กิฟฟารีน

กิฟฟารีน

ค้าหาภายในเว็บบอร์ดค้าหาภายในเว็บบอร์ด

อ่านกระทู้ทั้งหมด


หัวใจ-แก่นแท้พระพุทธศาสนา

1
หัวใจ-แก่นแท้พระพุทธศาสนา
เคยได้ยินว่า หัวใจ-แก่นแท้ของพระพุทธศาสนามีดังนี้
1.การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำความดีให้ถึงพร้อม การทำจิตให้บริสุทธ์ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
2.ศีล สมาธิ ปัญญา
3.อริยะสัจจ์สี่
4.ธรรมทั้งหลายไม่ควรยึดมั่น
5.มรรค 8
6.มงคล 38 ประการ
7. สติปัฏฏฐาน ทางสายเอก
8.วิมุตติ ความหลุดพ้น
9.นิพพาน
10.ความพ้นทุกข์
หากได้อ่านพระพุทธดำรัสดังต่อไปนี้ท่านก็คงได้คำตอบให้กับตัวท่านเอง และสามารถบอกต่อๆไปให้กับผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง
พระพุทธดำรัส "ดูกรอุบาลี เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแลว่า ธรรมเหล่านี้ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว เธอพึงทรงธรรมเหล่านั้นไว้ โดยส่วนหนึ่งว่า นี้มิใช่ธรรม นี้ไม่ใช่วินัย นี้ไม่เป็นคำสั่งสอนของศาสดา
อนึ่ง เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแลว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านี้ไว้โดยส่วนหนึ่งว่านี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสั่งสอนของศาสดาฯ "
2
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์นี้เราประพฤติ มิใช่เพื่อหลอกลวงคน มิใช่เพื่อให้คนทั้งหลายมานับถือ มิใช่เพื่ออานิสงส์ลาภสักการะและความสรรเสริญ มิใช่จุดมุ่งหมายเพื่อเป็นเจ้าลัทธิและแก้ลัทธิอย่างนั้นอย่างนี้ มิใช่เพื่อให้ใครรู้จักว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
ที่แท้พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อ สังวระคือความสำรวม เพื่อปหานะคือความละ เพื่อวิราคะคือคลายความกำหนัดยินดี และ เพื่อนิโรธะคือความดับทุกข์"
“ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรากล่าวว่าปริญญา”
เมื่อพระพุทธเจ้าได้สอนไว้ชัดเจนอย่างนี้แล้ว ทำไมเราจึงตอบไม่ได้เต็มปากนักว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร
คำตอบก็คือ
เรายังไม่อยากพ้นทุกข์ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยใจจริง เรียกว่ายังไม่ศรัทธาในคำสอน 100% ด้วยเหตุที่คำสอนของท่านสวนกระแสโลก ที่เราชื่นชม เรายังอยากอยู่กับโลกอันซิวิไลซ์ ไปจนตราบนานเท่านาน เห็นคนอื่นที่เขา สวยกว่า รวยกว่า ฐานะทางสังคมดีกว่า ก็ยังอยากจะขอเป็นอย่างเขาบ้าง หรืออยากดีกว่านั้นอีก เมื่อความเชื่อ(ไม่เรียกว่าศรัทธา)ต่อโลกมากกว่า พระพุทธศาสนาจึงเป็นแค่ ความเชื่อที่ถ่ายทอดมาตามเชื้อชาติ บิดา มารดา และความจำเป็นในตอนที่ต้องกรอกเอกสารทางราชการ
ศาสนาพุทธสอนให้ศึกษาแล้วไปปฏิบัติ จึงมีผู้ศึกษากันทั่วไป แต่พอถึงเวลาปฏิบัติ กลับมีหลายสำนัก หลายวิธีการ หลายนิกาย ซึ่งต่างก็สอนว่าเป็นทางตรงที่สุดที่จะให้ได้ผล ผู้ที่เริ่มศึกษาก็ต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะพิจาณาด้วยตัวเองว่าจะเชื่อวิธีการใด ของสำนักใด แต่ถ้าทรงจำพระพุทธดำรัส ดังที่นำมาเสนอไว้ตอนต้นได้ ก็สามารถตัดสินได้ไม่นานนัก ยกเว้นแต่ว่า เห็นด้วยกับพระพุทธดำรัสนั้น แต่ขออยู่กับโลกนี้ก่อน ขอศึกษาพุทธศาสนาส่วนที่ท่านสอนให้ ทำทาน ถือศีล ทำภาวนา ไปก่อน
3
ทำทานก็ทำอยู่บ่อยๆ ถือศีลก็ทำบ้างตอนไปวัด ภาวนาก็ทำบ้างตอนถือศีล สวดมนต์ที่บ้าน แค่นี้ก็มากพอแล้วมั๊ง ช่วงนี้งานเยอะ ไม่มีเวลาหรอก.... รอให้แก่ หรือเกษียณเสียก่อนซิ จะเข้าวัดให้ดู........
บางท่านมองดูพระพุทธศาสนาว่า ไม่น่าสนุก ไม่สร้างสรรโลก ไม่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ส่วนมากคนมีทุกข์ ผิดหวัง หรืออกหัก หรือแก่หง่อมไม่มีอะไรจะทำ ก็ไปพึ่งพระที่วัดกัน สอนแต่ให้สงบนิ่ง เอาแต่นั่งหลับตา เอาแต่เดิน อดข้าว อดของอร่อยๆ กินแต่ผักบ้าง ใส่แต่ชุดขาวกันบ้าง พูดกันช้าๆ สำรวมระวังกลัวศีลจะขาด ฯลฯ......
บางท่านสนใจศึกษาเล่าเรียนอย่างหนัก แต่เมื่อถึงตอนปฏิบัติกลับย่อหย่อน ด้วยว่าการปฏิบัติก็มีหลายหนทาง แม้แต่ทางสายเอก สติปัฏฏฐาน ก็ยังมีหลายวิธีการ มีถึงสี่บรรพ(สี่ทางเดิน) ส่วนใหญ่ก็เดินยังไม่สุดทาง ผลจึงได้ตามที่สมควรแก่เหตุ คือไม่ได้ผลนั่นเอง
ตกลงแล้ว หัวใจ-แก่นแท้ ของการปฏิบัติ ทางพระพุทธศาสนาอยู่ตรงไหนกันแน่ จึงจะทำให้คนทุกแบบดังกล่าวได้สัมผัสกับความร่มเย็นของพระพุทธศาสนา
คำตอบก็คือ “สติ” นั่นเอง
พูดง่าย จำง่ายดีนะ “สติ” แล้วจะเอา “สติ” มาจากไหน แล้ว “สติ” จะทำอะไรให้เรามี “สติ” ที่ทำให้พบความสุขง่ายๆอย่างที่พูด..........ทุกวันก็มีสติอยู่แล้ว ไม่ได้บ้า เสียสติสักหน่อย......... คุณนั่นแหละเสียสติ มาบอกว่าคนอื่นไม่มีสติ..............
ต่อเรื่องสติ
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต ) หน้าที่65 กล่าวว่า
ธรรมที่มีอุปการะมาก ธรรมที่เกื้อกูลในกิจหรือในการทำความดีทุกอย่าง ได้แก่
1.สติ ความระลึกได้ นึกได้ สำนึกอยู่ไม่เผลอ
2.สัมปชัญญะ ความรู้ชัด (ปัญญา) รู้ชัดสิ่งที่นึกได้ ตระหนัก เข้าใจชัดตามความเป็นจริง
4
ในมิลินทปัญหา ได้กล่าวว่าสติมีลักษณะ “เตือนไว้” และ “ถือไว้”
เตือนไว้ซึ่งธรรม ที่เป็นกุศล อกุศล ถือไว้ซึ่งธรรมที่เป็นกุศล
พระอภิธรรมกล่าวว่า หน้าที่ของสติคือ “รักษาจิต” ไม่ให้ทำอกุศล
สติ มีอยู่ในจิตทุกดวงที่เป็นกุศล
สติเกื้อกูลในการทำความดีทุกอย่าง
สติ มี “การจดจำสภาวะธรรมได้แม่นยำ” เป็นเหตุใก้ลให้เกิด
แล้วทำไมต้องทำสติ ทำกุศล ทำความดีด้วย ไปดูหนังฟังเพลง กินอร่อยๆ คุยกันเพื่อนซี้ ก็มีความสุขแล้ว ไม่ต้องมีสติอะไรนั่นเสียหน่อย
ก็ได้.......เข้าวัดฟังธรรม ตักบาตร ถือศีล คุยกับพระ สร้างโบสถ์ สร้างพระไตรปิฎก ทอดกฐิน ก็เคยทำมาแล้วบ่อยๆ ก็มีความสุขดี จะเอาอะไรกันอีก ที่เคยทะเลากันในครอบครัวหรือที่ทำงาน ก็เพราะลิ้นกับฟัน ต้องกระทบกับบ้างแหละ(ส่วนใหญ่ขอเป็นฟัน...)
พระพุทธเจ้าท่านสอนธรรมะให้กับคนสองจำพวกใหญ่ๆ ดังนี้
1. พวกท่านที่ยังอยากอยู่กับโลกใบนี้ ชื่นชมความสวยงามของโลกและหมู่สรรพสัตว์ การวิวัฒนาการ การสื่อสารติดต่อกันด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด ได้ดูทีวี สองมิติ สามมิติ สี่-ห้า-หกมิติในอนาคต(คงมี กลิ่น มีรส หรือมีสัมผัส ได้ด้วย) ท่านเหล่านี้ ถ้าจะให้อยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข ก็ต้องมี ทาน- ศีล- และเจริญภาวนา คือ “การเจริญสติ” จึงจะไม่เดือดร้อนจากการฆ่ากัน ขโมยกัน แย่งกัน หลอกลวงกัน หรือโดนรถชนจากคนเมาสุรา ฆ่าข่มขืนเพราะอ้างว่าเมา......
เพราะการทำทาน รักษาศีลที่ได้ผลนั้น ต้องมีสติอยู่เกือบทุกขณะ มิฉะนั้น อาจขาดสติทำผิดศีลได้ง่าย เพราะการผิดศีล ก็เพราะจากการขาดสติทุกครั้ง
แต่ที่เคยสังเกตุคือ พอพระให้ศีลจบ 5 ข้อ ท่านเหล่านั้น ก็ขาดสติผิดศีลตามมาเกือบจะทันทีโดยเฉพาะศีลข้อห้ามพูดปด ซึ่งรวมไปถึงอกุศลกรรมบท ที่ละเว้นการพูดเพ้อเจ้อ ส่อเสียด ยุยง พูดหวังประโยชน์ให้กับตนเองด้วย
5
การมีสติคือศีลที่มั่นคงกว่าการขอศีลทุกๆวันแล้วพอใจว่ามีศีลแล้ว ที่พระต้องให้ศีลบ่อยๆทุกครั้งที่เราไปวัด อาจเป็นเพราะศีลเราตกหายไปหมดแล้วก่อนเข้าวัดหรือเปล่า แต่ผู้ที่มีสติสม่ำเสมอ จะเห็นว่ามีสติรักษาจิต ศีลก็ถูกรักษาไปในตัวอยู่แล้ว
พระโสดาบันมีศีลบริสุทธิ์ก็เพราะท่านมีสติสม่ำเสมอ คือมีสติรักษากาย วาจา ใจเป็นปกติที่จะไม่ล่วงศีลห้า โดยไม่ต้องรับศีลจากพระ เนื่องจากจิตของท่านก็เป็นพระอยู่แล้ว
เพราะเหตุที่เรารักษา ศีลแบบไม่มีสติ หรือไม่มีสติ นี่แหละครับ ทำให้ยังมีข่าวหน้าหนึ่งให้อ่านทุกๆวัน หากมีสติ ศีล+สติ ที่พระพุทธเจ้าหมายถึง ศีล+สติ ก็จะอยู่ประจำจิตของเราอย่างมั่นคงมากขึ้น โอกาสพลาดพลั้งก็จะน้อยลง
2. พวกที่สอง ท่านพวกนี้ปฏิบัติตามคำสอนอย่างเคร่งครัด อยากพ้นโลก ท่านสอน ศีล- สมาธิ-ปัญญา
2.1 บางท่านค้นพบต้นทางเดินที่ถูกต้องได้เร็ว ก็สามารถมีโอกาสจบกิจได้เร็ว และอย่างน้อยก็รอดจาก อบายภูมิ คือ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรฉาน ได้อย่างเด็ดขาด มีอนาคตที่เที่ยงแท้ ไม่คลอนแคลน เข้ากระแสสู่ความพ้นทุกข์ในเวลาอันใก้ล ก็ด้วยการมีสติเป็นจุดเริ่มต้น
2.2 ส่วนท่านที่เค่รงครัดต่อการปฏิบัติที่ยังไม่พบต้นทางที่ถูกต้อง อาจจะเป็นด้วย สติที่ทำให้อินทรีย์สังวรศีลไม่มั่นคงพอ สติปัฎฎฐานจึงไม่บังเกิดจริง โภชฌงค์ 7 จึงไม่สมบูรณ์ ปัญญา และวิมุตติ ก็ไม่สามารถบังเกิดได้
สรุปว่าไม่ว่าท่านจะอยากอยู่กับโลกต่อไป หรือท่านที่ต้องการพ้นทุกข์ออกจากโลก ก็ต้องใช้สติ เป็นเครื่องมือ ก่อให้เกิดกุศลจิต และเกิดบุญกุศล ตามมาด้วยความสุข ลดการทำร้ายฆ่าฟันกันแก่งแย่งกัน ลดการเบียดเบียนกัน ลดการให้ร้ายกัน ลดอันตรายที่เกิดจากการขาดสติจากการดื่มของมึนเมา และ เมื่อสติ ทำให้สมาธิตั้งมั่น ปัญญาก็จะติดตามมาในเวลาไม่นานนัก
การจำสภาวะได้แม่นยำ จนทำให้สติเกิดได้บ่อยๆนั้น ต้องฝึกฝน เพราะสติเป็นสิ่งที่ฝึก
6
ฝนให้เกิดเนืองๆได้ แต่ไม่สามารถบังคับให้เกิดตลอดเวลาตามความต้องการได้ ด้วยความเป็นอนัตตา(ไม่อยู่ใต้การบังคับของผู้ใด) ของจิต และสติเอง
หากต้องการฝึกให้ได้ผลเร็ว และใช้งานได้จริง ต้องเรียนรู้จากผู้รู้จริง ที่ได้ผ่าน มรรคญาณ และผลญาณรอบแรกไปแล้ว(สัตตบุรุษ) การเรียนรู้จากผู้ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จจริง มีแต่จะเสียเวลา และหลงทางได้ง่ายเช่นผู้สอนที่ไม่รู้จริงนั่นเอง
เรียนรู้ ฟังคำสอนได้ที่ www.””””””.net
นพวาท25/02/54
From : Fortune Stars  
Email : IP : 110.49.251.188

ลบ




ความคิดเห็นที่ 1 From : นพวาท
ทำบุญแบบเดิมๆกันไหม

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำบุญทำกุศลมาตั้งแต่เล็ก อธิษฐานเกือบทุกครั้ง และทุกวันนี้ก็ยังอธิษฐานอย่างเดิมอีก เมื่อไรคำอธิษฐานจะเป็นจริง เมื่อไรจะสุขสบายอย่างที่ขอซักที หรือเราทำบุญน้อยไป ต้องรอชาติหน้าหรือเปล่าผลบุญถึงจะให้ผล แล้วผลบุญเก่าๆในอดีต ทำไมส่งผลน้อย ทุกวันนี้มีแต่เรื่องไม่สมหวังดังใจ........ ไม่รวยกับเขาเสียที......... ที่ต้องอธิษฐานซ้ำๆเดิมอีก ก็เพราะคำอธิษฐานไม่เคยเป็นจริงใช่หรือไม่........
คำจำกัดความของบุญ
บุญ คือ สิ่งที่ให้ผลเป็นความสุข ตรงข้ามกับบาปที่ให้ผลเป็นความทุกข์
เมื่อต้องการความสุข ต้องทำเหตุของความสุข และ เหตุของความสุขคือ “บุญ”
บุญมีอยู่ 10 ประการ เรียกว่าบุญกิริยาวัตถุ 10 ได้แก่
๑. ให้ทาน แบ่งปันผู้อื่นด้วยสิ่งของ/ความรู้/ธรรมะ (ทานมัย) การให้ทานเป็นการช่วยขัดเกลาความเห็นแก่ตัว ความคับแคบ ความตระหนี่ถี่เหนียว และความติดยึดในวัตถุ/ความรู้ ๒. รักษาศีล (ศีลมัย) เป็นการฝึกฝนที่จะ ลด ละ เลิก ความชั่ว ไม่ไปเบียดเบียนใคร เป็นการบ่มเพาะให้เกิดความดีงาม และพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ให้ตกต่ำ๓. เจริญภาวนา (ภาวนามัย) การภาวนา เป็นการพัฒนาจิตใจ และปัญญา ทำให้จิตสงบ ลด/ล้างกิเลส การเจริญภาวนาเป็นการที่จะทำให้พบความสุขเร็ว/มาก และยั่งยืนที่สุด ได้แก่
๓.๑ สมถภาวนา การข่มกิเลสด้วยกำลังของสมาธิ ห้ามกิเลสได้ชั่วคราวเมื่ออยู่ในสมาธิ เป็นที่พักผ่อน/ตั้งมั่น ของจิตให้มีกำลังทำภาวนาต่อไป
๓.๒ วิปัสสนสภาวนา การเรียนรู้ความจริงของเอกภพ โดยเฉพาะความจริงของตัวเราเอง ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีความเป็นตัวตน บังคับให้เป็นอย่างที่อยากไม่ได้จริง เมื่อรู้ความจริงด้วยตัวของเราเองแล้วจะพบความสุขอย่างถาวรเป็นของแถม ติดตามอ่านต่อไป.........
๔. อ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย) ผู้น้อยอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็แสดงออกในความมีเมตตาต่อผู้น้อย เป็นการลดความยึดมั่นถือมั่น ในความเป็นตัวตน ๕. ช่วยเหลือสังคมรอบข้าง (ไวยาวัจจมัย)
ช่วยเหลือสละแรงกายเพื่องานบุญ งานกุศลส่วนรวม ๖. อุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้อื่น (ปัตติทานมัย) อุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้อื่น ด้วยใจที่ยินดี ๗. ยอมรับและยินดีในการทำความดีของผู้อื่น (ปัตตานุโมทนามัย) ๘. ฟังธรรม (ธรรมสวนมัย) เรียนรู้ความจริงของกาย-ใจตนเอง โดยการฟัง ๙. แสดงธรรม (ธรรมเทศนามัย) ให้ความรู้ในธรรมะที่ถูกต้องให้ผู้อื่นได้รู้ตาม ๑๐. ทำความเห็นให้ถูกต้องและเหมาะสม (ทิฏฐุชุกรรม) เรียนรู้จนเข้าใจความจริงของกาย-ใจ(รูป-นาท) และยอมรับในความจริงนั้น มีความเห็นความเข้าใจที่ถูกต้อง
การทำบุญทั้งสิบประการประกอบด้วยการกระทำของกาย วาจา ใจ เป็นหลัก จะประกอบด้วยสิ่งของภายนอก ก็มีเพียงข้อ ๑ คือทานมัย แต่ถ้าให้ทานด้วยธรรมทาน(ซึ่ง ชนะการให้ทั้งปวง) หรืออภัยทาน ก็อาจไม่ต้องพึ่งสิ่งของภายนอกเลย
บุญเกิดขึ้นที่จิต และสะสมไว้ที่จิตเช่นเดียวกับบาป บุญเกิดเมื่อจิตเป็นกุศล
จิตเป็นกุศลเมื่อจิตมีลักษณะดังต่อไปนี้ กุศลเจตสิก 25
1. สัทธา มีความมั่นใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างมั่นคง
2. สติ มีสติสัมปชัญญะอยู่อย่างไม่ประมาท มีประจำทุกกุศลจิต
3. หิริ ละอายต่อการทำชั่ว ไม่หน้าด้าน
4. โอตัปปะ เกรงกลัวต่อบาปที่จะตามมาจากการกระทำของดัว
5. อโลภะ ความโลภลดลง ไม่ต้องการตามสิ่งยั่วยุ
6. อโทสะ ความโกรธลดลง ไม่หงุดหงิดโมโหร้าย
7. ตัตรมัชณัตตตา จิตนิ่งเฝ้าสังเกตอยู่กับสิ่งที่ทำโดยไม่วอกแวก
8. กายปัสสัทธิ ผิวพรรณผ่องใส มีราศีดี ร่างกายไม่เกร็งตัว
9. จิตตปัสสัทธิ จิตใจผ่องใส สุขภาพจิตดี สบายใจ
10. กายลหุตา ตัวเบา กายเบา ร่างกายผ่อนคลายทุกสัดส่วน
11. จิตตลหุตา สบายใจ มีจิตร่าเริงเบิกบาน ไม่เคร่งเครียดในใจ
12. กายมุทุตา ร่างกายอากัปกิริยานุ่มนวลอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง
13. จิตตมุทุตา จิตใจดีนุ่มนวลมีอัธยาสัยดี มีเมตตาจิต
14. กายกัมมัญญตา ร่างกายเหมาะกับงานทุกอย่าง
15. จิตตกัมมัญญตา จิตใจเหมาะกับการใช้งานทางสมอง
16. กายปาคุญญตา ร่างกายทำงานได้คล่องแคล่วว่องไว
17. จิตตปาคุญญตา มีความคิดรวดเร็วลึกซึ้งละเอียดในทุกเรื่อง
18. กายุซุกตา คล่องแคล่ว มั่นคงอยู่กับการฝึกนั้นๆได้
19. จิตตุซุกตา จิตมุ่งตรงไปกับสิ่งที่คิดอย่างมุ่งมั่น ไม่เสียสมาธิ
20. สัมมาวาจา การพูดมีความสุภาพนุ่มนวล ไม่ไร้สาระ
21.สัมมากัมมันตะ พฤติกรรมดี ไม่ก่อโทษให้ใครๆ
22. สัมมาอาชีวะ มีการประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ทุจริตฉ้อโกง
23. กรุณา มีความสงสารและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความลำบาก
24. มุฑิตา พลอยมีใจยินดีด้วยกับผู้อื่นที่ได้ดี ไม่ริษยา
25. ปัญญา ปัญญาที่รู้ความจริงของชีวิตได้อย่างถูกต้อง
หากถ้าจำไม่ได้ทั้งหมด ก็มีหลักง่ายๆคือ หากจิตใดประกอบด้วยสติ จิตนั้นเป็นกุศลแน่นอน
ดังนั้นหากเราสามารถมีสติได้บ่อยๆครั้งในแต่ละวัน ก็เท่ากับเราสร้างบุญสร้างกุศลในแต่ละขณะจิตที่เดียว พระพุทธเจ้ากล่าวชมผู้มีสติ แม้ราตรีเดียว ก็ควรสรรเสริญมากกว่าผู้ขาดสติทั้งชีวิต
คนส่วนใหญ่ขาดสติทั้งวัน เริ่มตั้งแต่ตื่นนอน จนกระทั่งเข้านอนอีกครั้ง รวมถึงการนอนฝันโดยไม่รู้ว่าฝันอีก
สติเป็นสิ่งที่บังคับให้เกิดไม่ได้ วิธีทำให้สติเกิดได้บ่อยๆคือ ทำสิ่งที่เป็นเหตุใก้ลให้สติเกิดซึ่งได้แก่
“การจำสภาวะได้”
วิธีการก็คือ ดูสภาวะของจิต 4คู่ได้แก่
1.จิตโลภ/จิตไม่โลภ
2.จิตโกรธ/จิตไม่โกรธ
3.จิตหลงไปคิด/จิตไม่หลงไปคิด
4.จิตฟุ้งซ่าน/จิตหดหู่
ในทุกขณะจิตจะมีสภาวะของจิตไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งเสมอในปุถุชน การเริ่มต้นดูสภาวะนี้อาจต้องซักถามและฝึกฝนกับผู้ที่ชำนาญแล้ว จึงจะทำให้เรียนรู้ได้ง่ายไม่หลงทาง
บางท่านก็เรียกวิธีนี้ว่าการดูจิต (แต่ความจริงคือดูคุณสมบัติของจิตที่เรียกว่าเจตสิก) ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้สำหรับการทำภาวนา
เมื่อรู้ว่าจิตมีคุณสมบัติอย่างไรในสภาวะสี่คู่นั้นแล้ว ก็เรียกว่า มีจิตที่ประกอบด้วยสติตามมาทันที
ขณะที่จิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง จิตฟุ้งซ่าน จิตหดหู่ นั้นจิตเป็นอกุศล แต่เมื่อมีสติรู้ว่าเมื่อหนึ่งขณะจิตที่แล้วมีอกุศล จิตดวงที่รู้จะเป็นกุศลจิตทันที การรู้สภาวะจิต เป็นการตามรู้จิตที่เพิ่งเกิดขึ้นและผ่านไปแล้วนั้นอย่างการชั้นชิด
จิตที่เกิดบ่อยที่สุดในแต่ละวัน ได้แก่จิตหลงไปคิด(คิดโดยไม่รู้ทันว่ากำลังคิดอยู่ รู้แต่เรื่องที่คิด คือรู้เรื่องราวที่คิด แต่ไม่รู้สภาวะที่จิตคิด)
เราไม่สามารถบังคับให้ทุกจิตเป็นกุศลได้ เนื่องจากกุศล และอกุศลจิตเกิดจากเหตุ และปัจจัยที่ไม่อาจบังคับได้ เราได้แต่เจริญสติให้บ่อยๆให้กุศลจิตเกิดตามอกุศลจิตที่มักเกิดมากมายกว่ากุศลจิตในแต่ละวัน
เมื่อเราเริ่มมีสติมากขึ้นในแต่ละวัน จิตใจเราจะสงบ ความสุขจะตามมาบ่อยๆจนเราฉงนใจว่ามันง่ายอย่างนี้เชียวหรือในการทำบุญทำกุศล ไม่ต้องตื่นเช้าไปวัด ไม่ต้องเสียเงินซื้อของ ไม่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งเพื่อฝึกสมาธิ แต่การเจริญสติก็ไม่ใช่ของง่ายสำหรับผู้ที่ไม่จริงจังกับสิ่งนี้ มักทำไม่สำเร็จ จนเห็นความเปลี่ยนแปลงในตนเอง ในทางตรงข้าม ผู้ที่จริงจัง สามารถประสบผลสำเร็จมีจำนวนมาก
ยิ่งกว่านั้นเมื่อพบความจริงในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแล้ว บางท่านสามารถมีสุข จากการพ้นทุกข์ได้อย่างถาวร
การทำบุญทุกอย่างนั้น จิตในขณะที่ทำนั้นต้องเป็นจิตที่เป็นกุศล เช่นขณะให้ทานนั้น จิตต้องมีเมตตา กรุณาเป็นหลัก หากการทำทานแล้วหวังผลว่าจะทำให้ได้บุญกุศล เพื่อตนเอง
หรือเพื่ออุทิศให้ผู้อื่นก็ตาม จิตจะเป็นกุศลน้อย หรือไม่เป็นกุศลเลย บุญที่เกิดจากกุศลจิตย่อมมีน้อยมากหรือไม่มีเลย เนื่องจากเป็น จิตโลภนำหน้า จิตดวงต่อมาก็ขาดสติเป็นอกุศลจิตตามไปอีก
จิตก่อนที่จะทำทาน จิตขณะทำทาน และจิตที่หลังทำเสร็จแล้วก็ต้องเป็นกุศล หากก่อนทำหงุดหงิด ยกตัวอย่างเช่นไม่ได้ของมาทำทานอย่างตั้งใจ ขณะทำทานบังเอิญไม่พอใจผู้ที่รับทานด้วยเหตุผลส่วนตัว หลังให้ทานแล้วเสียดายวัตถุหรือทรัพย์สินที่ทำทานไปแล้ว ผลของบุญย่อมจำกัดลงมาก
พระพุทธเจ้าสอนว่าการถวายทานแก่หมู่สงฆ์โดยไม่เจาะจง(สังฆทาน) ให้ผลมากกว่าการถวายแก่พระพุทธเจ้า แต่ก็ไม่พ้นหลักการข้างต้นดังกล่าวมาแล้ว และวัตถุทาน หรือทรัพย์สิน ที่นำมาถวายต้องได้มาอย่างสุจริตด้วย
จะเห็นว่าการทำบุญด้วยการเจริญสติ (ภาวนามัย) ลงทุนน้อยด้วยทรัพย์ ไม่จำกัดเวลา ได้ผลมาก จนพระพุทธเจ้าสรรเสริญ
แล้วต่อไปนี้คุณจะทำบุญอย่างเดิมๆอีกไหม
อกุศลเจตสิก 14
1.โลภะ ความต้องการในสิ่งยั่วยุไม่รู้จักเต็ม
2.อิสสา ความริษยาในใจอยากได้เหมือนของผู้อื่น
3. มัจฉริยะ ตระหนี่หวงแหนยึดไว้แต่ผู้เดียวจนไม่เกิดคุณ
4. โทสะ ความหงุดหงิดโมโหร้ายพยาบาทหรืออาฆาต
5. อหิริกะ ความหน้าด้าน ไม่ละอายต่อการทำชั่ว
6. อโนตตัปปะ การกระทำความชั่วโดยไม่หวั่นกลัวต่อบาปกรรม
7. อุทธัจจะ ความคิดมากฟุ้งซ่าน จิตใจไม่สงบ
8. กุกกุจจะ ความกลุ้มใจ กังวลใจ กระวนกระวายใจ ร้อนใจ
9. ถีนะ ความหดหู่ เศร้าซึม ง่วงซึม จิตตก หมดกำลังทำงาน
10. มิทธะ ความท้อแท้ ถอดใจ หมดกำลังใจ
11. วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยไม่แน่ใจในคำสอนที่จะปฏิบัติตาม
12. โมหะ ความโง่เขลา ความเข้าใจผิด เชื่อตามข้อมูลที่ผิดๆ
13. ทิฏฐิ ความเห็นที่ทำให้ตนหลงยึดติดอย่างเหนียวแน่น
14. มานะ ความหยิ่งทะนงตนจนไม่ยอมรับคำแนะนำจากใคร
ทำบุญมี 2แบบ
1.อามิสบูชา เช่น การถวายความเคารพ ถวายดอกไม้ธูปเทียน ถือศีล กินเจ สร้างวัด สร้างโบสถ์พิมพ์หนังสือธรรมะ ฯลฯ ทำบุญแบบนี้จะได้มนุษย์สมบัติสวรรค์สมบัติพระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ
2.ปฏิบัติบูชา เจริญสติปัฏฏฐาน (อินทรย์สังวรศีล) พระพุทธเจ้าสรรเสริญ ทำบุญแบบนี้จะได้อริยะทรัพย์ มรรคผล นิพพาน คนส่วนใหญ่ไม่ทำกัน ( เพราะทำแบบแรกทำง่าย สดวก จ่ายแค่เงินไปซื้อวัตถุทานมา แต่จะได้บุญแค่ไหนก็ไม่ทราบได้)
คนส่วนใหญ่อยากไปสวรรค์ครับเพราะเชื่อว่าสุข สบาย หรือขอมาเกิดใหม่ให้สุข ให้รวย ให้แข็งแรง ด้วยอามิสบูชาที่ทำไว้
แต่หารู้ไม่ว่าการเกิดปฏิสนจิต ที่จะนำไปเกิดนั้น เลือกเอาเองด้วยจิตที่มีความอยากไม่ได้
พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ต้องมีจิตที่ประกอบด้วยจิตของเทวดา ตั้งแต่ตอนเป็นมนุษย์ตอนตายไปแล้วจึงจะไปเป็นเทวดาได้
ต้องมีจิตของพรหม ตายแล้วไปเป็นพรหมได้
ต้องมีจิตที่พ้นจากกาย-ใจ(รูป-นาม)ได้ตั้งแต่ตอนเป็นมนุษย์ตายไปจึงได้ไปนิพพานได้จริง
นอกจากที่กล่าวนี้แล้ว ไม่อาจเป็นไปได้ครับ
(รายละเอียดการเกิดในภพต่างๆ มีอธิบายในหนังสือหมดแล้วครับ)
ถึงไม่อยากไปนิพพาน ก็ต้องรู้ว่าทำเหตุที่ถูกต้องอย่างไรถึงจะได้ไปสวรรค์หรือเกิดเป็นมนุษย์ได้จริงครับ
นพวาท 25/02/54
Date Time : 2012-05-10 03:54:12 IP: 110.49.226.155

ลบ



ข้อความ
ผู้ Post
PicPost รูปไม่เกิน 100 Kb(jpg เท่านั้น)
   
Captcha
qEFXNY6aNMTw

รหัส
กิฟฟารีน