กิฟฟารีน

กิฟฟารีน

ค้าหาภายในเว็บบอร์ดค้าหาภายในเว็บบอร์ด

อ่านกระทู้ทั้งหมด


พ่อแม่กับสุขภาพจิตเด็กวัยเรียน

การดำรงชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบัน หากจะมุ่งมั่นให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง
ประกอบเข้าด้วยกัน เช่น มีสุขภาพแข็งแรง ฐานะเศรษฐกิจที่มั่นคง มีการศึกษาดี เป็นต้น ทั้งนี้ปัจจัยที่มี
ความสำคัญยิ่งคือ การมีสุขภาพจิตที่ดี มีจิตใจเข้มแข็ง สามารถแก้ปัญหาและเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ที่ผ่านเข้า
มาในชีวิตได้ บางคนมีสุขภาพแข็งแรง มีฐานะมั่นคง แต่ปรากฏว่าสุขภาพจิตไม่ดี จิตใจอ่อนแอ ไม่สามารถ
ทนทานต่อความเครียด ความกดดันต่างๆ ตามสมควร ผู้นั้นย่อมต้องประสบความล้มเหลวในการดำเนินชีวิต

การที่จะส่งเสริมให้เป็นผู้ที่มีสุขภาพจิตดีนั้น เป็นเรื่องที่ไม่อาจทำได้ในระยะเวลาอันสั้น ต้องเริ่มต้น
ตั้งแต่วัยเด็กและมีแนวทางที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูกเป็นสำคัญ พ่อแม่ที่
อยากให้ลูกเป็นเด็กดีมีความสุข ก็จำเป็นต้องให้ความรัก ความอบอุ่น คอยจูงใจชักนำให้ทำสิ่งที่ดีงาม พูดจาให้
เหตุผล ทำตนเป็นตัวอย่าง พยายามปลูกฝังให้เด็กสามารถผูกมิตร พิชิตอุปสรรค และรู้จักพอใจ เด็กจึงจะอยู่
ในสังคมได้อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต

ในด้านสุขภาพจิตสำหรับเด็กวัยเรียน ซึ่งมีอายุระหว่าง 7-11 ปี เป็นวัยที่พ่อแม่ควรให้ความสนใจเป็น
พิเศษ ถึงแม้ว่าเด็กวัยนี้พอจะพึ่งตนเองได้บ้างแล้ว และไม่ค่อยมีปัญหาสุขภาพจิตที่ค่อนข้างรุนแรงปรากฏบ่อย
นัก แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญเนื่องจากพ่อแม่สามารถจะส่งเสริมให้เกิดคุณลักษณะต่างๆ ได้หลาย
ประการ คือ

.. เด็กในระยะนี้เป็นวัยแห่งการฝึกหัดและแสดงความสามารถ จึงเป็นโอกาสดีที่พ่อแม่จะสนับสนุน
เด็กให้เกิดความสนใจใฝ่เรียนรู้ ฝึกทักษะความสามารถพิเศษต่างๆ ซึ่งการหมั่นฝึกฝนก็จะเกิดความเชี่ยวชาญได้

.. ระยะนี้เป็นวัยแห่งการเสริมสร้างจริยธรรม เด็กจะเชื่อฟังพ่อแม่ ครูอาจารย์ และปฏิบัติตามที่สอน
สั่งอย่างเคร่งครัด ประกอบกับเด็กเริ่มเข้าใจความคิดที่เป็นนามธรรม เชื่อมโยงได้ว่าหากทำเช่นนี้จะเกิด
ผลดีอย่างไร อะไรเป็นสิ่งที่ดีงาม สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด ฉะนั้น จึงเป็นโอกาสเหมาะที่พ่อแม่จะหล่อหลอมจิตใจ
เด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรมได้

.. เป็นวัยแห่งการเลียนแบบ การที่เด็กต้องไปอยู่กับสังคมนอกบ้าน ทำให้เด็กต้องมีบทบาทอื่นๆ
นอกเหนือจากบทบาทในครอบครัว เด็กผู้ชายต้องสามารถแสดงบทบาทของผู้ชาย ซึ่งเด็กจะเลียนแบบจากพ่อ
เด็กรู้ว่าสุภาพบุรุษเป็นอย่างไร ก็ได้จากการดูพ่อเช่นกัน ส่วนเด็กผู้หญิงจะเลียนแบบของการเป็นผู้หญิงใน
สังคมและแม่บ้านจากแม่ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดพ่อกับแม่ต้องใกล้ชิดลูกและเป็นแบบอย่างที่ดีของลูก

.. เด็กในวัยนี้เป็นวัยแห่งการสร้างความภาคภูมิใจ ความภาคภูมิใจเป็นความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อได้ทำบาง
สิ่งบางอย่างให้สำเร็จตามความมุ่งหวัง เด็กวัยเรียนเป็นเด็กที่เริ่มแสดงความสามารถของตนเองหลายๆ ด้านให้
ผู้อื่นเห็น ความสำเร็จของเขาคือความภาคภูมิใจที่จะเกิดขึ้นโดยมีพ่อแม่เป็นผู้ให้การสนับสนุน ดังนั้นพ่อแม่
ต้องช่วยกันแนะนำและเชิดชูความสามารถของลูก

.. เด็กในระยะนี้เป็นวัยแห่งการผูกมิตร เด็กวัยเรียนมีโอกาสได้พบปะกับคนทั้งที่คุ้นเคยและแปลก
หน้า เด็กต้องมีความมั่นใจในตัวเองและเป็นตัวของตัวเองจึงจะสามารถพูดคุยสนทนากับผู้อื่นได้ ซึ่งเด็กจะ
เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากครอบครัว โดยพ่อแม่แนะแนววิธีผูกมิตรและปฏิบัติตนต่อมิตรในทางที่ถูกที่ควร

การที่พ่อแม่จะส่งเสริมให้คุณลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นได้พ่อแม่ต้องมีความผูกพัน รักใคร่ในครอบครัว
เป็นอย่างดี ทั้งนี้เนื่องจากเด็กวัยเรียนต้องการความรักความอบอุ่นในครอบครัวเหมือนกับเด็กวัยอื่นๆ ความรัก
ใคร่กลมเกลียวระหว่างพ่อแม่และความรักความเข้าใจที่พ่อแม่มีให้กับเด็กจะทำให้เด็กอยู่ในบ้านอย่างมีความสุข
ชื่นชมนิยมพ่อแม่ อยากเลียนแบบ อยากเป็นคนดี อยากทำในสิ่งที่พ่อแม่คาดหวังเพื่อพ่อแม่จะได้ภูมิใจในตัว
เด็ก และอยากแสดงความสามารถหรือทักษะต่างๆ ให้ประจักษ์ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกจึงเป็นสิ่งที่มี
ความสำคัญและสนับสนุนให้เด็กเป็นผู้ที่มีสุขภาพจิตดีได้

ได้มีการศึกษาวิจัยหลายฉบับที่พบว่า เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นมักจะเป็นเด็กที่ไม่มีปัญหา
สุขภาพจิต ส่วนเด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิตไม่ดีมักจะมาจากครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับเด็กไม่ดี
อันเป็นทางทำลายสุขภาพจิตของเด็ก การศึกษาในเรื่องนี้เท่ากับเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญที่พ่อแม่มีต่อเด็ก
ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

แต่ในปัจจุบันสังคมที่ผกผันและเศรษฐกิจที่บีบรัดทำให้พ่อแม่ต้องรับภาระหนักในการทำงาน ใช้เวลา
ส่วนใหญ่ไปอยู่นอกบ้าน เวลาที่จะใกล้ชิดดูแลเอาใจใส่ลูกมีน้อยลง จึงเป็นที่น่าเสียดายที่คุณลักษณะต่างๆ
ของเด็กวัยเรียนไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร และที่น่าเป็นห่วงก็คือ ความห่างเหินระหว่างพ่อแม่กับลูกมีมาก
ขึ้น ทำให้เกิดปัญหาและความขัดแย้งระหว่างเด็กกับพ่อแม่ได้

ปัญหาอาจจะเกิดขึ้นกับเด็กได้หลายประการด้วยกัน เด็กที่มีพื้นฐานทางจิตใจปกติอาจจะรู้สึกว่าพ่อแม่
ไม่ได้ให้ความสนใจในความเป็นอยู่ จึงเกิดความรู้สึกว่าพ่อแม่ห่างเหิน ถึงเวลาอยู่บ้านก็ต่างคนต่างอยู่ทำ
กิจกรรมของตนเอง เมื่อมีปัญหาก็ไม่รู้จะพูดให้พ่อแม่เข้าใจได้อย่างไรหรือพยายามเล่าหลายๆ ครั้งก็ยังไม่มีใคร
รับฟัง เด็กบางคนอาจจะเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ด้วยการออดอ้อนหรือทำท่าทางแปลกๆ ให้พ่อแม่สนใจ
ก็กลับได้รับการเฉยเมยหรือดุว่าซน จุกจิกจู้จี้ สำหรับเด็กมีพื้นฐานทางจิตใจไม่ดีอาจจะแสดงพฤติกรรม
ในทางลบ เช่น ก้าวร้าว ดื้อดึง ทำลายของใช้ของเล่น หรือมีความผิดปกติอื่นๆ ที่รุนแรงยิ่งขึ้น

เพื่อเป็นการส่งเสริมลักษณะที่ดีต่างๆ และป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของเด็กวัยเรียนไม่ให้เกิดขึ้น
พ่อแม่น่าจะกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นและมั่นคงด้วยการใช้เวลาที่พ่อแม่สามารถจะให้กับเด็กได้อย่างมี
คุณภาพและสม่ำเสมอต่อเนื่องกัน ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติได้ดังนี้

.. ให้การต้อนรับเมื่อเด็กเข้ามาพูดคุยด้วย สัมผัส โอบกอดด้วยท่าทางที่รักใคร่ยิ้มแย้มแจ่มใส เพื่อให้
เด็กเกิดความอบอุ่น

.. พูดคุยเรื่องที่เด็กสนใจหรือร่วมทำกิจกรรมที่เด็กชอบ เช่น กีฬา ดูทีวี ฟังเพลง จะทำให้เด็กรู้สึก
ว่าพ่อแม่เป็นพวกเดียวกับเขา และมีเรื่องราวมาพูดคุยกับพ่อแม่ได้บ่อยๆ

.. เมื่อสังเกตพบว่าเด็กมีความทุกข์หรือไม่สบายใจ พ่อแม่ต้องสอบถามเรื่องราวให้ชัดเจนและให้
ความช่วยเหลือ เด็กในวัยเรียน เมื่อเกิดความกังวลหรือทุกข์ใจมักจะมีท่าทางซึมเศร้า ไม่ร่าเริงตามที่เคยเป็น
บางคนก็จะร้องห่มร้องไห้ ปัญหาที่เด็กไม่สบายใจก็มักจะเป็นเรื่องการเรียน การคบเพื่อน ความขัดแย้ง
ระหว่างพี่น้อง พ่อแม่ควรชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสียที่เกิดขึ้นกับเด็กและแนะนำหาทางออกที่เหมาะสม

.. เด็กวัยนี้มักมีปัญหาเรื่องการปรับตัว เนื่องจากเด็กเพิ่งจะออกไปพบกับสังคมนอกบ้าน เด็กอาจจะ
ทำตัวไม่เหมาะสม เช่น ก้าวร้าวเพื่อน ไม่สัมมาคารวะผู้ใหญ่ ซุกซนอยู่ไม่สุข หากพ่อแม่อธิบายถึงเหตุผล
บอกวิธีการที่ชัดเจน เด็กก็จะอยู่ในสังคมนอกบ้านได้อย่างมีความสุขยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการกระทำบางอย่างของพ่อแม่ที่มักจะสร้างความกดดันให้กับเด็ก การกระทำเช่นนี้
บั่นทอนความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูกให้น้อยลง ซึ่งพ่อแม่อาจจะทำไปด้วยความโกรธหรือไม่รู้ตัว จึงควร
สนใจและระมัดระวัง ดังนี้

• เมื่อพ่อแม่เกิดความเหน็ดเหนื่อยหรือเครียด มักจะอารมณ์เสีย หงุดหงิด ตวาดหรือไล่ให้เด็กไป
ไกลๆ การกระทำเช่นนี้อาจจะทำให้เด็กตกใจเนื่องจากไม่เข้าใจถึงสาเหตุและทำให้ไม่กล้ามาหาพ่อแม่ หาก
พ่อแม่เหนื่อยหรือเครียด ไม่อยากพบใคร พ่อแม่ควรหาทางพักผ่อนในสถานที่ๆ เป็นส่วนตัวหรือพูดตรงๆ กับ
เด็กว่า วันนี้พ่อแม่เหนื่อย ให้เด็กเล่นของเล่นไปก่อน พ่อแม่จะพักผ่อน

• เมื่อเด็กทำสิ่งใดล้มเหลว หรือพ่อแม่อยากให้เด็กทำสิ่งใดให้สำเร็จ พ่อแม่มักจะพูดจาดูถูก
เปรียบเทียบกับคนบ้านอื่นหรือพี่น้องคนอื่น พ่อแม่บางคนพูดประชดประชันให้เกิดความเจ็บใจ หรือบางคน
ใช้วิธีการลงโทษด้วยความรุนแรง เด็กจะรู้สึกมีปมด้อย สู้คนอื่นไม่ได้ พ่อแม่เกลียดชัง ทำให้ขาดกำลังใจและ
สมรรถภาพด้านต่างๆ ด้อยลง

การที่จะให้เกิดผลในการปฏิบัติอย่างจริงจัง พ่อแม่อาจจะต้องลองสังเกตคำพูดหรือการกระทำของ
ตนเองว่า ได้แสดงให้เด็กเห็นว่าพ่อแม่รัก มีความสนใจหรือมีความเข้าใจในตัวเขาบ้างหรือไม่ หากพ่อแม่ยัง
ไม่ได้แสดงให้เด็กเห็นได้อย่างชัดเจน คงต้องเริ่มกระชับความสัมพันธ์เสียตั้งแต่วันนี้ เพราะการดูแลให้เด็กมี
สุขภาพจิตที่ดี เป็นภาระหน้าที่ของพ่อแม่โดยตรง

เยาวนาฏ ผลิตนนท์เกียรติ. บทความสุขภาพจิต 14 “เด็กไทยวันพรุ่งนี้”. โรงพิมพ์การศาสนา. 2534, หน้า 1 -5.
From : Fortune Stars  
Email : IP : 124.121.180.113

ลบ




ความคิดเห็นที่ 1 From : Noy shop
ถ้าใกล้ชิด จะจับผิดลูกได้/สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

เชื่อว่าพ่อแม่หลายท่านคงมีเทคนิคหนึ่งในการจูงใจลูกให้ขยันเรียนหนังสือนั่นคือ “การให้รางวัล” และมีครอบครัวหนึ่ง พ่อบ้านให้รางวัลจูงใจลูกชายวัยประถมต้น เป็นลูกดิ่ง (โยโย่) ตราเพชรทุกครั้งที่ลูกสอบได้คะแนนเต็ม ไม่ว่าจะเป็นการสอบย่อยหรือสอบใหญ่ เป็นที่ถูกใจของลูกชายอย่างยิ่ง เนื่องจากลูกดิ่งมีหลายรุ่น หลายแบบ หลายราคา แต่ละแบบก็มีคุณสมบัติและความโดดเด่นที่แตกต่างกัน และสามารถจูงใจลูกได้ดีตามวัตถุประสงค์

แต่แล้ววันหนึ่งแม่บ้านที่ใกล้ชิดลูกและช่างสังเกตก็นึกสงสัยท่าทีลูก 2 ครั้งหลัง ที่ชวนคุณพ่อไปซื้อของรางวัลอย่างไม่ค่อยเต็มปาก เมื่อลองหยั่งเชิงสอบถามว่าพูดจริงหรือไม่ ก็เห็นลูกชายเริ่มหน้าซีด กระสับกระส่ายแต่ไม่ยอมรับ อีกสัปดาห์ต่อมาแม่ก็ลองถามอีกครั้ง ลูกชายจึงเริ่มถามแม่ว่า “ถ้าผมพูดไม่จริง พ่อแม่จะว่าอะไรไหมครับ”

พญ.ปราณี เมืองน้อย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น จากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ข้อคิดในการให้รางวัลลูกดังนี้

1. การให้รางวัลจูงใจเด็กเป็นเรื่องที่ดี แต่ควรระวังเด็กยึดติดกับสิ่งของ ในการให้รางวัลแต่ละครั้งจึงต้องชมในความมุ่งมั่นพยายามของลูก และปรับเปลี่ยนให้มีความยากที่จะคว้ารางวัลเพิ่มขึ้นตามลำดับ เช่น จากเดิมให้รางวัลทุกครั้งให้ปรับเป็นให้รางวัลทุก 2 ครั้งหรือทุก 3 ครั้งที่ทำสำเร็จ

2. อย่าหลงเชื่อเด็กมากเกินไป เด็กยิ่งเล็ก ยิ่งมีการยับยั้งชั่งใจน้อย อาจอยากได้ของจนยอมโกหกพ่อแม่ ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีกับตัวเอง กังวลกลัวพ่อแม่จับได้และจะโดนดุ

3. ในการให้รางวัลเด็ก ต้องมีหลักฐานคะแนนยืนยันชัดเจน และอาจตรวจสอบลายมือที่เด็กเขียนคะแนนมาจากโรงเรียน ว่ามีร่องรอยการลบแก้หรือไม่

4. คอยสุ่มสอบถามลูกเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ พร้อมทั้งบอกให้ลูกรู้กฎกติกาในบ้าน และความคาดหวังของพ่อแม่ เช่น พ่อแม่ไม่อยากให้ลูกโกหกในทุก ๆ เรื่อง หากลูกไม่ซื่อสัตย์ ต้องคืนของรางวัล พร้อมกับโดนงดของรางวัลครั้งต่อไป

5. หากจับผิดลูกได้แล้ว ไม่ต้องจับให้มั่นคั้นให้ตายให้ลูกพูดสารภาพผิด ควรชมลูกที่กล้าบอกความจริง เพราะในยามที่เขาสารภาพ เขาก็มีความหวาดหวั่นอยู่ในใจมากมายอยู่แล้ว กลัวพ่อแม่ลงโทษ กลัวพ่อแม่โกรธหรือไม่รัก ควรกอดลูกให้รู้สึกมั่นคงปลอดภัย ไม่แสดงความเกรี้ยวกราดใส่ลูก จะทำให้บรรยากาศระหว่างกันไม่ตึงเครียด พ่อแม่จะมีโอกาสสอนลูกอย่างมีสติ ในขณะที่ลูกก็รู้สึกปลอดภัยพอที่จะรับฟังคำสอนจากพ่อแม่

คุณพ่อคุณแม่นำไปปรับใช้ได้ผลอย่างไรสามารถมาแบ่งปันประสบการณ์กันได้เสมอนะคะ

From: www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9550000073320
Date Time : 2012-06-16 06:50:34 IP: 110.169.183.229

ลบ



ข้อความ
ผู้ Post
PicPost รูปไม่เกิน 100 Kb(jpg เท่านั้น)
   
Captcha
P8ETM^kdFkQ%

รหัส
กิฟฟารีน