาจมีอาการปวดหู เยื่อแก้วหูมีเลือดคั่ง โรคมักเป็นไม่เกิน 2-5 วัน มีการระบาดหนักในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากความชื้นต่ำ และอากาศเย็น ติดต่อได้จากน้ำลาย และเสมหะผู้ป่วย ให้พักและดื่มน้ำมากๆ สิ่งที่สำคัญในการป้องกัน คือ ดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงตลอดเวลา

โรคเครียดวิตกกังวล
โรคเครียดเป็นสิ่งที่คนเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ป้องกันไม่ให้ร่างกายอ่อนแอลงเพราะความ เครียดได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อย่าพึ่งสารอาหารใดสารอาหารหนึ่งเพื่อลดความ เครียด เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลต่ำ พยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ และรู้จักผ่อนคลาย

โรคตาแดง
เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุตาที่ติดเชื้อไวรัส ติดต่อโดยตรงจากการสัมผัสน้ำตาของผู้ป่วยที่ติดมากับนิ้วมือและแพร่จากนิ้วมือมาติด อาการเกิดได้ภายใน 1-2 วัน สามารถติดต่อได้ง่ายมาก โดยการคลุกคลีใกล้ชิดหรือสัมผัสกับผู้ป่วย ใช้เสื้อผ้าหรือสิ่งของร่วมกับผู้ป่วย และไม่รักษาความสะอาดของร่างกาย โดยเฉพาะมือและใบหน้า ผู้ป่วยโรคตาแดงจะมีอาการตาแดง เคืองตา ตาขาวจะมีสีแดงเรื่อๆ น้ำตาไหล เจ็บตา มักมีขี้ตามากจากการติดเชื้อแบคทีเรียมาพร้อมกัน

การป้องกันทำได้โดยล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ ไม่คลุกคลีใกล้ชิด และหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย สิ่งของเครื่องใช้เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนให้สะอาดอยู่เสมอ

โรคอุจจาระร่วง
จะมีการถ่ายอุจจาระเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือมูกปนเลือดหรือถ่ายเป็นน้ำมากกว่า 1 ครั้งต่อวัน ทำให้ร่างกายขาดน้ำ และเกลือแร่ อาจทำให้ช็อคหมดสติ โดยเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว และ ปรสิตหนอน พยาธิ ที่มากับการรับประทานอาหาร และเครื่องดื่มที่ไม่สะอาด การไม่ล้างมือให้สะอาดก่อนการปรุงอาหารและภาชนะสกปรก การรักษาเมื่อเริ่มมีอาการอุจจาระร่วงให้รีบผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ดื่มทันที

การป้องกันควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ไม่มีแมลงวันตอม ดื่มน้ำต้มสุกหรือน้ำสะอาด ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนปรุงหรือก่อนรับประทานอาหาร และควรถ่ายอุจจาระในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ
โรคทั้งห้าโรคดังกล่าวนั้น เมื่อเกิดน้ำท่วมครั้งใด "มันจะมากับน้ำท่วม" ทุกที ดังนั้นในภาวะน้ำท่วม ผู้ประสบภัยต้องป้องกันให้ดี ไม่เช่นนั้นอาจถูกมันทำร้ายได้
Date Time : 2011-10-12 22:04:42 IP: 110.49.250.42

ลบ



ความคิดเห็นที่ 5 From : Fortune Stars

ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมของเมืองไทยยังคงวิกฤตต่อเนื่อง ภาพความเสียหายมีให้เห็นอยู่ทั่วไป ยิ่งบ้านไหนมีรถยนต์แล้วขนย้ายไม่ทัน ก็จำต้องทิ้งรถไว้ให้จมน้ำตามยถากรรม แต่ตอนนี้มีทางแก้ไขใหม่สำหรับคนที่มีรถยนต์กับ "ถุงซิป กันน้ำท่วมรถ" ใครที่ยังพอมีเวลา น้ำยังมาไม่ถึงหน้าบ้าน ก็ลองนำวิธีนี้ไปใช้เพื่อรับมือกับสถานการณ์น้ำที่อาจจะมาถึงกรุงเทพฯ อีกไม่นานนี้

ในหลายพื้นที่ต้องประสบกับน้ำท่วมสูงจนมิดหลังคารถยนต์ ทำให้เครื่องยนต์และห้องโดยสารรถยนต์พังเสียหาย ทำให้เจ้าของรถต้องจ่ายเงินค่าซ่อมไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท ดังนั้น ถุงซิป กันน้ำท่วมรถ จึงเป็นทางเลือกที่ดีในเวลานี้ ซึ่งผลงานนี้เป็นของกลุ่มนักศึกษาจากวิทยาลัยการอาชีพวังสะพุง จังหวัดเลย พวกเขาได้ทำถุงพลาสติกนี้ขึ้นมา โดยให้ชื่อว่า "ถุงไอเดีย คอปเวอร์ คาร์" (IDEA cover car) สามารถใช้คลุมรถที่จมอยู่ใต้น้ำได้ปลอดภัย 100%

นายสันติประชา ดอนชุม อาจารย์ประจำแผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตร่วมกับนักศึกษา กล่าวว่า ถุงไอเดีย คอปเวอร์ คาร์ ทำจากวัสดุโพลิเมอร์เอสทีลิน ซึ่งเป็นพลาสติกหนาสามารถกันน้ำได้ มีการออกแบบและตัดเย็บได้ตามขนาดของรถแต่ละชนิด มีซิบกันน้ำสำหรับเปิดเป็นช่องเพื่อขับรถเข้าไปเก็บในถุง รถยนต์จะวิ่งเข้าไปจอดอยู่ด้านในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ที่มีความหนาและทนทาน ก่อนที่จะรูดซิปยาวครอบทั้งคันรถ เหมือนกับการสวมถุงพลาสติกสิ่งของ

From: www.manager.co.th/Campus/ViewNews.aspx?NewsID=9540000130535
Date Time : 2011-10-13 02:14:39 IP: 119.31.115.122

ลบ


ยังมีหน้าต่อไปอีก >>> [ 1 ]         [ 2 ]        


ข้อความ
ผู้ Post
PicPost รูปไม่เกิน 100 Kb(jpg เท่านั้น)
   
Captcha
9eY$PJHeFDy6

รหัส
กิฟฟารีน