กิฟฟารีน

กิฟฟารีน

ค้าหาภายในเว็บบอร์ดค้าหาภายในเว็บบอร์ด

อ่านกระทู้ทั้งหมด


เภสัชพันธุศาสตร์ เทคโนโลยีที่จะช่วยดีไซน์ยาให้เหมาะสมกับตัวคุณ

สำหรับเสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่ในชีวิตประจำวัน หากซื้อแบบสำเร็จรูป ปัญหาที่มักพบบ่อย ๆ ก็คือ เสื้อผ้าไม่พอดีกับตัวผู้สวมใส่ เช่นในกรณีของคนที่มีลำตัวเล็กมาก แต่มีช่วงแขนใหญ่ ปรกติต้องใส่เสื้อไซซ์ S จึงจะพอดีตัว แต่เนื่องจาก ช่วงแขนคับ จึงต้องซื้อเสื้อที่ไซซ์ใหญ่กว่าลำตัวมาใส่ ทำให้เสื้อไม่พอดีกับลำตัว หรือบางคนตัวสูงมาก เมื่อซื้อกางเกงมาใส่ ก็ต้องเลาะเอาขากางเกงลงเพื่อให้พอดีกับความสูง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากมีปัญหากับรูปร่าง และต้องการเสื้อผ้าที่พอดีกับตัวจริง ๆ ก็สามารถแก้ไขปัญหาด้วยการไปร้านตัดเสื้อได้
สำหรับ "ยารักษาโรค" ส่วนใหญ่เรามีการผลิตยาออกมาสำหรับใช้ได้กับคนทุกชนชาติ และมักมีการแบ่งปริมาณ (dose) ยาที่ใช้สำหรับผู้ใหญ่และเด็กเท่านั้น ซึ่งตามความจริงแล้วยาและปริมาณยานั้นอาจจะไม่ได้เหมาะสมกับทุกคนแม้อยู่ในวัยเดียวกัน หรือน้ำหนักใกล้เคียงกันก็ตาม แต่ด้วยเทคโนโลยีอณูชีววิทยาที่ก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้ง ปัจจุบันเราจึงมีวิทยาการที่เรียกว่า "เภสัชพันธุศาสตร์" หรือการศึกษาลักษณะทางพันธุกรรมของมนุษย์ในการตอบสนองต่อยา เพื่อประโยชน์ในการปรับเปลี่ยนชนิดและปริมาณยาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลนั่นเอง
รศ. ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล รามาธิบดี ให้ข้อมูลว่า เภสัชพันธุศาสตร์ (Pharmacogenetic) คือการศึกษาลักษณะทางพันธุกรรมมนุษย์ที่ส่งผลต่อการตอบสนองต่อยาชนิดเดียวกันแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ทั้งการตอบสนองในด้านที่ให้คุณ เช่น ทำให้หายจากโรค หรือในด้านที่เป็นโทษ เช่น ผลข้างเคียงที่ทำให้พิการหรือถึงขั้นเสียชีวิต รวมทั้งในด้านที่ไม่มีทั้งคุณและโทษแต่ทำให้เสียทรัพย์โดยเปล่าประโยชน์ คือไม่ตอบสนองต่อยาชนิดนั้นเลย
ส่วนที่มาของการศึกษาทางด้านนี้ รศ. ดร.วสันต์ ให้ข้อมูลว่า ในช่วงปี ค.ศ. 1988-2003 มีโครงการศึกษาและถอดรหัสยีนมนุษย์ (Human genome project) จำนวน 3 พันล้านเบส ซึ่งการค้นพบครั้งนี้ได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดการศึกษาด้านอื่น ๆ ตามมา ทั้งการศึกษาเกี่ยวกับ Genome สำหรับ Biology เพื่อดูว่า คน สัตว์ พืช และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ มีการเรียงตัวของลำดับเบสบน Genome อย่างไร และในที่สุดก็ก้าวเข้าสู่การศึกษาทางด้าน Genomic สำหรับการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งการศึกษาทางด้านนี้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนในปี ค.ศ. 2006
รศ. ดร.วสันต์ อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า จากการศึกษาพบว่า เมื่อนำลำดับการเรียงตัวของเบสจากประชากรหลายเชื้อชาติมาเทียบเคียงกัน พบว่าในแต่ละบุคคลมี DNA ที่เรียงลำดับเบสเหมือนกันประมาณ 99.9% แต่อีก 0.1% จะแตกต่างกันและกระจายตัวอยู่ในทุกโครโมโซมประมาณ 10 ล้านตำแหน่ง ซึ่งเราเรียกตำแหน่งที่มีการเปลี่ยนแปลงลำดับเบสอย่างหลากหลายในประชากรมนุษย์นี้ว่า SNP (Single Nucleotide Polymorphism) โดยส่วนที่แตกต่างคือ SNP นั่นเองที่เป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลให้มนุษย์มีลักษณะ (phenotype) แตกต่างกันตามเชื้อชาติ จากผลงานวิจัยที่มีออกมาอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของ SNP ในระดับเบส ยังสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ (marker) ถึงความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ อาทิเช่น Autism และ Alzheimer หรือตัวบ่งชี้การตอบสนองต่อยาของแต่ละบุคคลอีกด้วย
การตอบสนองต่อยาในแต่ละบุคคลมีลักษณะแตกต่างกันออกไป บางคนรับประทานยาไปแล้วเสียเงินเปล่า เนื่องจากไม่เกิดผลทางการรักษาใด ๆ เลย บางคนรับประทานไปแล้วเกิดเป็นผลดี คือช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยได้ แต่จะมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่มีปัญหาในการใช้ยาบางชนิด โดยสิ่งที่เป็นปัญหาในการตอบสนอง ต่อยาทุกวันนี้ก็คือ ปัญหาผลข้างเคียงจากการใช้ยา (side effect) ซึ่งบางรายมีอาการรุนแรงถึงขั้นที่ทำให้ตาบอด พิการ เสียโฉม หรือถึงขั้นเสียชีวิต เช่นในกรณีของการเกิด Stevens-Johnson Syndrome โดยที่ประเทศสหรัฐอเมริกามีสถิติว่า การแพ้ยาเป็นสาเหตุการตายของประชากรเป็นลำดับที่ 4 เมื่อเปรียบเทียบกับโรคอื่น ๆ ดังนั้น จึงมีการตื่นตัวในการศึกษาลักษณะทางพันธุกรรมของมนุษย์ในการตอบสนองต่อยาเกิดขึ้น
ปัจจุบันในต่างประเทศมีการศึกษาวิจัยด้านเภสัชพันธุศาสตร์หรือลักษณะพันธุกรรมที่มีผลต่อการตอบสนองต่อยาอยู่ใน 2 ระดับ คือ pharmacogenomics ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัย whole genome association โดยใช้ SNP จำนวนมาก เช่น ห้าแสน หรือล้าน SNP ที่กระจายตัวอยู่บนยีนหรือตำแหน่งสำคัญบนทุกโครโมโซม ว่ามี SNP ตัวใดบ้างมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ (association) กับการเกิดผลข้างเคียงหรือแพ้ยา (whole genome association) และ pharmacogenetics เป็นการนำตัวบ่งชี้หรือ SNP ที่ได้จากการศึกษา whole genome association มาพัฒนาเป็นชุดตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ ปรกติจะตรวจวินิจฉัย SNP จำนวนมักไม่เกินพันตำแหน่งในยีนบางกลุ่มบนบางโครโมโซม
"ปัจจุบันประเทศที่พัฒนาแล้วเกือบทุกประเทศมีการศึกษาเรื่องเภสัชพันธุศาสตร์ โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น แต่เนื่องจากยีนของประชากรในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน เช่น ชาวญี่ปุ่นกับชาวไทย แม้จะอยู่ในภูมิภาคเดียวกันและมีลักษณะภายนอกใกล้เคียงกัน แต่มีรูปแบบการเรียงตัวของ SNP บนยีนใกล้เคียงกันเพียง 80% เท่านั้น ประกอบกับในการผลิตยาขึ้นมาชนิดหนึ่ง ผู้ผลิตจะดูที่กลุ่ม เป้าหมายเป็นหลัก และมักทำการทดลองกับคนในเชื้อชาติที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่ายานั้นจะเหมาะสมหรือใช้ได้เต็มประสิทธิภาพกับคนไทย ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทำการศึกษาเรื่องนี้"
"คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัย มหิดล ได้รับเลือกจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ของประเทศไทย (TCELS) ให้เป็นหน่วยวิจัยนำร่องในการศึกษาเรื่องเภสัชพันธุศาสตร์ 2 ส่วนคือ การวิจัยลักษณะทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการตอบสนองต่อยาในกลุ่มผู้ป่วยในโรคสำคัญ อาทิ โรคมะเร็งในผู้ใหญ่ โรคลูคีเมียในเด็ก โรคติดเชื้อเอชไอวี โรคธาลัสซีเมีย โรคไขข้อ และโรค SLE เพื่อนำข้อมูลมาสร้างเป็นชุดตรวจหรือคัดกรองการให้ยาในอนาคต และส่วนที่สองเป็นการประเมินผลการใช้ดีเอ็นเอชิพของบริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา กับกลุ่มประชากรไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของ 3 ภาคส่วน คือ บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตชิพ โรงพยาบาลรามาธิบดีและโรงพยาบาลพญาไท ที่ทำการศึกษาในส่วนนี้ก็เนื่องจากต้องการทราบว่าชิพนี้ใช้กับคนไทยได้หรือไม่ เนื่องจากชิพถูกทำมาเพื่อใช้กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นชาวยุโรปหรืออเมริกัน โดยเราสามารถใช้ชิพนี้เพื่อดูรูปแบบ (profile) ของ SNP ที่ปรากฏบนยีน CYP 2D6, CYP 2C9 และ CYP 2C19 ซึ่งเป็น 45% ของยาที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก และยาที่กำลังจะออกมาใหม่ส่วนใหญ่ได้ถูกออกแบบให้ถูกย่อยสลายและถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยเอนไซม์ที่สร้างจากยีน 3 ตัวหลักนี้" รศ. ดร.วสันต์ กล่าว
ในการตรวจวินิจฉัยลักษณะทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการตอบสนองต่อยาด้วยชิพ จะเริ่มกับคนปรกติ 100 คนจาก 4 ภูมิภาค คือ เหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ กลาง และใต้ มาทดสอบดูว่ามี CYP 2D6, CYP 2C9 และ CYP 2C19 ในประชากรไทยเป็นไปในรูปแบบไหน มีความถี่ (frequency) เป็นอย่างไร เทียบกับกลุ่มประชากรอื่น ๆ ทั่วโลก เช่น CYP 2D6 มี 4 รูปแบบคือ Extensive Metabolizer (EM) ซึ่งหมายถึงตอบสนองต่อยาได้ปรกติ Extensive Metabolizer diminished (EM dim) ซึ่งหมายถึงยีนตัวหนึ่งหายไป แต่ยังสามารถตอบสนองต่อยาได้ใกล้เคียงปรกติ Poor Metabolizer (PM) ซึ่งหมายถึงคนคนนั้นไม่สามารถย่อยสลายยาได้เลย เพราะฉะนั้น เวลาจะให้ยาคนที่มี CYP 2D6 แบบนี้ก็จะต้องให้ยาน้อยมาก จึงจะ ไม่ตกค้างในร่างกาย และ Ultra-rapid Metabolizer (UM) จะมีการ ย่อยสลายยาในร่างกายรวดเร็วเกินไป ดังนั้น การรักษาคนไข้ในกลุ่มนี้จำต้องใช้ยาในปริมาณที่สูงกว่าปรกติจึงจะได้ผลในการรักษา
"ในการตรวจวินิจฉัยโดยใช้ชิพของบริษัท โรช ไดแอกโนส ติกส์จะทดลองใช้เป็นครั้งแรกที่ ร.พ.พญาไท และ ร.พ.รามาธิบดี โดยเราจะเจาะเลือดผู้ป่วยประมาณ 5 มิลลิลิตร เพื่อนำ DNA ที่ได้จากเลือดไปตรวจ ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 24 ชม. ผลก็จะออกมาเลยว่า คนคนนั้นจัดอยู่ในประเภทใดในสี่แบบที่กล่าวมาแล้ว คือ EM, EM dim, PM หรือ UM ยาใดสามารถใช้ได้ ยาใดควรหลีกเลี่ยงเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียง และหากมีความจำเป็นในอนาคตที่จะต้องใช้ยาบางตัวที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการแพ้ยา ก็จะมีข้อมูลว่าเราควร รับประทานยานั้นในขนาด (dose) เท่าใดเพื่อให้ได้ผลพอเพียงต่อการรักษาแต่ไม่เกิดผลข้างเคียง ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจขณะนี้จะตกอยู่ที่ประมาณ 25,000- 30,000 บาท แต่ตรวจครั้งเดียวก็ใช้ได้ตลอดชีวิต เพราะ genetic ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
"สำหรับงานวิจัยเภสัชพันธุศาสตร์ในกลุ่มประชากรไทย ของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มี 2 แนวทาง คือ Candidate gene approach ในกรณีที่ทราบว่ายาตัวที่เราทำการวิจัยมีการย่อยสลายผ่าน Path Way ไหน และยีนใดใน Path Way นั้นที่สร้างเอนไซม์ขึ้นมาย่อยสลายยาดังกล่าว และดำเนินการทำเป็นชุดตรวจต่อไป แต่หากไม่มีข้อมูลว่ายาจะถูกย่อยสลายผ่านเอนไซม์ของยีนตัวไหน หรือมียีนตัวอื่นนอกเหนือจากในกลุ่มของ drug metabolizing enzyme เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ก็ต้องทำการวิจัยแบบ Whole genome association ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก การศึกษาเภสัชพันธุศาสตร์ต่อโรคหนึ่ง ๆ ในลักษณะของ whole genome association หากทำในประเทศไทยอาจต้องใช้เงินถึง 8-10 ล้านบาท ดังนั้น เราจึงมีความร่วมมือกับ RIKEN SNP Research Center ประเทศญี่ปุ่น โดยนักวิทยาศาสตร์ไทยได้นำ DNA จากประเทศไทยไปทำการวิจัยที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่ง whole genome association ที่กำลังดำเนินการอยู่เป็นการศึกษาการแพ้ยาต้านไวรัส Nevirapine ซึ่งแสดงการแพ้ยาออกมาในรูปของผื่น หรือในรายที่มีการแพ้อย่างรุนแรงจะเกิด Stevens-Johnson Syndrome ขึ้น ซึ่งงานวิจัยนี้คาดว่าจะสามารถสืบค้น SNP ที่สามารถใช้เป็นตัวคัดกรองกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแพ้ยา nevirapine ออกไปได้ งานวิจัยพร้อมกับชุดตรวจต้นแบบน่าจะแล้วเสร็จภายในเวลา 1 ปี”
"เภสัชพันธุศาสตร์ เป็นเทคโนโลยีที่มีคุณอนันต์ต่อมนุษยชาติ สำหรับประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจน น่าจะเป็นเรื่องของผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ซึ่งเรื่องนี้เป็นสาเหตุการตายของประชากรในลำดับที่ 4 ของประเทศสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว และสำหรับในภูมิภาคอาเซียนที่มีประชากรมี CYP 2C19 poor metabolizer อยู่มากถึง 13-23% ในขณะที่พบเพียง 3-6% ในประชากรในยุโรปและแอฟริกา หากรับประทานยาที่มีผลต่อ Poor Metabolizer ใน CYP 2C19 ก็จะมีผลต่อคนเอเชียมากด้วยเช่นกัน ในขณะที่ภูมิภาคอื่น ๆ ของโลกอาจจะไม่วิตกกับเรา เนื่องจากประชากรของเขามี CYP 2C19 ประเภท poor metabolizer น้อยมาก เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำการศึกษาเรื่องนี้ เพื่อประโยชน์ ของประชากรในประเทศของเราเช่นกัน" รศ. ดร.วสันต์
กล่าวสรุป
การดีไซน์ "เสื้อผ้า" ให้มีรูปแบบและขนาดที่เหมาะสมกับ ตัวเอง ย่อมหมายถึงการส่งเสริมบุคลิกภาพของผู้สวมใส่ ซึ่ง การดีไซน์ "ยา" ให้เหมาะสมกับตัวเองก็ย่อมหมายถึงการส่งเสริม การรักษารวมทั้งสุขภาพของคนคนนั้นให้ดีขึ้นเช่นกัน

From Medic Thai
From : Fortune Stars  
Email : IP : 110.168.13.213

ลบ




ข้อความ
ผู้ Post
PicPost รูปไม่เกิน 100 Kb(jpg เท่านั้น)
   
Captcha
ajwzDm4JX4A8

รหัส
กิฟฟารีน