กิฟฟารีน

กิฟฟารีน

ค้าหาภายในเว็บบอร์ดค้าหาภายในเว็บบอร์ด

อ่านกระทู้ทั้งหมด


สัตว์ทุกชีวิตในเอกภพ

สัตว์ทุกชีวิตในเอกภพ (กามาวจรภูมิ-สัตว์นรก อสุรกาย เปรต สัตว์เดรฉาน มนุษย์ เทวดา พรหม) ล้วนต้องการความสุขหลีกหนีความทุกข์ทั้งสิ้น ต่างแก่งแย่ง หาอาหารกินเพื่อบรรเทาทุกข์ที่เกิดจากความหิวโหย หาที่อยู่อาศัยหลบซ่อนในที่ปลอดภัย หาสิ่งปกป้องร่างกายให้ความอบอุ่น หายาที่จะรักษาอาการเจ็บป่วยของร่างกาย และจิตใจ แต่ผู้ที่รู้วิธีการดับทุกข์ มีสุขอย่างถาวรด้วยตนเองมีเพียงผู้เดียวคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อท่านมีเมตตาสั่งสอนผู้อื่น ก็สามารถทำให้ผู้ที่เรียนรู้จำนวนมากปฏิบัติตามอย่างได้ ตลอดมาจนถึงปัจจุบัน
กุศล หรือ บุญ(ความดี) คือสิ่งที่กระทำแล้วจะให้ผลเป็นความสุขใจและกาย
อกุศล หรือบาป กิเลส (ความชั่ว) คือสิ่งที่กระทำแล้วจะให้ผลเป็นความทุกข์ใจและกาย ได้แก่การกระทำที่ตรงข้ามกับ กุศล ได้แก่
อุปกิเลส โทษเครื่องเศร้าหมอง, สิ่งที่ทำจิตต์ใจให้เศร้าหมองขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก มี ๑๖ อย่าง คือ ๑. อภิชฌาวิสม โลภะ ละโมบ จ้องจะเอาไม่เลือกควรไม่ควร ๒. โทสะ คิดประทุษร้าย ๓. โกธะ โกรธ ๔. อุปนาหะ ผูกโกรธไว้ ๕. มักขะ ลบหลู่คุณท่าน ๖. ปลาสะ ตีเสมอ ๗. อิสสา ริษยา ๘. มัจฉริยะ ตระหนี่ ๙. มายา เจ้าเล่ห์ ๑๐. สาเถยยะ โอ้อวด ๑๑. ถัมภะ หัวดื้อ ๑๒. สารัมภะ แข่งดี ๑๓. มานะ ถือตัว ๑๔. อติมานะ ดูหมิ่นท่าน ๑๕. มทะ มัวเมา ๑๖. ปมาทะ เลินเล่อหรือละเลย
สรุปลงได้ ๓/๕ ประการคือ
๑ โลภ ความอยาก
๒ โกรธ ความทำร้าย
๓ หลง ความไม่รู้จริง ๘ ประการดังนี้ (คือการมี อวิชชา)
๓.๑ การไม่รู้ทุกข์
๓.๒ การไม่รู้สมุทัย
๓.๓ การไม่รู้นิโรธ
๓.๔ การไม่รู้มรรค
1
๓.๕ การไม่รู้ปฏิจจสมุปบาท
๓.๖ การไม่รู้ ธาตุ ขันธ์ อายาตนะ ที่เป็นอดีต
๓.๗ การไม่รู้ ธาตุ ขันธ์ อายาตนะ ที่เป็นอนาคต
๓.๘ การไม่รู้ ธาตุ ขันธ์ อายาตนะ ที่เป็นอดีตและอนาคต
๔ มานะ ความถือตน ๙ ประการ
๕ ทิฏฐิความเห็นผิด
ความเห็นผิดมี ๕ คือ ๑. สัสสตทิฏฐิความเห็นว่าเที่ยง ๒. อุจเฉททิฏฐิความเห็นว่าขาดสูญ; ๓. อกิริยทิฏฐิความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ๔. อเหตุกทิฏฐิความเห็นว่าไม่มีเหตุ ๕. นัตถิกทิฏฐิความเห็นว่าไม่มีคือถืออะไรเป็นหลักไม่ได้ เช่น มารดาบิดาไม่มีเป็นต้น; ในภาษาไทยมักหมายถึง การดื้อดึงในความเห็น (พจนานุกรมเขียน ทิฐิ);
กิเลส ๓ อย่าง ธรรมที่เรียกว่ากิเลสนั้นมีหลายอย่าง มีโลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิเป็นต้น บรรดากิเลสหลายอย่างเหล่านั้น แต่ละอย่างแบ่งเป็น ๓ อย่างตามกำลัง หรือตามความสามารถแห่งการครอบงำจิต คือ
วีตกกมกิเลส ศีลเป็นปฏิปักษ์ต่อวีติกกมกิเลส
ปริยุฏฐานกิเลส สมาธิเป็นปฏิปักษ์ต่อปริยุฏฐานกิเลส
อนุสัยกิเลส ปัญญาเป็นปฏิปักษ์ต่ออนุสัยกิเลส
กุศลกรรมบถ ทางแห่งกรรมดี, ทางทำดี, ทางแห่งกรรมที่เป็นกุศล, กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่สุคติมี ๑๐ อย่าง คือ ก. กายกรรม ๓ ได้แก่ ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากทำลายชีวิต ๒. อทินนาทานา เวรมณีเว้นจากถือเอาของที่เข้ามิได้ให้ ๓. กาเมสุมิจฉาจาร เวรมณีเว้นจากประพฤติผิดในกาม ข. วจีกรรม ๔ ได้แก่ ๔. มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเท็จ ๕. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดส่อเสียด ๖. ผรุสาย วาจาย เวรมณีเว้นจากพูดคำหยาบ ๗. สัมผัปปลาปา เวรมณีเว้นจากพูดเพ้อเจ้อ
2
ค. มโนกรรม ๓ ได้แก่ ๘. อนภิชฌา ไม่โลภคอยจ้องอยากได้ของเขา ๙. อพยาบาท ไม่คิดร้ายเบียดเบียนเขา ๑๐. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบตามคลองธรรม
กุศล และบุญ ได้แก่บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ
บุญกิริยาวัตถุสิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ, เรื่องที่จัดเป็นการทำบุญ, ทางทำความดี, หมวด ๑๐ คือ ๑. ทานมัย ทำบุญด้วยการให้ ๒. สีลมัย ทำบุญด้วยการรักษาศีลและประพฤติดี ๓. ภาวนามัย ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา ๔. อปจายนมัย ด้วยการประพฤติอ่อนน้อม (สีลมัย) ๕. เวยยาวัจจมัย ด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้(สีลมัย) ๖. ปัตติทานมัย ด้วยการเฉลี่ยส่วนความดีให้ผู้อื่น (ทานมัย) ๗. ปัตตานุโมทนามัย ด้วยความยินดีความดีของผู้อื่น (ทานมัย) ๘. ธัมมัสสวนมัย ด้วยการฟังธรรม (ภาวนามัย) ๙. ธัมมเทสนามัย ด้วยการสั่งสอนธรรม (ภาวนามัย) ๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ด้วยการทำความเห็นให้ตรง (ทานมัย สีลมัย ภาวนามัย)
ย่อลงได้เพียงหมวด ๓ คือ ๑. ทานมัย ทำบุญด้วยการให้(ละความโลภ) , มย-นั่นเหละ ๒. สีลมัย ทำบุญด้วยการรักษาศีลและประพฤติดี(สังวร กาย วาจา ใจ) ๓. ภาวนามัย ทำบุญด้วยการเจริญภาวนา
สมถะภาวนา-ทำให้จิตสงบ ได้แก่ กัมมัฏฐาน ๔๐ คือ กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ อรูป ๔
วิปัสสนาภาวนา-ทำให้ รู้-เห็น ความจริงของ สรรพสิ่งทั้งหลาย (สามัญลักษณะ) ซึ่งมีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่ค้นพบและประกาศไว้ ว่าเป็น ไตรลักษณ์ ได้แก่
อนิจตา-เป็นอนิจจัง คือไม่เที่ยง คงอยู่ไม่ได้
ทุกขตา-เป็นทุกขัง คือเป็นทุกข์ ถูกบีบคั้น (เนื่องจากความเป็น อนิจจตา)
อนัตตา-ไม่ใช่ตัวตน บังคับไม้ได้
เมื่อ รู้-เห็น ความจริง ดังนี้แล้วจะเกิด การการ รู้-เห็น (ปัญญา ณาณ วิชชาและ วิมุติ ) ตามมาจนปราศจากทุกข์ได้ โดยมีวิธีการตามลำดับตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน กุณฑริยสูตร ดังนี้
กุณฑริยปริพพาชกทูลถามว่า พระองค์อยู่ด้วย วิหารธรรมอะไร 3
( วิหารธรรม ธรรมเป็นเครื่องอยู่, ธรรมประจำใจ, ธรรมที่เป็นหลักใจในการดำเนินชีวิต )
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ตถาคตอยู่ด้วยวิชชาและวิมุติ” กุณฑริยปริพพาชกจึงทูลถามว่า “อะไรเป็นเหตุแห่งวิชชาและวิมุติ” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “โพชฌงค์ ๗ เป็นเหตุแห่งวิชชาและวิมุติ” กุณฑริยปริพพาชกจึงทูลถามอีกว่า “อะไรเป็นเหตุแห่งโพชฌงค์ ๗” พระองค์ตรัสตอบว่า “สติปัฏฐาน ๔ เป็นเหตุแห่งโพชฌงค์ ๗” กุณฑริยปริพพาชกจึงทูลถามอีกว่า “อะไรเป็นเหตุแห่งสติปัฏฐาน ๔”
พระองค์ตรัสตอบว่า “สุจริต ๓ เป็นเหตุแห่งสติปัฏฐาน ๔” กุณฑริยปริพพาชกจึงทูลถามอีกว่า “อะไรเป็นเหตุแห่งสุจริต ๓” พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตอบว่า “อินทรียสังวรเป็นเหตุแห่งสุจริต ๓”
อาหาร(สิ่งที่ทำให้สมบูรณ์) ของวิชา และวิมุตติ ๑. วิชชาและวิมุตติมีอาหาร คือ โพชฌงค์๗ ๒. โพชฌงค์ ๗ มีอาหาร คือ สติปัฏฐาน ๔ ๓. สติปัฏฐาน ๔ มีอาหาร คือ สุจริต ๓ ๔. สุจริต ๓ มีอาหาร คือ อินทรียสังวร ๕. อินทรียสังวร มีอาหาร คือ สติสัมปชัญญะ ๖. สติสัมปชัญญะ มีอาหาร คือ โยนิโสมนสิการ ๗. โยนิโสมนสิการ มีอาหาร คือ ศรัทธา ๘. ศรัทธา มีอาหาร คือ การสดับ (เล่าเรียน) สัทธรรม ๙. การสดับสัทธรรม มีอาหาร คือ การเสวนาสัปบุรุษ
สัปบุรุษ สัตบุรุษ คนสงบ, คนดี, คนมีศีลธรรม, คนที่ประกอบด้วย สัปปุริสธรรม
ธรรมของสัตบุรุษ มี สัทธรรม ๓ อย่าง คือ ๑. ปริยัติสัทธรรม สัทธรรมคือสิ่งที่พึงเล่าเรียน ได้แก่พุทธพจน์ ๒. ปฏิบัติสัทธรรม สัทธรรมคือสิ่งพึงปฏิบัติ ได้แก่ไตรสิกขา (ศีล จิต ปัญญา) ๓. ปฏิเวธสัทธรรม สัทธรรมคือผลที่พึงบรรลุ ได้แก่ มรรคผล และนิพพาน
ที่ว่าโพชฌงค์ ๗ เป็นเหตุแห่งวิชชาและวิมุตินั้น หมายความว่า โพชฌงค์ ๗ ช่วยให้ อริยมัคคสมังคีเกิดขึ้น เพราะอริยมัคคสมังคีเกิดขึ้นจึง รู้แจ้ง- เห็นแจ้ง อริยสัจ ๔ ว่า ทุกข์เป็นอย่างนี้ สมุทัยเป็นอย่างนี้ นิโรธเป็นอย่างนี้ มรรคเป็นอย่างนี้
อริยสัจจ์ 4 ความจริงอันประเสริฐ, ความจริงของพระอริยะ, ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ
1. ทุกข์ ความทุกข์, สภาพที่ทนได้ยาก, สภาวะที่บีบคั้น ขัดแย้ง บกพร่อง ขาดแก่นสารและความเที่ยงแท้ ไม่ให้ความพึงพอใจแท้จริง, ได้แก่ ชาติ ชรา มรณะ การประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความปรารถนาไม่สมหวัง โดยย่อว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
2. ทุกขสมุทัย เหตุเกิดแห่งทุกข์, สาเหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา 3. ทุกขนิโรธ ความดับทุกข์ ได้แก่ ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป, ภาวะที่เข้าถึงเมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกต้อง ไม่ติดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ คือ นิพพาน 4
4. ทุกขนิโรธคามีนิปฏิปทา ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับแห่งทุกข์, ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ อริยอัฏฐังคิกมรรค หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง มรรคมีองค์ ๘ นี้ สรุปลงใน ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ(ภาวนา) ปัญญา
กิจในอริยสัจจ์ ๔ หน้าที่อันจะพึงทำต่ออริยสัจ ๔ แต่ละอย่าง, ข้อที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องและเสร็จสิ้นในอริยสัจ ๔ แต่ละอย่าง จึงจะชื่อว่ารู้อริยสัจหรือเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว
1. ปริญญา การกำหนดรู้ เป็นกิจในทุกข์ ตามหลักว่า ทุกฺขํอริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ ทุกข์ควรกำหนดรู้ คือ ควรศึกษาให้รู้จักให้เข้าใจชัดตามสภาพที่เป็นจริง
2. ปหานะ การละ เป็นกิจในสมุทัย ตามหลักว่า ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพํ สมุทัยควรละ คือ กำจัด ทำให้หมดสิ้นไป ได้แก่การแก้ไขกำจัดต้นตอของ
3.สัจฉิกิริยา การทำให้แจ้ง เป็นกิจในนิโรธ ตามหลักว่า ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพํ นิโรธควรทำให้แจ้ง คือ เข้าถึง หรือบรรลุ ได้แก่การเข้าถึงสภาวะที่ปราศจากปัญหา บรรลุจุดหมายที่ต้องการ
4.ภาวนา การเจริญ เป็นกิจในมรรค ตามหลักว่า ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพํ มรรคควรเจริญ คือ ควรฝึกอบรม ลงมือปฏิบัติกระทำตามวิธีการที่จะนำไปสู่จุดหมาย ได้แก่การลงมือแก้ไขปัญหา
ธรรมที่มีอุปการะมาก ธรรมที่เกื้อกูลในกิจหรือในการทำความดีทุกอย่าง ได้แก่
1.สติ ความระลึกได้ นึกได้ สำนึกอยู่ไม่เผลอ
2.สัมปชัญญะ ความรู้ชัด รู้ชัดสิ่งที่นึกได้ ตระหนัก เข้าใจชัดตามความเป็นจริง
ในมิลินทปัญหา ได้กล่าวว่าสติมีลักษณะ “เตือนไว้” และ “ถือไว้”
เตือนไว้ซึ่งธรรม ที่เป็นกุศล อกุศล ถือไว้ซึ่งธรรมที่เป็นกุศล
สติ มีลักษณะ ไม่เลื่อนลอย
สติทำหน้าที่คุ้มครองจิตให้เป็นกุศลจิต (ไม่ให้จิตเป็นอกุศลจิต)
มีถิรสัญญา คือ การจำอาการได้เป็นเหตุใก้ลให้เกิด
มรรค 8 ( อัฏฐังคิกมรรค )
มรรค = อริยมรรค = มัชฌิมาปฏิปทา = มรรคแปด = ทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐ = ทางสายกลาง แนวทางดำเนินอันประเสริฐของชีวิตหรือกาย วาจา ใจ เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ เรียกว่า อริยมรรค แปลว่าทางอันประเสริฐ เป็นข้อปฏิบัติที่มีหลักไม่อ่อนแอ จนถึงกับตกอยู่ใต้อำนาจ ความอยากแห่งใจ แต่ก็ไม่แข็งตึงจนถึงกับเป็นการทรมานกายให้เหือดแห้งจากความสุขทางกาย เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือทางดำเนินสายกลาง ไม่หย่อนไม่ตึง แต่พอเหมาะเช่นสายดนตรีที่เทียบเสียงได้ที่แล้ว คำว่ามรรค แปลว่าทาง ในที่นี้หมายถึงทางเดินของใจ เป็นการเดินจากความทุกข์ไปสู่ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ซึ่งมนุษย์หลงยึดถือและประกอบขึ้นใส่ตนด้วยอำนาจของอวิชชา
5
มรรคมีองค์แปด คือต้องพร้อมเป็นอันเดียวกันทั้งแปดอย่างดุจเชือกฟั่นแปดเกลียว องค์แปดคือ
1. สัมมาทิฏฐิิ คือความเข้าใจถูกต้อง
2. สัมมาสังกัปปะ คือความใฝ่ใจถูกต้อง 3. สัมมาวาจา คือการพูดจาถูกต้อง
4. สัมมากัมมันตะ คือการกระทำถูกต้อง
5. สัมมาอาชีวะ คือการดำรงชีพถูกต้อง 6. สัมมาวายามะ คือความพากเพียรถูกต้อง
7. สัมมาสติ คือการระลึกประจำใจถูกต้อง 8. สัมมาสมาธิ คือการตั้งใจมั่นถูกต้อง
สติปัฏฐาน ๔ (ที่ตั้งของสติ, การตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็นจริง คือ ตามที่สิ่งนั้นๆ มันเป็นของมันเอง - foundations of mindfulness) ๑. กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณากายให้รู้เห็นตามเป็นจริง ว่า เป็นเพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of the body; mindfulness as regards the body) ท่านจำแนกปฏิบัติไว้หลายอย่าง คือ อานาปานสติกำหนดลมหายใจ ๑ อิริยาบถ กำหนดรู้ทันอิริยาบถ ๑ สัมปชัญญะ สร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคลื่อนไหว้ทุกอย่าง ๑ ปฏิกูลมนสิการ พิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดทั้งหลายที่ประชุมเข้าเป็นร่างกายนี้ ๑ ธาตุมนสิการ พิจารณาเห็นร่างกายของตนโดยสักว่าเป็นธาตุแต่ละอย่างๆ ๑ นวสีวถิกา พิจารณาซากศพในสภาพต่างๆ อันแปลกกันไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เห็นคติธรรมดาของร่างกาย ของผู้อื่นเช่นใด ของตนก็จักเป็นเช่นนั้น ๑ ๒. เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of feelings; mindfulness as regards feelings) คือ มีสติรู้ชัดเวทนาอันเป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เป็นสามิส และเป็นนิรามิสตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ ๓. จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of mind; mindfulness as regards thoughts) คือ มีสติรู้ชัดจิตของตนที่มีราคะ ไม่มีราคะ มีโทสะ ไม่มีโทสะ มีโมหะ ไม่มีโมหะ เศร้าหมองหรือผ่องแผ้ว ฟุ้งซ่านหรือเป็นสมาธิ ฯลฯ อย่างไรๆ ตามที่เป็นไปอยู่ในขณะนั้นๆ ๔. ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน (การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา - contemplation of mind-objects; mindfulness as regards ideas) คือ มีสติรู้ชัดธรรมทั้งหลาย ได้แก่ นิวรณ์ 5 ขันธ์ 5 อายตนะ 12 โพชฌงค์ 7 อริยสัจ 4 ว่าคืออะไร เป็นอย่างไร มีในตนหรือไม่ เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ์ และดับไปได้อย่างไร เป็นต้น ตามที่เป็นจริงของมันอย่างนั้นๆ.
การที่เราจะเข้าถึงภาวะที่เป็นสุขสูงสุดได้ พระอภิธรรมได้ลำดับเรื่องที่ศึกษาไว้ดังนี้
(พระไตรปิฎก- พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม)
สรรพสิ่งทั้งหลายแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือ
6
๑.สมมุติบัญญัติ สิ่งที่ตกลงยอมรับกันเป็นส่วนใหญ่ตามที่ได้กำหนดขึ้น
บัญญัติก็คือ สิ่งที่เราสมมุติขึ้น สมมุติ คือสิ่งที่เราตกลงยินยอมกัน
แยกได้เป็น ๒ ประเภท ดังนี้
๑) นามบัญญัติ ( สัททบัญญัติ )ภาษาต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หน้าต่าง คน สัตว์ table chair window human animal
สมมุตินี้ เป็นเรื่องการป้องกันการก้าวล่วงมุสาวาท แต่ว่าแม้จะเรียกว่าอะไรก็ตาม มันก็เป็นเรื่องสมมุติกันทั้งนั้น
๒) อัตถบัญญัติ ความหมาย และ รูปร่างสัณฐาน ความหมายได้แก่ สิ่งที่เป็นสัญญาลักษณ์ที่มีความหมายที่เข้าใจกันในหมู่มาก เช่น ภาษามือ(ภาษาของผู้ที่หูหนวก) สัญญาณโบกรถของจราจร รูปร่างสัณฐาน เช่น กลม แบน เหลี่ยม
สิ่งที่เป็นสมมุติบัญญัติ มีอยู่จริงแบบสมมุติๆ อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามเชื้อชาติ หรือกาลเวลา ฯลฯ
๒.ปรมัตถธรรม คือ ธรรมชาติที่เป็นความจริงแท้แน่นอน ดำรงลักษณะเฉพาะของตนไว้โดย ไม่วิปริตผันแปรเปลี่ยนแปลง ด้วยอำนาจอื่น เป็นธรรมที่ปฏิเสธความเป็นสัตว์ ความเป็นบุคคล ความเป็นตัวตนโดยสิ้นเชิง ใด และเป็นธรรมที่เป็นประธานของอัตถบัญญัติและนามบัญญัติทั้งปวง ปรมัตถธรรม นี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สภาวะธรรม
ปรมัตถธรรม หรือสภาวธรรม นี้มี ๔ ประการคือ
๑ จิต
๒ เจตสิก
๓ รูป
๔ นิพพาน
ซึ่งมีความหมายโดยย่อดังนี้
๑ จิต คือ ธรรมชาติที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์ เช่น เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส ตลอดจนธรรมชาติ ที่ทำให้เกิดการคิด นึก จำนวนของจิตมีทั้งหมด ๘๙ ดวงหรือ ๑๒๑ ดวง(โดยพิสดาร)
แต่เมื่อกล่าวโดยลักษณะแล้วมีเพียง ๑ เท่านั้น คือ รู้อารมณ์ (อารมณ์ในที่นี้หมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งต่าง ๆ เรื่องราวต่าง ๆ ที่จิตไปรับรู้)
อารมณ์คือ สิ่งที่จิตรู้ 7
จิตเป็นนามธรรม และมีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น วิญญาณ มโน มนัส มนินทรีย์
มโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ มนายตนะ เป็นต้น
๒ เจตสิก คือ ธรรมชาติที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต ทำให้เกิดความรู้สึก นึก คิด ที่แตกต่างกัน ทั้งทางที่ดีและไม่ดี มีทั้งหมด ๕๒ ลักษณะ (ดวง) เจตสิกที่เป็นกุศลเรียกว่า โสภณเจตสิก มีอยู่ 25 ดวง มี สติ เป็นต้น
เจตสิกเป็นนามธรรม ที่เกิดร่วมกับจิต คือเกิดพร้อมกับจิต ดับพร้อมกับจิต รู้อารมณ์เดียวกันกับจิต และอาศัยที่เกิดที่เดียวกันกับจิต
สภาพของจิตเป็นเพียงประธานในการรู้อารมณ์ แต่การที่จิตโกรธหรือจิตโลภ เป็นเพราะมีเจตสิกเข้าประกอบปรุงแต่งให้เกิดความโกรธหรือความโลภนั่นเอง จิตเปรียบเสมือนเม็ดยา เจตสิกเปรียบเสมือนตัวยาที่อยู่ในเม็ดยา จิตเกิดโดยไม่มีเจตสิกไม่ได้ และเจตสิกก็เกิดโดยไม่มีจิตไม่ได้เช่นกัน เนื่องจาก จิต และ เจตสิก เป็นสิ่งที่ต้องเกิดร่วมกันตลอดเวลา
ให้ระลึกไว้อยู่เสมอว่าจิตและเจตสิกนั้นเป็นธรรมชาติ ที่ต้องเกิดร่วมกัน ต้องอิงอาศัยซึ่งกันและกัน และไม่สามารถแยกออกจากกันได้
๓ รูป คือ ธรรมชาติไม่สามารถรู้อารมณ์ เป็นธรรมชาติที่แตกดับ ย่อยยับ และ สลายไปด้วยความเย็นและความร้อน ในร่างกายของคนเรา สัตว์และสิ่งทั้งหลายนั้นมีรูปจำนวนมากประชุมกันอยู่เป็นกลุ่มของรูป
รูปมีทั้งหมด ๒๘ ชนิด และรูปที่ประชุมกันอยู่นี้แต่ละรูปต่างก็แตกดับย่อยยับสลายไปตลอดเวลา หาความเที่ยงแท้ถาวรไม่ได้เลย
เมื่อรูปหลายๆรูปมารวมกันจะเรียกกลุ่มของรูปนั้นว่า รูปกาย ร่างกายคน สัตว์ โต๊ะ ภูเขา ดิน น้ำ ลม ไฟ ต่างก็เป็นกลุ่มของรูปเท่านั้น รูปไม่ใช่มีความหมายว่าภาพแต่อย่างเดียว ภาพก็เป็นรูปเรียกว่า รูปะรูป
รูป เป็นรูปธรรม
จะเห็นได้ว่า คนเราทุกคนและสัตว์ทั้งหลาย(สิ่งมีชีวิต)นั้น มีส่วนประกอบเหมือนกันคือ
จิต เจตสิก รูป เรียกว่า นามรูป หรือ รูปนาม 8
สิ่งที่ไม่มีชีวิตและพืช มีแต่รูป ไม่มีนาม คือไม่มีจิต และเจตสิก
จิต เจกสิก รูป มีลักษณะทั่วไปเหมือนกัน เรียกว่า สามัญลักษณะ อยู่ ๓ ประการคือ
๑ อนิจจลักษณะ คือ มีลักษณะที่ไม่เที่ยง ไม่คงที่ ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เรียกว่า อนิจจัง
๒ ทุกขลักษณะ คือ มีลักษณะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เกิดขึ้นแล้วต้องดับไปอยู่ตลอดเวลา เรียกว่า ทุกขัง
๓ อนัตตลักษณะ คือ มีลักษณะที่มิใช่ตัว มิใช่ตน ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เรียกว่า อนัตตา
สามัญลักษณะทั้ง ๓ นี้ เป็นสิ่งจริงแท้แน่นอน เป็นกฎธรรมชาติเรียกว่า ไตรลักษณ์
โดยสรุปแล้ว จิต + เจตสิก และรูป ที่ประกอบขึ้นเป็นบุคคลหรือเป็นสัตว์ใด ๆ ก็ตามนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้มีแก่นสาระอะไรเลย เป็นเพียงการประชุมกันของส่วนประกอบที่มีความไม่เที่ยง เกิดดับ เกิดดับอยู่ตลอดเวลาอย่างรวดเร็ว เป็นสภาพที่หาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นของใคร ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของผู้ใด ว่างเปล่าจากความเป็นคนนั้นคนนี้ ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน ว่างเปล่าจากความเป็นนั่นเป็นนี่ตามที่สมมุติกันขึ้นมา แต่เป็นสภาวธรรมอันเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ขึ้นกับเหตุ ขึ้นกับปัจจัย
ปรมัตถธรรมเหล่านี้ก็คงมีอยู่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว พระพุทธองค์เป็นผู้ทรงค้นพบ และนำมาเปิดเผยให้เราทั้งหลายได้ทราบ
๔ นิพพาน เป็นธรรมชาติที่พ้นจากกิเลส พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
นิพพานโดยปริยาย มี ๒ ลักษณะคือ
๑ สอุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานที่ยังเป็นไปกับขันธ์ ๕ หมายถึง
การที่ประหาณกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว (กิเลสนิพพาน) แต่ขันธ์ ๕ (จิต เจตสิก รูป) ยังมีการเกิดดับสืบต่ออยู่ คือผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่
๒ อนุปาทิเสสนิพพาน คือ นิพพานที่ปราศจากขันธ์ ๕ ได้แก่นิพพานของพระอรหันต์ ผู้หมดจดจากกิเลส ที่สิ้นอายุขัยไปแล้ว คือ กิเลสก็ไม่เหลือ ขันธ์ ๕ ก็ไม่เหลือ หรือที่เรียกว่า ปรินิพพาน (ปริ = ทั้งหมด) เมื่อปรินิพพานแล้ว จิต + เจตสิกและรูปก็จะ
9
หยุดการสืบต่อและดับลงโดยสิ้นเชิง คือเมื่อตายไปแล้วก็จะไม่มีการเกิดอีกหรือไม่มีภพชาติต่อไปอีก
นิพพาน เป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนาที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจะต้องเข้าถึงให้ได้ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นพุทธสาวก เป็นอริยบุคคล และเป็นทายาทผู้รับมรดกธรรมในพุทธศาสนานี้
( หากต้องการทราบเนื้อหาอันลึกซึ้งของปรมัตถธรรมทั้ง ๔ ก็ต้องศึกษา พระอภิธรรมโดยละเอียดต่อไป)
การที่เราเพียรฝึกวิปัสสนากรรมฐานก็เพื่อให้เกิดปัญญาที่จะ “ รู้ เห็น” สภาวะธรรม (ปรมัตถธรรม รูป-นาม ) ในแง่ของ ไตรลักษณ์ คือเป็น
อนิจจัง-ไม่เที่ยง
ทุกขัง-เป็นทุกข์
อนัตตา-ไม่ใช่ตัวตน บังคับไม่ได้
ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ต่อจากนั้นผู้ปฏิบัติจะมีฉันทะในการตามดูตามรู้การทำงานของจิตต่อไปเรื่อยๆ จิตสะสมความเห็นถูกด้วยการรู้บ้าง คิดบ้าง จำบ้าง เห็นบ้าง เมื่อจิตพิจารณาธรรมข้อใด จนประจักษ์แจ่มแจ้งสมกับภูมิธรรมของตนแล้ว จะเกิดมหากุศลจิตให้ทราบได้ เพราะอาการสุขที่ผุดขึ้นกับจิตจะโชยแผ่วๆมาอีกครั้งให้ได้รับทราบว่า จิตได้มี “สภาพรู้” ในธรรมะข้อนั้นๆจริงๆ
เมื่อจิตพร้อมเต็มที่ วิปัสสนาญาณจะเกิดขึ้น จิตจะตัดสินตนเอง โดยมีกระบวนการของจิตเป็นขั้นตอน ในตำราได้กล่าวไว้ เรียกว่า โสฬสญาณ หรือ ญาณ๑๖ โดยวิปัสสนาญาณเริ่มตั้งแต่ ญาณที่ 4 คือ อุทยัพพยญาณ เป็นต้นไป
ดังจะขอคัดลอกคำอธิบายบางส่วนที่พบมาดังนี้
ส่วนการปฏิบัติจริงจะรู้เห็นละเอียดตรงตามนี้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะรู้ได้เฉพาะตน
ญาณที่ 1 เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณ เป็นญาณที่มีความรู้ความเข้าใจ เห็นความต่างกันของธรรมชาติ 2 อย่าง ได้แก่ รูปธรรม และ นามธรรม คือเห็นรูปก็เป็นลักษณะธรรมชาติอย่างหนึ่ง เห็นนามก็เป็นลักษณะธรรมชาติอย่างหนึ่ง
รูปเป็นธรรมชาติ ที่ไม่สามารถจะรับรู้อารมณ์ได้ เป็นเพียงแต่ธรรมชาติที่เกิดขึ้นมาแล้ว ก็สลายตัวไป จัดว่าเป็นรูปธรรม 10
ส่วนการที่เข้าไปรู้ เป็นธรรมชาติที่สามารถจะรับรู้อารมณ์ได้ จัดเป็นนามธรรม อย่างนี้เรียกว่า สามารถ แยกรูปแยกนามได้ เห็นรูปเห็นนามต่างกัน ปัญญาแยกสภาวรูปนามได้ ก็จะทำให้เข้าใจว่า ในชีวิตนี้มันไม่มีอะไร ในเนื้อแท้จริงๆ แล้วมีแต่รูปกับนามเกิดขึ้นเท่านั้น ปราศจากความเป็นสัตว์เป็นบุคคล ในขณะที่จิตไปสัมผัสรูปนามนั้น ก็ไม่มีสัตว์บุคคล ตัวตนอะไรต่ออะไร เมื่อผู้ปฏิบัติทำความเพียรต่อไป เจริญสติกำหนดรูปนามยิ่งขึ้นไป ก็จะขึ้นถึงญาณที่ 2
ญาณที่ 2 เรียกว่า ปัจจยปริคคหญาณ คือ เห็นเหตุปัจจัยของรูปนาม คือจะเห็นว่า รูปนามนี้ เป็นเหตุเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน มีความเกี่ยวข้องเป็นปัจจัยกัน รูปเป็นปัจจัยให้เกิดนาม เช่นเสียง เสียงเป็นรูป เมื่อกระทบ ประสาทหู ซึ่งเป็นรูปด้วยกัน ก็เกิดการได้ยินขึ้น เกิดการรับรู้ทางหูขึ้น ก็จะมองเห็นว่ามันเป็นเหตุปัจจัยกัน เสียงมากระทบจึงเกิดการได้ยินขึ้น เรียกว่ารูปเป็น ปัจจัย ให้เกิดนาม เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมมีความเพียร ดูรูปนาม เห็นความ เกิดดับ เห็นความเป็นเหตุเป็นปัจจัยของรูปนามอยู่เสมอก็จะก้าวขึ้นสู่ญาณที่ 3
ญาณที่ 3 สัมมสนญาณ ในสมมสนญาณนี้ก็เป็นญาณที่เห็นไตรลักษณ์ คือเห็นอนิจจัง ความ ไม่เที่ยงของรูปนาม เห็นทุกขัง คือความทนอยู่ใน สภาพเดิมไม่ได้ของรูปนาม เห็นอนัตตา ความบังคับบัญชา ไม่ได้ของรูปนาม แต่ว่าการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในญาณที่ 3 นี้ ยังเอา สมมุติบัญญัติ มาปน ยังมี สุตมยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการได้ฟังมา เอาจินตามยปัญญา ความตรึกนึกคิดมาปนอยู่ด้วย ยังไม่บริสุทธิ์ในความเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ทำให้รู้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ยังมีสมมุติบัญญัติ มีปัญญาที่ได้จากการได้ฟัง จากการคิดพิจารณาขึ้นมา ก็เกิดเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาขึ้น เมื่อผู้ปฏิบัติ ได้ทำความเพียร กำหนดดูรูปนามเรื่อยไปก็จะก้าวขึ้นสู่ญาณที่ 4
ญาณที่ 4 คือ อุทยัพพยญาณ ในอุทยัพพยญาณนี้ ก็แบ่งเป็น 2 ตอนเป็น ตรุณอุทยัพพยญาณ อย่างหนึ่ง กับเป็น พลวอุทยัพพยญาณ อย่างหนึ่ง คือ เป็นอุทยัพพยญาณอย่างอ่อน กับอุทยัพพยญาณ อย่างแก่
ตรุณอุทยัพพย ญาณนี้ ก็จะทำให้เกิด วิปัสสนูปกิเลสขึ้น ที่จะทำให้วิปัสสนาเศร้าหมอง วิปัสสนูปกิเลส คือกิเลสที่ทำให้วิปัสสนาไม่เจริญขึ้น จะไม่ก้าวหน้า จะหยุดชะงัก ทำให้ผู้ปฏิบัตินั้นหลงติดอยู่ ในวิปํสสนูปกิเลสเหล่านั้น วิปัสสนาก็ไม่เจริญขึ้น ทำวิปัสสนา กรรมฐานไม่ก้าวหน้า อยู่แค่นั้น เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่นักปฏิบัติจะต้องทำความเข้าใจว่า เมื่อถึงขณะนั้นแล้ว มันจะเกิดวิปัสสนูปกิเลสขึ้นอย่างใดอย่าง หนึ่ง ก็ให้รู้ทัน วิปัสสนูปกิเลสนี้ที่จริงมันก็เป็นธรรมฝ่ายดี เช่น ปิติ ความสุข ความสงบ เป็นธรรมฝ่ายดี แต่มันเสียตรงที่ว่า เกิดความไปยินดี พอใจ ติดใจในสิ่งเหล่านั้น เรียกว่ามี นิกันต ความไปพอใจ วิปัสสนาญาณก็ไม่เจริญ
วิปัสสนูปกิเลส ที่เกิดมี 10 ประการนั้น
ประการที่ 1 ก็คือ โอภาส โอภาส ได้แก่ แสงสว่าง เกิดความสว่างขึ้นในใจ จิตใจของบุคคลนั้น จะรู้สึกเกิดความพอใจ กับสิ่งอัศจรรย์ในใจ ที่มันปรากฏขึ้น มีความสว่างในจิตในใจขึ้น มีเหมือนเป็นแสงสว่างอยู่ทั่วตัว เกิดความยินดี พอใจ เมื่อเกิดความ ยินดี พอใจ รูปนามก็มองไม่เห็น ไม่เห็น รูปนาม เพราะมัวติดอยู่กับแสงสว่างเหล่านั้น เรียกว่ามี นิกันติ
ประการที่ 2 เกิด ญาณะ ญาณะก็คือ ความรู้ เกิดความรู้แก่กล้าขึ้น มีความรู้สึกว่าตัวเองนั้นรู้อะไรทะลุปรุโปร่งไปหมด จะคิด จะนึก จะพิจารณาอะไร มันเข้าใจไปหมด ก็เกิดความพอใจยินดีติดใจในความรู้ของตนที่เกิดขึ้น วิปัสสนาญาณก็ไม่เจริญก้าวหน้า 11
ประการที่ 3 ก็คือ ปีติ ได้แก่ความอิ่มเอิบใจ จะมีความอิ่มเอิบใจอย่างมาก อย่างแรงกล้า จิตใจมีความปลื้มอกปลื้มใจ ปิติ อิ่มเอิบ อย่างมาก แล้วก็เกิดความยินดีพอใจ ในปีติเหล่านี้ วิปัสสนาก็ไม่เจริญ
ประการที่ 4 เกิด ปัสสัทธิ คือความสงบอย่างแรงกล้า จิตใจมีความสงบอย่างมาก มีความนิ่ง ความสงบ ลงไปอย่างมาก แล้วก็เกิดความพอใจ เกิดความยินดี พอใจในความสงบ ที่จริงความสงบมันเป็นเรื่องดี แต่มันไปเสียที่เกิดความยินดีพอใจ ตัวความ ยินดี พอใจ เป็นโลภะ มักจะเกิดขึ้น ถ้ารู้ไม่ทัน พอเกิดแล้ว การเห็นรูปนามก็ไม่เห็น ไปติดอยู่กับวิปัสสนูปกิเลสเหล่านี้
ประการที่ 5 เกิด สุขะ สุขะคือความสุขอย่างแก่กล้า คือ ความสบายใจ ใจเย็นสบายมาก แล้วก็เกิดนิกันติ คือความพอใจใน ความสบาย เป็นโลภะเช่นกัน วิปัสสนาญาณก็เจริญไม่ได้
ประการที่ 6 เกิด อธิโมกข์ คือตัดสินใจเชื่อ เกิดความเชื่อลงไปอย่างมากเชื่อถือลงไป แล้วก็ติดใจในความเชื่อถือเหล่านั้น ไม่เห็นรูปนาม อีกเหมือนกัน
ประการที่ 7 เกิดปัคคหะ คือความเพียรอย่างแรงกล้า ผู้ปฏิบัติจะเกิดความเพียรอย่างมาก เพราะทำให้ไม่มีความพอดี ก็ไม่เห็นรูปนามต่อไป เพราะเกิดความติดใจในความเพียรนั้น
ประการที่ 8 เกิด อุปัฏฐานะ คือ สติ เกิดสติแก่กล้า มีความรู้สึกว่าสตินี้คล่องว่องไวเหลือเกิน ที่จะกำหนดรู้สภาวธรรมต่างๆ อารมณ์ต่างๆ ที่มากระทบในส่วนต่างๆ จุดต่างๆ สติมีความรับรู้ว่องไวมาก แล้วก็เกิดความพอใจในสติที่มีสติระลึกรู้ได้เท่าทัน ที่จริงสติเป็นเรื่องดี เป็นสิ่งที่ควรเจริญ ให้เกิดขึ้น แต่มันไปเสียตรงที่มีนิกันติ คือมีความยินดีพอใจในสติที่เกิดขึ้น วิปัสสนาก็ก้าวไปไม่ได้
ประการที่ 9 เกิด อุเบกขา คือ ความเฉยๆ จิตใจมีความเฉยมาก ไม่รู้สึกดีใจเสียใจ ใจมีความเฉย แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดนิกันติ พอใจใน ความเฉยได้ สังเกตได้ยาก มันเฉยแล้วพอใจในความเฉย ไม่โลดโผน วิปัสสนาก็เจริญไม่ได้
ประการที่ 10 นิกันติ ความยินดีติดใจ เป็นตัวสำคัญที่ทำให้วิปัสสนาญาณไม่เจริญ ฉะนั้น ก็เป็นที่เข้าใจว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ที่จริงเป็นเรื่องดี ปิติก็ดี ความสุขก็ดี ความสงบก็ดี ความรู้สติก็ดี มันเป็นเรื่องดีเกิดขึ้นมา แต่ว่ามันเสียตรงที่มีนิกันติ คือความเข้าไปยินดีติดใจ ทำให้การเจริญวิปัสสนานั้น ไม่ก้าวหน้าเพราะไปติดอยู่แค่นั้น
วิธีที่จะผ่านวิปัสสนูปกิเลสเหล่านี้ไปจะทำอย่างไร ผู้ปฏิบัติก็ต้องมีความแยบคายในการพิจารณา ถึงลักษณะความยินดีพอใจที่เกิดขึ้น สังเกตให้ออกว่าขณะนี้เกิดความพอใจ เช่นเกิดความสงบ มีความรู้สึก พอใจในความสงบอยู่ ก็ให้รู้ทันว่า นี่ลักษณะของความพอใจ เกิดปีติ และเกิดความพอใจในปีติ ก็รู้ว่า นี่พอใจๆ เกิดสติ เกิดปัญญา แล้วพอใจ ก็รู้เท่าทันความพอใจ ถ้าเกิดการที่เข้าไปรู้เท่าทันลักษณะของ ความพอใจได้ ความพอใจนั้นก็จะหลบหน้าไป ก็กลับเป็นปกติขึ้นก็จะก้าวขึ้นสู่อุทัพพยญาณอย่างแก่
ในญาณที่ 4 อย่างแก่ก็จะเห็นความเกิดดับของรูปนาม มีความบริสุทธิ์ของการเห็น เห็นรูปเกิดขึ้น ดับไป เกิดขึ้น ดับไป ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ กำหนดไป ตรงไหน เห็นแต่ความเกิดดับไปหมด เสียงดังมากระทบหูได้ยิน กำหนดรู้ก็เห็นมันเกิดดับไปเลย ใจที่คิดนึก กำหนดรู้เห็น ความเกิดดับไป เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง มากระทบกำหนดรู้ถึงความเกิดดับไปทันที ไม่ว่าจะอารมณ์ส่วนไหนก็ตามที่ปรากฏอยู่ เห็นความเกิดขึ้นดับไปอย่างรวดเร็ว นี่เป็นญาณที่ 4 จากนั้น ถ้าผู้ปฏิบัติทำความเพียรต่อไปไม่ลดละ เพ่งดูรูปนามที่เกิดดับ เกิดดับ อยู่อย่างนั้นเรื่อยไป ก็จะขึ้นสู่ญาณที่ 5 12
ญาณที่ 5 เรียกว่า ภังคญาณ ในภังคญาณนี้จะเห็นแต่ฝ่ายดับ เห็นรูปนามนั้นดับไป ดับไป ด้วยความเร็ว เพราะรูปนามเกิดดับรวดเร็วถี่มาก เมื่อญาณแก่กล้า ความรู้สติปัญญาแก่กล้า เข้าไปทัน กับรูปนามที่ดับเร็ว มันก็เลยเห็นแต่ดับๆ ๆ ๆ เห็นแต่ฝ่ายดับไป ดับไป ท่านอุปมาเหมือนยืนอยู่ ในตรอก มองไปปากตรอก ปากตรอกนั้นเห็นรถวิ่งผ่านแว่บ ผ่านไปๆ ๆ ๆ เห็นแต่ฝ่ายดับๆ ๆ ๆ ไป นี่เป็นญาณที่ 5 เมื่อมีความเพียร ไม่ท้อถอย กำหนดดูไปเรื่อยๆ เห็นรูปนามเกิดดับ ดับไป ดับไป ดับไป ก็จะก้าวขึ้นสู่ญาณที่ 6
ญาณที่ 6 ญาณที่ 6 เรียกว่า ภยญาณ จะเห็นรูปนามที่มันดับไปนั้นและเกิด ความรู้สึกขึ้นในใจว่า เป็นภัยเสียแล้ว เห็นว่ามันเป็นภัย ก่อนนั้น เคยหลงใหล แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเป็นภัย คือรูปนามที่ประกอบเป็น ชีวิต เป็นอัตภาพ เป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งดูไปแล้วเป็นแต่รูปนาม มันจะเห็นว่าก็มันดับ อยู่อย่างนี้ มันย่อยยับ ต่อหน้าต่อตา ไม่ว่าส่วนไหนมันก็ดับไปหมด สิ่งที่ปรากฏให้รู้ดับไป ตัวที่รู้ดับไป ตัวผู้รู้ดับไป มันมีแต่ความ ดับไป ดับไป มันรู้สึกว่าเป็นภัย เป็นภัยเสียแล้ว ไม่ใช่สิ่งที่น่าอภิรมย์เสียแล้วในชีวิตนี้ เป็นภัย
ญาณที่ 7 อาทีนวญาณ ก็จะเกิดความรู้สึกว่าเป็นโทษ ในขณะที่เห็นรูปนามดับไป ดับไป เกิดความ รู้สึกว่าเป็นโทษ นอกจากจะเห็นภัยแล้ว ยังรู้สึกว่าเป็นโทษอีก
ญาณที่ 8 คือ นิพพิทาญาณ นิพพิทาญาณนี้จะรู้สึกเบื่อหน่าย ในเมื่อรูปนาม เป็นภัยเป็นโทษ มันก็รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่ได้ติดใจเลย ในรูปนามนี้ มันน่าเบื่อจริงๆ แต่ก็ไม่หนี ไม่ท้อถอย ก็ยังคงดูต่อไป แต่บางคนก็อาจจะเลิกรา เบื่อมากๆ เข้า เมื่อเพียรพยายามต่อไปก็จะขึ้นญาณที่ 9
ญาณที่ 9 มุญจิตุกัมยตาญาณ คือ มีความรู้สึกใคร่จะหนีให้พ้น เมื่อมันเบื่อแล้วก็ใคร่จะหนี มีความรู้สึกอยากจะหนีไป เหมือนบุคคลที่อยู่ใน กองเพลิง มันก็อยากจะไปให้พ้นจากกองเพลิงเหล่านี้ จากนั้นเมื่อเพียรพยายามต่อไปก็จะขึ้นญาณที่ 10
ญาณที่ 10 ปฏิสังขาญาณ ในปฏิสังขาญาณนี้มันจะหาทางว่าทำอย่างไร ถึงจะพ้นได้ ในเมื่อตอนแรกมันใคร่จะหนี พอถึงญาณอันนี้ ก็หาทาง ที่จะหลุดพ้นให้ได้ เมื่อเพียรพยายามต่อไป ก็จะขึ้นถึงญาณที่ 11
ญาณที่ 11 สังขารุเปกขาญาณ สังขารุเปกขาญาณนี้ มีลักษณะวางเฉยต่อรูปนาม คือเมื่อกำหนดรู้ หาทางหนี หนีไม่พ้น ยังไงก็หนีไม่พ้น ก็ต้องดูเฉยอยู่ การที่ดูเฉยอยู่นี้ทำให้ สภาวจิตเข้าสู่ความเป็นปกติ ในระดับสูง ไม่ดิ้นรน ไม่ กระสับกระส่าย ซึ่งในขณะที่เห็นความ เกิดดับ เป็นภัยเป็นโทษน่าเบื่อหน่ายอยู่อย่างนั้น มันก็ยังวางเฉยได้ แม้จะถูกบีบคั้นอย่างแสน สาหัส แทบจะขาดใจ มันก็วางเฉยได้ เมื่อวางเฉยได้มันก็จะก้าวขึ้นสู่ญาณที่ 12
ญาณที่ 12 อนุโลมญาณ เป็นญาณที่เป็นไปตามอำนาจกำลังของอริยสัจจ์ ที่จะสอดคล้องต่อไป ในโลกุตตรญาณ จากนั้นก็จะก้าวขึ้นสู่ญาณที่ 13 เรียกว่า โคตร-ภูญาณ
ญาณที่ 13 โคตรภูญาณ คือญาณที่มีหน้าที่โอนโคตรจากปุถุชนก้าวสู่ความเป็นอริยะ ในขณะนั้น จะทิ้งอารมณ์ที่เป็นรูปนาม ไปรับนิพพาน เป็นอารมณ์ แต่ว่าโคตร-ภูญาณยังเป็นโลกิยะอยู่ ตัวมันเอง เป็นโลกิยะ แต่มันไปมีอารมณ์เป็นนิพพาน แล้วจากนั้นก็จะเกิดมัคคญาณขึ้นมา
ญาณที่ 14 มัคคญาณ มัคคญาณนี้เป็นโลกุตตรญาณ จะทำหน้าที่ประหารกิเลสระดับอนุสัยกิเลส ทำหน้าที่รู้ทุกข์ ละเหตุแห่งทุกข์ แจ้งนิโรธ ความดับทุกข์ เจริญตนเองเต็มที่ คือองค์มรรค 8 มีการประชุม พร้อมกัน ทำหน้าที่ละอนุสัยกิเลสแล้วก็ดับลง มีนิพพานเป็นอารมณ์ 13
ญาณที่ 15 ผลญาณ ผลญาณเป็นโลกุตตรญาณ เกิดขึ้นมา 2 ขณะ เป็นผลของมัคคญาณ ทำหน้าที่รับนิพพานเป็นอารมณ์ 2 ขณะ แล้วก็ดับลง
ญาณที่ 16 ปัจจเวกขณญาณ ญาณพิจารณา มรรค ผล นิพพาน เป็นโลกิย-ญาณ ญาณพิจารณา เหมือนคนที่ผ่านเหตุการณ์อะไรมา ก็จะกลับพิจารณาสิ่งที่ผ่านมา ญาณนี้ พิจารณามรรคที่ตนเองได้ พิจารณาผลที่ตนเองได้ พิจารณาพระนิพพาน และถ้าคนมีหลักปริยัติ ก็จะพิจารณากิเลสอันใด ที่ละ ไปได้ แล้ว กิเลสอันใดที่ยังเหลืออยู่ และถ้าคนไม่มีหลักปริยัติก็พิจารณาแค่ มรรค ผล นิพพาน
ในระหว่างที่ญาณ ก้าวขึ้นสู่อนุโลมญาณ โคตรภูญาณ มัคคญาณ ผลญาณ ปัจจเวกขณญาณนี้ ท่านก็อุปมาให้ฟัง เหมือนกับ บุคคลที่จะก้าวกระโดดข้ามฝั่ง ฝั่งมันอยู่ไกล ก็โหนเถาวัลย์ ก็ต้องอาศัยกำลังที่วิ่งมาอย่างแรง วิ่งมาด้วย ความไว แล้วก็เหนี่ยวเอาเถาวัลย์โยนตัวขึ้นไป ในขณะที่โยนตัวขึ้นไป ก็เหมือนเป็นอนุโลมญาณ คล้อยไป พอข้ามไปถึงฝั่งหนึ่งก็ปล่อยเถาวัลย์นั้น ในขณะที่ปล่อยนั้นเหมือนกับโคตรภูญาณ คือปล่อยอารมณ์ที่เป็น โลกิยะ ได้แก่รูปนาม ไปรับนิพพานซึ่งเป็นโลกุตตระเป็นอารมณ์ แล้วก็ตกลงถึงพื้น ในขณะตกลงถึงพื้น เหมือนเป็นมัคคญาณ แล้วพอตั้งหลักได้ ก็เป็น ผลญาณเกิดขึ้น หลังจากนั้นก็พิจารณา แต่ว่าในสภาวธรรม ของโลกุตตระ มันเป็นธรรมที่พ้นโลก ผู้ปฏิบัติที่เข้าถึงแล้ว ก็ไม่สามารถนำมาแสดง ให้แจ่มแจ้งได้ เพราะมัน เป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน บุคคลอื่นที่ยังเข้าไม่ถึงจะไม่สามารถจะทำความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง เพราะว่า ความคิดความอ่าน ของปุถุชน ก็จะมีความรู้สึกที่อยู่ในโลก เป็นไปในโลกนี้ มันจะมีขอบเขต ของการนึกคิด ความเข้าใจอยู่ในโลก ส่วนสภาพโลกุตตรธรรมที่พ้นโลกนั้น ปุถุชนจะคิดไปไม่ถึงเลย จะไม่สามารถจะทำ ความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้
เป็นการแสดงลำดับความเป็นไปพอสังเขปของวิปัสสนาญาณ ที่ทำให้บรรลุความเป็นอริยบุคคล ผ่านญาณ 16 รอบที่ 1 ก็ได้สำเร็จเป็นโสดาบัน กิเลสยังไม่หมด แต่ว่าตัดออกไปได้ บางส่วน แต่ส่วนไหนที่ตัดขาดไปแล้ว จะไม่เกิดขึ้นในจิตใจอีกเลย เช่น ความสงสัยจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย ความโลภ ที่ประกอบไปด้วยความเห็นผิด หมดไปเลยจากจิตใจ จะมีเห็นอย่างถูกต้อง เข้าใจอย่างถูกต้อง แต่ว่าก็ยังมีความโลภบางอย่าง มีโทสะบางอย่าง แต่ว่าไม่รุนแรง ถึงขนาดที่จะกระทำอกุศลกรรม ชนิดที่ จะนำไปสู่อบาย โสดาบันนี้ ศีล 5 จึงบริสุทธิ์ จะไม่ล่วงศีล 5 เป็นเด็ดขาด แต่ก็ยังมีความโลภ ยังมีความโกรธ แต่ว่าไม่มีความอาฆาตมาดร้าย ไม่มีความตระหนี่ นี่เป็นลักษณะของโสดาบัน ก็เท่ากับทำลายภพชาติ ไปมากมาย การที่จะเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปก็จะเกิดอย่างมาก 7 ชาติ ก็จะสำเร็จเป็นอรหันต์ แล้วก็ปรินิพพาน ก็พ้นจากการเวียนว่าย ตายเกิด แต่ถ้าหากบุคคล ได้เพียร พยายามต่อไป สามารถที่จะดำเนินผ่านญาณ 16 อีกรอบหนึ่ง ก็ลักษณะ เดียวกัน ผ่านญาณ 16 รอบที่ 2 ก็เป็น สกทาคามิบุคคล ผ่านญาณ 16 รอบที่ 3 ก็เป็น อนาคามิบุคคล ผ่าน ญาณ 16 รอบที่ 4 ก็หมดสิ้นกิเลส เป็นพระอรหันต์ เป็นอเสขบุคคล ไม่ต้องศึกษาอีกต่อไป พ้นทุกข์
วิปัสสนาญาณ ญาณที่นับเข้าในวิปัสสนาหรือญาณที่จัดเป็นวิปัสสนามี ๙ อย่าง คือ ๑. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป ๒. ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นจำเพาะความดับเด่นขึ้นมา ๓. ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว ๔. อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นโทษ 14
๕. นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณคำนึงเห็นด้วยความหน่าย ๖. มุจจิตุกัมยตาญาณ ญาณหยั่งรู้อันให้ใคร่จะพ้นไปเสีย ๗. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณอันพิจารณาทบทวนเพื่อจะหาทาง ๘. สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร ๙. สัจจานุโลมิกญาณ ญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจจ 
ธาตุ 18 สิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เอง ตามที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นไปตามธรรมนิยามคือกำหนดแห่งธรรมดา ไม่มีผู้สร้างผู้บันดาล และมีรูปลักษณะกิจอาการเป็นแบบจำเพาะตัว อันพึงกำหนดเอาเป็นหลักได้แต่ละอย่างๆ — elements 1. จักขุธาตุ (ธาตุคือจักขุปสาท — eye element) 2. รูปธาตุ (ธาตุคือรูปารมณ์ — visible-data element) 3. จักขุวิญญาณธาตุ (ธาตุคือจักขุวิญญาณ — eye-consciousness element) 4. โสตธาตุ (ธาตุคือโสตปสาท — ear element) 5. สัททธาตุ (ธาตุคือสัททารมณ์ — sound element) 6. โสตวิญญาณธาตุ (ธาตุคือโสตวิญญาณ — ear-consciousness element) 7. ฆานธาตุ (ธาตุคือฆานปสาท — nose element) 8. คันธธาตุ (ธาตุคือคันธารมณ์ — odor element) 9. ฆานวิญญาณธาตุ (ธาตุคือฆานวิญญาณ — nose-conscious-ness element) 10. ชิวหาธาตุ (ธาตุคือชิวหาปสาท — tongue element) 11. รสธาตุ (ธาตุคือรสารมณ์ — flavor element) 12. ชิวหาวิญญาณธาตุ (ธาตุคือชิวหาวิญญาณ — tongue-consciousness element) 13. กายธาตุ (ธาตุคือกายปสาท — body element) 14. โผฏฐัพพธาตุ (ธาตุคือโผฏฐัพพารมณ์ — tangible-data element) 15. กายวิญญาณธาตุ (ธาตุคือกายวิญญาณ — body-consciousness element) 16. มโนธาตุ (ธาตุคือมโน — mind element) 17. ธรรมธาตุ (ธาตุคือธรรมารมณ์ — mental-data element) 18. มโนวิญญาณธาตุ (ธาตุคือมโนวิญญาณ — mind-consciousness element)
ธาตุ สิ่งที่ทรงสภาวะของมันอยู่เองตามธรรมดาของเหตุปัจจัย, ธาตุ๔ คือ ๑. ปฐวีธาตุสภาวะที่แผ่ไปหรือกินเนื้อที่ เรียกสามัญว่า ธาตุแข้นแข็งหรือธาตุดิน ๒. อาโปธาตุสภาวะที่เอิบอาบดูดซึม เรียกสามัญว่า ธาตุเหลวหรือธาตุน้ำ
15
๓. เตโชธาตุสภาวะที่ทำให้ร้อน เรียกสามัญว่า ธาตุไฟ ๔. วาโยธาตุสภาวะที่ทำให้เคลื่อนไหว เรียกสามัญว่า ธาตุลม ; ธาตุ๖ คือ เพิ่ม ๕. อากาสธาตุสภาวะที่ว่าง ๖. วิญญาณธาตุสภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์ หรือ ธาตุรู้
ขันธ์กอง, พวก, หมวด, หมู่ หมวดหนึ่งๆ ของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหมดที่แบ่งออกเป็น ๕ กอง คือ รูปขันธ์กองรูป เวทนาขันธ์กองเวทนา สัญญาขันธ์กองสัญญา สังขารขันธ์กองสังขาร วิญญาณขันธ์กองวิญญาณ เรียกรวมว่า เบญจขันธ์ (ขันธ์๕)
อายตนะภายนอก เครื่องต่อภายนอก, สิ่งที่ถูกรู้มี ๖ คือ ๑. รูป รูป ๒. สัททะ เสียง ๓. คันธะ กลิ่น ๔. รส รส ๕. โผฏฐัพพะ สิ่งต้องกาย ๖. ธัมมะ ธรรมารมณ์ คือ อารมณ์ที่เกิดกับใจ หรือสิ่งที่ใจรู้; อารมณ์ ๖ ก็เรียก
อายตนะภายใน เครื่องต่อภายใน, เครื่องรับรู้มี ๖ คือ ๑. จักขุตา ๒. โสต หู ๓. ฆาน จมูก ๔. ชิวหา ลิ้น ๕. กาย กาย ๖. มโน ใจ; อินทรีย์ ๖ ก็เรียก
16
ปฏิจจสมุปบาท สภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น, การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น, การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา มีองค์คือหัวข้อ ๑๒ ดังนี้ ๑. อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เพราะอวิชชา เป็นปัจจัย สังขารจึงมี ๒. สงฺขาราปจฺจยา วิญฺญาณํ เพราะสังขาร เป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ๓. วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย นามรูปจึงมี ๔. นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ เพราะนามรูป เป็นปัจจัย สฬายตนจึงมี ๕. สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส เพราะสฬายตนะ เป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี ๖. ผสฺสปจฺจยา เวทนา เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย เวทนาจึงมี ๗. เวทนาปจฺจยา ตณฺหา เพราะเวทนา เป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี ๘. ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ เพราะตัณหา เป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี ๙. อุปาทานปจฺจยา ภโว เพราะอุปาทาน เป็นปัจจัย ภพจึงมี ๑๐. ภวปจฺจยา ชาติ เพราะภพ เป็นปัจจัย ชาติจึงมี ๑๑. ชาติปจฺจยา ชรามรณํ เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงมีพร้อม เอวเมตตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งปวงนี้ จึงมีด้วยประการฉะนี้
ปฏิจจสมุปบาท สภาพหมุนเวียนสืบทอดต่อๆ กันไป ทำให้มีการเวียนว่ายตายเกิด หรือวงจรแห่งทุกข์ ได้แก่กิเลส กรรม และวิบาก เรียกเต็มว่า ๑. กิเลสวัฏ ประกอบด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ๒. กรรมวัฏ ประกอบด้วย สังขาร ภพ ๓. วิปากวัฏ ประกอบด้วย วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ชาติชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส)
17
ยังมีต่อ
กิเลส ๓ อย่าง ธรรมที่เรียกว่ากิเลสนั้นมีหลายอย่าง มีโลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิเป็นต้น บรรดากิเลสหลายอย่างเหล่านั้น แต่ละอย่างแบ่งเป็น ๓ อย่างตามกำลัง หรือตามความสามารถแห่งการครอบงำจิต คือ วีตกกมกิเลส ปริยุฏฐานกิเลส และอนุสัยกิเลส แต่ละอย่างมีสภาวะแตกต่างกันดังนี้ ๑. วีตกกมกิเลส ได้แก่กิเลสที่เป็นเหตุก้าวล่วง กล่าวคือละเมิดทางกายและวาจา ความว่า เกิดขึ้นครอบงำจิตใจของผู้ใดแล้ว ก็เป็นเหตุให้ผู้นั้นเคลื่อนไหวกายและวาจาไปตามกำลังของกิเลสนั้นๆ ทำให้ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่สำรวมกายและวาจาอย่างยิ่ง หากมีกำลังมาก ก็อาจทำให้ศีลถึงความวิบัติได้..จัดเป็นกิเลสหยาบ คือรู้ได้ง่ายทั้งตนเองและผู้อื่น.... ๒. ปริยุฏฐานกิเลส ได้แก่กิเลสที่มีอันกลุ้มรุมอยู่ในใจเท่านั้น ไม่มีการแสดงออกมาทางกายหรือทางวาจาให้ผู้อื่นรู้ได้ ตัวเขาเท่านั้นที่รู้ว่ากำลังรัก เวลานี้เรากำลังโกรธ เป็นต้น ผู้อื่นหารู้ไม่... ๓. อนุสัยกิเลส ได้แก่กิเลสที่นอนตามไปในสันดาน โดยความว่าตราบใดเท่าที่ยังละไม่ได้ ก็จะทำสัตว์ให้ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะตลอดกาลนานกิเลสประเภทนี้มีกำลังมาก แข็งแรง จึงละได้ยาก..เป็นกิเลสที่ถ้าหากพระพุทธเจ้าไม่ทรงอุบัติในโลกแล้ว ประกาศคำสอนไซร้ ก็ไม่มีผู้ใดทราบว่ามีอยู่ เพราะท่านพระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ในปกรณ์ปฏิสัมภิทามรรคว่า พระอาสยานุสยญาน อันแปลว่า "พระญาณที่รู้อัธยาศัยและอนุสัยกิเลสของสัตว์ทั้งหลาย" นั้น เป็นพระญาณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น มิใช่ญาณที่สาธารณะทั่วไปแก่บุคคลอื่น และเพราะเป็นกิเลสที่รู้ได้ยากนั่นเอง มันจึงมีโอกาสเกิดได้มากกว่ากิเลส ๒ อย่างข้างต้น...เกิดขึ้นได้ต่อเนื่องจนเป็นนิสัย แม้ในสภาพสงบนัก เช่น ในการเปลี่ยนอิริยาบท น้อยใหญ่ เวลาที่เรานั่งหรือยืนเป็นต้นนานๆจนเกิดความปวดเมื่อยขึ้น เราก็มีการขยับเขยื้อน เคลื่อนที่ไหวกายเปลี่ยนอิริยาบททุกครั้งไป ก็ในเวลาที่เปลี่ยนอิริยาบทนั่นเทียว เป็นโอกาสที่กิเลสจะอาศัยเกิดขึ้น คือ โทสะจะได้ช่องอาศัยอิริยาบทเก่าที่มีทุกข์คือความปวดเมื่อยนั้นเกิดขึ้น โดยเกี่ยวกับความไม่ต้องการไม่ปรารถนาอิริยาบทเก่าที่มีทุกข์นั้น โลภะจะได้ช่องอาศัยอิริยาบทใหม่ที่จะเปลี่ยนโดยเกี่ยวกับอิริยาบทใหม่ที่มีสุข โทสะและโลภะอย่างนี้ นี้ล้วนเป็นกิเลสชั้นอนุสัย ..เมื่อกิเลสมี ๓ อย่างอย่างนี้ คุณธรรมที่พึงทำให้เกิดขึ้นมาเพื่อการละกิเลสเหล่านี้ก็ย่อมมี ๓ อย่างเหมือนอย่างกิเลส ได้แก่ธรรม ๓ อย่าง ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ และปัญญา...พึงเห็นว่า
ศีลเป็นปฏิปักษ์ต่อวีติกกมกิเลส
สมาธิเป็นปฏิปักษ์ต่อปริยุฏฐานกิเลส
ปัญญาเป็นปฏิปักษ์ต่ออนุสัยกิเลส
ข้อนี้สมจริงตามที่ท่านกล่าวไว้ว่า "สีเลน กิเลสานํ วีติกฺกมปฏิปกฺโข ปกาสิโต โหติ.สมาธินา ปริยุฏฺฐานปฏิปกฺโข. ปญฺญาย อนุสยปฏิปกฺโข" (วิสุทฺธิมคฺค. ๑/๗) แปลว่า "สำหรับกิเลสทั้งหลาย ธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อวีติกกมกิเลส เป็นอันทรงประกาศไว้ด้วยศีล ธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันทรงประกาศไว้ด้วยสมาธิ ธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่ออนุสัยกิเลส เป็นอันทรงประกาศไว้ด้วยปัญญา"
18
วีติกกมกิเลส วิ ( วิเศษ, แจ้ง, ต่าง ) + อติ ( ยิ่ง, เกิน, ล่วง ) + กม ( ก้าว ) + กิเลส ( เครื่องเศร้า หมอง ) เครื่องเศร้าหมองที่ก้าวล่วงอย่างยิ่ง หมายถึง กิเลสอย่างหยาบที่มีกำลังซึ่งก้าวล่วงออกมาทางกาย วาจา เช่น การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การกล่าววาจาทุจริตต่างๆ เป็นต้น ละได้ด้วยกุศลขั้นศีล
ปริยุฏฐานกิเลส ปริ ( รอบ ) + อุฏฐาน ( ลุกขึ้น ) + กิเลส ( เครื่องเศร้าหมอง )
เครื่องเศร้าหมองที่ลุกขึ้นโดยรอบ หมายถึง กิเลสอย่างกลางที่กลุ้มรุมอยู่ในใจ ยังไม่ได้ก้าวล่วงออกมาทางกายวาจา ละได้ด้วยกุศลขั้นสมาธิ ( สมถภาวนา )
อนุสัยกิเลส-ละได้ด้วยกุศลขั้นปัญญา
อนุสัย เป็นชื่อของกิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย ตราบใดที่ยังไม่บรรลุความเป็นพระอรหันต์อนุสัยนี้ก็จะมีประจำอยู่ในขันธสันดานของสัตว์เรื่อยไป อนุสัยจึงเป็นธรรมชาติที่ซ่อนเร้นไม่เปิดเผยให้ใครได้เห็นประจักษ์เว้นแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้น ที่สามารถรู้อนุสัยของสัตว์ทั้งหลายได้
ธรรมดา อนุสัยกิเลสนั้น เป็นธรรมชาติละเอียดซ่อนเร้นอยู่ประจำในขันธสันดาน ไม่แสดงออกให้ปรากฏทางทวารใดทวารหนึ่งเลย ต่อเมื่อมีอารมณ์ต่างๆมากระทบทางตา หูจมูก ลิ้น กาย และใจแล้ว อนุสัยกิเลสที่สงบอยู่นั้น ก็จะแปรสภาพเป็นปริยุฏฐานกิเลส คือกิเลสอย่างกลางปรากฏขึ้นทางใจ เป็นความยินดี ยินร้ายต่ออารมณ์ที่ปรากฏนั้น ถ้าปริยุฏฐานกิเลสนี้ มีกำลังมากขึ้น ก็จะเป็นปัจจัยแก่วีติกกมกิเลส เป็นกิเลสอย่างหยาบ ปรากฏเป็นการกระทำทางกาย ทางวาจาขึ้นมา ทั้งปริยุฏฐานกิเลส
และวีติกกมกิเลส ๒ ประเภทนี้ ไม่เรียกว่า อนุสัยกิเลส แต่ปริยุฏฐานกิเลสเกิดจากอนุสัยกิเลส และวีติกกมกิเลสเกิดจากปริยุฏฐานกิเลส เป็นเหตุปัจจัยเกิ้อกูลสืบต่อๆกันไป
ด้วยเหตุนี้ อนุสัยกิเลส จึงเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสภาพที่ละเอียด สงบ นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานของสัตว์ทั้งหลาย ดังมีวจนัตถะว่า...
สนฺตาเน อนุ อนุเสนฺตีติ - อนุสยา
แปลความว่า
"ธรรมเหล่าใด ย่อมนอนเนื่องอยู่ในความสืบต่อแห่งรูป-นาม ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อนุสัย"
ธรรมที่นอนเนื่อง หมายถึง ยังละไม่ได้
อีกนัยหนึ่ง
"อนุรูปํ การณํ ลภิตฺวา เสนฺติ อุปฺปชฺชนฺตีติ - อนุสยา"
แปลความว่า ธรรมเหล่าใด เมื่อได้เหตุสมควรแล้ว ย่อมเกิดขึ้นได้ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า อนุสัย
อุปมา อนุสัยกิเลส, ปริยุฏฐานกิเลส, วีติกกมกิเลส เหมือนไม้ขีดไฟในกลัก เอาก้านไม้ขีด ขีดลงไปข้างกลัก ไฟก็ปรากฏขึ้น และเมื่อนำไฟนั้นไปจ่อจุดกับวัตถุที่ไหม้ไฟ ไฟก็จะติดลุกไหม้วัตถุนั้นๆ
อนุสัยกิเลส เปรียบเหมือนเชื้อไฟที่มีอยู่ในหัวไม้ขีดนั้น อารมณ์ต่างๆที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนเอาก้านไม้ขีด ขีดลงไปที่ข้างกลัก ปริยุฏฐานกิเลสเหมือนไฟที่ปรากฏขึ้นที่หัวไม้ขีดนั้น เมื่อนำไปจ่อจุดวัตถุอื่นก็จะลุกไหม้ ไฟที่ลุกไหม้วัตถุนั้นเหมือนกับวีติกกมกิเลส ดังนี้
19
มาร สิ่งที่ฆ่าบุคคลให้ตายจากความดีหรือจากผลที่หมายอันประเสริฐ, ตัวการที่กำจัดหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี มี ๕ คือ ๑. กิเลสมาร มารคือกิเลส ๒. ขันธมาร มารคือเบญจขันธ์ ๓. อภิสังขารมาร มารคืออภิสังขารที่ปรุงแต่งกรรม ๔. เทวปุตตมาร มารคือเทพบุตร ๕. มัจจุมาร มารคือความตาย
ปฐมฌาน ฌานที่ ๑ มีองค์ ๕ คือ วิตก ความตรึก วิจาร ตรอง ปีติ ความอิ่มใจ สุข ความสบายใจ เอกัคคตา ความมีอารมณ์เป็นหนึ่ง
ความเพียร 4 ประการทางพุทธศาสนา
สัมมัปปธาน 4
1. สังวรปธาน เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิให้เกิดขึ้น 2. ปหานปธาน เพียรละหรือเพียรกำจัด คือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว 3. ภาวนาปธาน เพียรเจริญ หรือเพียรก่อให้เกิด คือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมี 4. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษา คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่นและให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์
โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ คือ เกื้อกูลแก่การตรัสรู้, ธรรมเกื้อหนุนแก่อริยมรรค ได้แก่
1. สติปัฏฐาน 4
๑. กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน ๒. เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน ๓. จิตตานุปัสสนา สติปัฐาน
๔. ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน
2. สัมมัปปธาน 4
1. สังวรปธาน เพียรระวังหรือเพียรปิดกั้น คือ เพียรระวังยับยั้งบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด มิเกิดขึ้น
2. ปหานปธาน เพียรละหรือเพียรกำจัด คือ เพียรละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
3. ภาวนาปธาน เพียรเจริญ หรือเพียรก่อให้เกิด คือ เพียรทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดมี 4. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษา คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้ตั้งมั่นและให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์
20
3. อิทธิบาท 4 คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ, คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่ง
1. ฉันทะ ความพอใจ คือ ความต้องการที่จะทำใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆ ขึ้นไป 2. วิริยะ ความเพียร คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย 3. จิตตะ ความคิด คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำและสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป 4. วิมังสา ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง คือ หมั่นใช้ปัญญาพิจารณาใคร่ครวญตรวจตราหาเหตุผลและตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น
4. พละ 5 ธรรมอันเป็นกำลัง 1. สัทธา ความเชื่อ 2. วิริยะ ความเพียร 3. สติ ความระลึกได้ 4. สมาธิความตั้งจิตมั่น 5. ปัญญา ความรู้ทั่วชัด
5. อินทรีย์ 5
ธรรม 5อย่างนี้ (สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา )เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อินทรีย์ 5 (ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน ที่เรียกว่า อินทรีย์เพราะความหมายว่า เป็นใหญ่ในการกระทำหน้าที่แต่ละอย่างๆ ของตน คือเป็นเจ้าการ ในการครอบงำเสียซึ่งความไร้ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลงตามลำดับ ที่เรียกว่า พละ เพราะความหมายว่า เป็นพลังทำให้เกิดความมั่นคง ซึ่งความไร้ศรัทธาเป็นต้น แต่ละอย่าง จะเข้าครอบงำไม่ได้
6. โพชฌงค์ 7
ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ 1. สติ ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง 2. ธัมมวิจยะ ความเฟ้นธรรม, ความสอดส่องสืบค้นธรรม 3. วิริยะ ความเพียร 4. ปีติ ความอิ่มใจ 5. ปัสสัทธิ ความสงบกายสงบใจ 6. สมาธิ ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วในอารมณ์
7. อุเบกขา ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง 21
7. มรรคมีองค์ 8
มรรค 8 ( อัฏฐังคิกมรรค )
..(มรรค = อริยมรรค = มัชฌิมาปฏิปทา = มรรคแปด = ทางดำเนินชีวิตอันประเสริฐ = ทางสายกลาง) ..........แนวทางดำเนินอันประเสริฐของชีวิตหรือกาย วาจา ใจ เพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์ .....เรียกว่า อริยมรรค แปลว่าทางอันประเสริฐ เป็นข้อปฏิบัติที่มีหลักไม่อ่อนแอ จนถึงกับ .....ตกอยู่ใต้อำนาจ ความอยากแห่งใจ แต่ก็ไม่แข็งตึงจนถึงกับเป็นการทรมานกายให้เหือด .....แห้งจากความสุขทางกาย เพราะฉะนั้นจึงได้เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา คือทางดำเนินสาย .....กลาง ไม่หย่อนไม่ตึง แต่พอเหมาะเช่นสายดนตรีที่เทียบเสียงได้ที่แล้ว
..........คำว่ามรรค แปลว่าทาง ในที่นี้หมายถึงทางเดินของใจ เป็นการเดินจากความทุกข์ .....ไปสู่ความเป็นอิสระหลุดพ้นจากทุกข์ซึ่งมนุษย์หลงยึดถือและประกอบขึ้นใส่ตนด้วย .....อำนาจของอวิชชา ....มรรคมีองค์แปด คือต้องพร้อมเป็นอันเดียวกันทั้งแปดอย่างดุจเชือก .....ฟั่นแปดเกลียว องค์แปดคือ :- ..........1. สัมมาทิฏฐิิคือความเข้าใจถูกต้อง ..........2. สัมมาสังกัปปะ คือความใฝ่ใจถูกต้อง ..........3. สัมมาวาจา คือการพูดจาถูกต้อง ..........4. สัมมากัมมันตะ คือการกระทำถูกต้อง ..........5. สัมมาอาชีวะ คือการดำรงชีพถูกต้อง ..........6. สัมมาวายามะ คือความพากเพียรถูกต้อง ..........7. สัมมาสติคือการระลึกประจำใจถูกต้อง ..........8. สัมมาสมาธิคือการตั้งใจมั่นถูกต้อง
ปปัญจะ, ปปัญจธรรม 3 กิเลสเครื่องเนิ่นช้า, กิเลสที่เป็นตัวการทำให้คิดปรุงแต่งยืดเยื้อพิสดาร ทำให้เขวห่างออกไปจากความเป็นจริงที่ง่ายๆ เปิดเผย ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ และขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความจริงหรือทำให้ไม่อาจแก้ปัญหาอย่างถูกทางตรงไปตรงมา 1. ตัณหา ความทะยานอยาก, ความปรารถนาที่จะบำรุงบำเรอปรนเปรอตน, ความอยากได้อยากเอา
2. ทิฏฐิ ความคิดเห็น ความเชื่อถือ ลัทธิทฤษฎี อุดมการณ์ต่างๆ ที่ยึดถือไว้โดยงมงายหรือโดยอาการเชิดชูว่าอย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเท็จทั้งนั้น เป็นต้น ทำให้ปิดตัวแคบ ไม่ยอมรับฟังใคร ตัดโอกาสที่จะเจริญปัญญา หรือคิดเตลิดไปข้างเดียว ตลอดจนเป็นเหตุแห่งการเบียดเบียนบีบคั้นผู้อื่นที่ไม่ถืออย่างตน, ความยึดติดในทฤษฎีฯลฯ ถือความคิดเห็นเป็นความ
3. มานะ ความถือตัว, ความสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ถือสูงถือต่ำยิ่งใหญ่เท่าเทียมหรือด้อยกว่าผู้อื่น, ความอยากเด่นอยากยกชูตนให้ยิ่งใหญ่ 22
วิโมกข์ความหลุดพ้นจากกิเลส มี ๓ ประเภทคือ ๑. สุญญตวิโมกข์หลุดพ้นด้วยเห็นอนัตตา แล้วถอนความยึดมั่นได้ มองเห็นความว่าง ๒. อนิมิตตวิโมกข์หลุดพ้นด้วยเห็นอนิจจัง แล้วถอนนิมิตได้ ๓. อัปปณิหิตวิโมกข์หลุดพ้นด้วยเห็นทุกข์ แล้วถอนความปรารถนาได้
นพวาท..17/6/2554
23
From : Fortune Stars  
Email : IP : 110.49.251.188

ลบ




ข้อความ
ผู้ Post
PicPost รูปไม่เกิน 100 Kb(jpg เท่านั้น)
   
Captcha
NKsNRS2skfy^

รหัส
กิฟฟารีน