กิฟฟารีน

กิฟฟารีน

ค้าหาภายในเว็บบอร์ดค้าหาภายในเว็บบอร์ด

อ่านกระทู้ทั้งหมด


ประวัติพระพุทธวิถีนายก หลวงปู่บุญ ขนฺธโชติ

ประวัติ
พระพุทธวิถีนายก หลวงปู่บุญ ขนฺธโชติ
โดย จามเทวี

หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว
กาลสมภพ
หลวงปู่บุญชาตะเมื่อวันจันทร์ขึ้น ๓ค่ำ เดือน ๘ ปีวอก จุลศักราช ๑๒๑๐
สัมฤทธิศกเวลาย่ำรุ่งใกล้สว่าง ตรงกับวันที่ ๓ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๓๙๑
อันเป็นปีที่ ๒๕ แห่งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๓
ท่านชาตะ ณ. บ้านตำบลท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร (ในครั้งนั้นยังเป็นตำบลบ้านนางสาว อ.ตลาดใหม่ เมืองนครชัยศรี มณฑลนครชัยศรี ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นบ้านท่าไม้ อ.สามพราน จ.นครปฐม แต่ปัจจุบันนี้ ต.ท่าไม้ ได้โอนไปขึ้นกับ อ.กระทุ่มแบน จ.สุมทรสาคร) โยมบิดาของหลวงปู่มีนามว่า "เส็ง" โยมมารดามีนามว่า "ลิ้ม" ท่านมีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน ๖ คน โดยตัวท่านเป็นคนหัวปี มีน้องชายหญิง ๕ คน ลำดับดังนี้
๑. นางเอม ๒. นางบาง ๓. นางจัน ๔. นายปาน ๕. นายคง
เหตุแห่งมีนามว่า "บุญ"
เมื่อวัยทารก ท่านมีอาการป่วยหนักถึงแก่สลบไป และไม่หายใจในที่สุดบิดามารดาและญาติ เมื่อเห็นว่าท่านตายเสียแล้วจึงจัดแจงจะเอาท่านไปฝัง แต่ปรากฏว่ายังไม่ทันที่จะได้ฝังท่านก็กลับฟื้นขึ้นมา บิดามารดาได้ถือเอาเหตุนี้ตั้งชื่อให้แก่ท่านว่า "บุญ"
การศึกษาและบรรพชา
เมื่อครั้งที่หลวงปู่ยังอยู่ในวัยเยาว์นั้น โยมทั้งสองได้ย้ายภูมิลำเนามาทำนาที่ตำบลบางช้าง อ.สามพราน เมื่อท่านอายุได้ ๑๓ ปี โยมบิดาได้ถึงแก่กรรม โยมป้าของท่านจุงนำไปฝากให้ศึกษาเล่าเรียนอยู่กับพระปลัดทอง ณ วัดกลาง ซึ่งในสมัยนั้นมีชื่อว่า "วัดคงคาราม" ต.ปากน้ำ (ปากคลองบางแก้ว) อ.นครชัยศรี เมื่อท่านอายุได้ ๑๕ ปีเต็มพระปลัดทองจึงทำการบรรพชาให้เป็นสามเณรและได้อบรมสั่งสอนวิชาความรู้ต่างๆ ให้ เมื่อครั้งนั้นท่านได้รับใช้อย่างใกล้ชิดจึงทำให้เป็นที่รักใคร่ของพระปลัดทอง แต่เมื่อมีอายุได้ใกล้อุปสมบทท่านมีความจำเป็นต้องลาสิกขาเนื่องด้วยความป่วยไข้เบียดเบียน
อุปสมบท
หลวงปู่อุปสมบทเมื่ออายุได้ ๒๒ ปี ณ พัทธสีมา วัดกลางบางแก้ว เมื่อวันจันทร์เดือน ๘ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีมะเส็ง จุลศักราช ๑๒๓๑ เอกศกเพลาบ่ายตรงกับวันที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๑๒ ในท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ ๓๐ รูป โดยมีพระปลัดปาน เจ้าอาวาสวัดพิไทยทาราม (วัดตุ๊กตา) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดทอง เจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว พระอธิการทรัพย์ เจ้าอาวาสวัดงิ้วราย พระครูปริมานุรักษ์ วัดสุประดิษฐานราม และพระอธิการจับ เจ้าอาวาสวัดท่ามอญร่วมกันให้สรณาคมณ์กับศีลและสวดกรรมวาจา อนึ่งการที่มีพระอาจารย์ร่วมพิธีถึง ๔ รูปเช่นนี้ก็เพราะพระเถระเหล่านี้เป็นที่เคารพนับถือ ของผู้ใหญ่ที่เป็นเจ้าภาพอุปสมบทแล้วพระอุปัชฌาย์ขนานนามฉายาให้ว่า "ขนฺธโชติ" แล้วให้จำพรรษาอยู่กับพระปลัดทอง
ที่วัดกลางบางแก้ว
การศึกษาทางปริยัติและปฏิบัติ
หลวงปู่บุญถูกว่างพื้นฐานในทางธรรมมาอย่างดีแล้วตั้งแต่เป็นเด็กวัดและสามเณร ซึ่งช่วงระยะเวลาดังกล่าวประมาณ ๕-๖ ปี ที่ได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระปลัดทอง จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าพื้นฐานในทางธรรมของท่านถูกถ่ายทอดมาโดยพระปลัดทองทั้งสิ้น อาจารย์อีกรูปหนึ่งของท่านก็คือพระปลัดปาน เจ้าอาวาสวัดตุ๊กตา ซึ่งจากปากคำของพระครูธรรมวิจารณ์ (ชุ่ม) เจ้าอาวาสวัดศรีสุดาราม (วัดชีปะขาว) บางกอกน้อย เคยกล่าวไว้ว่าหลวงปู่บุญได้เล่าเรียนกรรมฐานและอาคมกับท่านปลัดปาน อันที่จริงนั้นอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ทางธรรม ทั้งปริยัติและปฏิบัติตลอดจนพระเวท และพุทธาคมให้แก่ท่านยังมีอีกหลายรูปแต่จะกล่าวถึงในถัดไป
สมณศักดิ์และตำแหน่ง
ในปี พ.ศ. ๒๔๒๙ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอธิการปกครองวัดกลางบางแก้ว
ในปี พ.ศ.๒๔๓๑ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ในปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะหมวด
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาอีก ๔ เดือน คือวันที่ ๓๐ ธันวาคม ศกเดียวกันก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูมีราชทินนามว่า "พระครูอุตรการบดี" และยกให้เป็นเจ้าคณะแขวง
เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๖๒ ก็ได้รับพระกรุณาโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ "พระครูพุทธวิถีนายก" และให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรการคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐมกับจังหวัดสุพรรณบุรี
ในปีพ.ศ. ๒๔๗๑ ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะสามัญในราชทิน นามที่ "พระพุทธวิถีนายก"

ประวัติชีวิตหลวงปู่บุญที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงส่วนย่อยในทั้งหมดของท่าน เพราะหากจะนำมาเขียนกันจริงๆ คงต้องยืดยาวมาก อีกทั้งได้มีนักเขียนหลายท่านพรรณาไว้อย่างถูกต้องดีแล้วผู้เขียนจึงเว้นไว้เสียไม่นำมากล่าวถึงอีก
การศึกษาพุทธาคมและการสร้างพระเครื่องและเครื่องราง
หลวงปู่บุญถูกจัดอันดับอยู่ในยอดเกจิ ผู้เข้มขลังทางพระเวท ที่มีตบะสมาธิและวิถีแห่งญาณแก่กล้าจนเป็นที่ยอมรับยกย่องของพระคณาจารย์ร่วมยุคร่วมสมัยหลายรูป อาทิเช่น สมเด็จพระสังฆราช (แพ) แห่งวัดสุทัศน์เทพวราราม หลวงพ่อทับ วัดทอง (วัดสุวรรณาราม) คลองบางกอกน้อย หลวงปู่นาค วัดห้วยจรเข้และอีกหลายๆ รูป ด้วยความเชี่ยวชาญเข้มขลังในพระเวททำให้พระเครื่องและวัตถุมงคล ที่หลวงปู่สร้างมีเกียรติคุณชื่อเสียงขจรขจาย เป็นที่เสาะแสวงหาของคนรุ่นปู่รุ่นทวดลงมาจนถึงชั้นพวกเรา ด้วยวัตถุมงคลของหลวงปู่มีมากชนิดและมากด้วยประสบการณ์ จึงทำให้พวกเราต่างอยากจะรู้ว่าครูบาอาจารย์ที่ถ่ายทอดพระเวท และพุทธาคมให้กับหลวงปู่คือท่านใดบ้าง เรื่องนี้ได้กล่าวถึงมาบ้างแล้ว ว่าอาจารย์ของหลวงปู่ ๒ รูป คือ พระปลัดทองและพระอธิการปาน มีบทบาทและความสำคัญอย่างมากในการถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆ ให้แก่หลวงปู่ หากแต่ยังมีบางเรื่องที่ไม่กระจ่างชัดคือ หลวงปู่เรียนวิชาการสร้าง "เบี้ยแก้" มาจากพระอาจารย์ท่านใด ที่ยกเอาเรื่องเบี้ยแก้ขึ้นมาพูดถึงก่อนเพราะเหตุว่าในกระบวนเครื่องรางของขลังที่หลวงปู่บุญสร้างไว้ เบี้ยแก้ของท่านจัดอยู่ในอันดับยอดเครื่องรางที่ทุกคนต่างก็ปรารถนาจะได้ไว้ในครอบครองใครคืออาจารย์ "เบี้ยแก้" ของหลวงปู่ การที่หยิบยกเอาความเข้าใจที่ไม่สอดคล้องกันเรื่องการเรียนเบี้ยแก้ของหลวงปู่บุญนั้น หาได้มีความประสงค์จะเป็นผู้ตัดสิน หรือชี้ขาดว่าข้อมูลไหนถูกต้องและอันไหนผิดพลาด หากแต่ต้องการแสดงทัศนะส่วนตัวเพื่อจะได้ร่วมกันคิดและวินิจฉัยว่า อันไหนจะใกล้เคียงความเป็นจริงกว่ากันบางท่านบอกว่าหลวงปู่บุญเรียนวิชาทำเบี้ยแก้มาจากหลวงปู่รอด วัดโคนอน (ผู้เป็นอาจารย์ของพระภวนาโกศลเถระ (เอี่ยม) หรือเจ้าคุณเฒ่าวัดหนัง) บ้างก็ว่าเรียนมาจากอาจารย์ฆราวาสชาวมอญ ซึ่ง เร่ร่อนมาจอดเรือหน้าวัดหรือบางท่านบอกว่าเรียนมาจากหลวงปู่รอด วัดนายโรงหรือหลวงปู่แขกผู้เป็นชีปะขาว ก่อนที่ผู้เขียนจะแสดงทัศนะส่วนตัวเรื่องวิชาเบี้ยแก้ของหลวงปู่บุญนั้นเราลองมาทำความรู้ จัดกับเบี้ยแก้ก่อน
เบี้ยแก้คืออะไร
เบี้ยแก้ คือ เครื่องรางชนิดหนึ่ง ซึ่งมีอุปเท่ห์การใช้มากมายหลายอย่าง ทั้งกันและแก้สิ่งชั่วร้ายเสนียดจัญไร คุณไสย คุณคน คุณผี บาเบื่อ ยาเมา ทั้งหลาย คณาจารย์ยุคเก่าที่สร้างเครื่องรางประเภทเบี้ยแก้เอาไว้มีด้วยกันหลายรูป แต่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เห็นจะมีอยู่เพียง ๒ รูปคือ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว และหลวงปู่รอด วัดนายโรง นอกนั้นก็มีชื่อเสียงอยู่เฉพาะพื้นที่ เช่น หลวงพ่อพักตร์ วัดโบสถ์ จ.อ่างทอง , หลวงพ่อม่วง, หลวงพ่อทัต, หลวงพ่อพลอย วัดคฤหบดี บางยี่ขัน, หลวงพ่อแขก วัดบางบำหรุ, หลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำ, หลวงพ่อนุ่ม วัดนางใน จ.อ่างทอง และมีอาจารย์อื่นอีกที่สร้างได้แต่ไม่แพร่หลาย
วิธีการสร้างเบี้ยแก้
เมื่อหาตัวเบี้ยมาได้แล้ว (เบี้ยพวกนี้ไม่ค่อยพบในบ้านเรา สมัยก่อนต้องหาซื้อตามร้านเครื่องยาจีน เข้าใจว่าเบี้ยที่นำมาใช้นี้จะถูกนำเข้ามาพร้อมกับสินค้าจากประเทศจีนในอดีต.....ผู้เขียน) คณาจารย์ผู้สร้างก็บรรจุปรอทที่ปลุกเสกแล้วเข้าไปในตัวเบี้ย แล้วหาวิธีอุดมิให้ปรอทไหลออกมาได้ (ปรอทที่ใช้นี้เป็นปรอท หรือปรอทดินโบราณมีวิธีการจับปรอทโดยนำไข่เน่าไปทิ้งไว้ในน้ำครำไม่ช้าปรอทจะกินไข่เน่าจนเต็ม) ปรอทมีคุณสมบัติเป็นของเหลวลื่นไหลการจะนำปรอทมาบรรจุเบี้ยแก้ คณาจารย์ผู้สร้างจำต้องมีพระเวทเข้มขลัง เพราะต้องใช้พระเวทฆ่าปรอทหรือบังคับให้ปรอทรวมตัวกันอยู่ในเบี้ยบางราย ถึงกับบริกรรมพระเวท
เรียกปรอทเข้าในตัวเบี้ยได้เอง การปิดปากเบี้ยเพื่อกันไม่ให้ปรอทไหลออกมาได้นั้นนิยมเอาชันโรงใต้ดินที่ปลุกเสกแล้วมาอุดใต้ท้องเบี้ยให้สนิทเรียบร้อย แล้วจึงหุ้มด้วยวัสดุอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ผ้าแดง แผ่นตะกั่ว แผ่นทองแดง วัสดุที่ใช้หุ้มหรือปิดนี้ก็ต้องลงอักขระเลขยันต์และปลุกเสกกำกับด้วย เช่นเบี้ยแก้หลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้วจะมีลวดทองแดงขดเป็นห่วง ๓ ห่วง เพื่อให้ใช้เชือกคล้องคาดเอวเบี้ยแก้ที่ผ่านการบรรจุปรอทจนกระทั่งถักหุ้มเรียบร้อยแล้ว ก็ยังไม่ถือว่าเสร็จสิ้นขึ้นตอนกรรมวิธี เพราะคณาจารย์เจ้าผู้สร้างท่านต้องปลุกเสกกำกับอีกจนมั่นใจว่าใช้ได้จริงๆ แล้วเล่ากันว่า คณาจารย์บางรูปสามารถปลุกเสกเบี้ยแก้ จนกระทั่งตัวเบี้ยคลานได้ เรื่องนี้ไม่ใช่ผู้เขียนเขียนขึ้นมาเอง หากแต่ได้รับการบอกเล่าจากหลวงพ่อพระครูรัตนโสภณ เจ้าอาวาสวัดบางบำหรุ ซึ่งท่านกรุณาเล่าว่า สมภารฉายอาจารย์ของท่าน และเป็นเจ้าอาวาสวัดบางบำหรุก่อนท่านเคยสร้างเบี้ยแก้เอาไว้ และสามารถปลุกเสกเบี้ยแก้จนตัวเบี้ยคลานได้เหมือนหอย เมื่อเขียนมาถึงตรงนี้ ก็จะเข้าประเด็นที่ ขึ้นต้นเอาไว้ว่าหลวงปู่บุญท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาเบี้ยแก้มาจากท่านใดตามทัศนะของผู้เขียน ไม่เห็นด้วยกับข้อมูลที่บอกว่าหลวงปู่บุญ ท่านเรียนเบี้ยแก้มาจากหลวงปู่แขก ซึ่งบางท่านบอกว่าเป็นชีปะขาวบางท่านบอกว่าเป็นสมภารวัดบางบำหรุ และยังระบุต่อไปอีกว่า หลวงปู่แขก
ที่กล่าวถึงนี้เป็นอาจารย์ของหลวงปู่รอด วัดนายโรง ตามข้อมูลที่ผู้เขียนสืบค้นได้นั้น หลวงปู่รอดวัดนายโรง ท่านมีชีวิตอยู่ก่อนหน้าหลวงปู่แขกนานนัก และหลวงปู่แขกที่ว่านี้ ก็มิได้เป็นชีปะขาว หากแต่เป็นสมภารวัดบางบำหรุต่อจากสมภารพรหมเจ้าอาวาส วัดบางบำหรุรูปแรก เท่าที่มีประวัติคือ สมภารพราหมณ์ครองวัดบางบำหรุอยู่ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๖-๒๔๖๑
ถัดมาก็เป็นสมภารแขกซึ่งบอกไว้แต่เพียงว่าตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๖๑ ถัดจากสมภารแขกก็เป็นสมภารฉาย ครองวัดอยู่จนถึง พ.ศ. ๒๔๘๐ หากจะคำนวณอายุดู หลวงปู่แขกไม่น่าจะมีอายุแก่กว่าหลวงปู่บุญ อย่างมากก็คงจะรุ่นราวคราวเดียวกัน หรืออาจจะอ่อนกว่าเสียด้วยซ้ำเพราะหลวงพ่อรัตน์เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า "เมื่อท่านยังเป็นเด็กวัดอยู่นั้น สมภารแขกมี ชื่อเสียงโด่งดังมาก อายุขณะนั้นประมาณ ๗๐-๘๐ ปี หากนับ ถึงปัจจุบันก็คงจะรุ่นๆ เดียวกับหลวงปู่บุญ จึงเป็นไปไม่ได้ที่สมภารแขกจะเป็นอาจารย์ของหลวงปู่รอดและหลวงปู่บุญ แต่อาจเป็นไปได้ว่า หลวงปู่รอดที่เป็นอาจารย์ถ่ายทอดวิชาเบี้ยแก้ให้กับหลวงปู่บุญ และหลวงปู่แขก เพราะหลวงปู่รอดนั้นท่านมีอายุนั้นในรุ่นหลังของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ไม่มากนัก
(คงมีอายุห่างจากสมเด็จฯ ประมาณ ๓๐ ปี-ผู้เขียน) ตามหลังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักรซึ่งกรมาการศาสนาเป็นผู้จัดพิมพ์นั้น ระบุว่าหลวงปู่รอดเป็น สมภารรูปแรกของวัดนายโรง เพราะฉะนั้นในกระบวนเบี้ยแก้ทั้งหมดเท่าที่พบเห็นกันอยู่ต้องถือว่า เบี้ยแก้ ของหลวงปู่รอดวัดนายโรงเก่าแก่ที่สุด ส่วนสาเหตุที่น่าเชื่อว่าหลวงปู่แขกกับหลวงปู่บุญ มีความสัมพันธ์กันก็เพราะว่า พื้นเพเดิมของหลวงปู่แขกนั้น ท่านเป็นชาวนครชัยศรีเช่นเดียวกับหลวงปู่บุญจึงน่าจะเป็นไปได้ว่า หลวงปู่บุญท่านอาจจะไปมาหาสู่กับหลวงปู่แขก และได้มาทราบกิติศัพท์และเกียรติคุณของหลวงปู่รอด วัดนายโรง เมื่อคราวมาเยี่ยมหลวงปู่แขกที่วัดบางบำหรุ จึงได้ขอเรียนวิชาทำเบี้ยแก้กับหลวงปู่รอด อนึ่งหลวงพ่อรัตน์วัดบางบำหรุเล่าว่า สมภารพรหม เจ้าอาวาสวัดบางบำหรุก่อนหลวงปู่แขกก็อยู่ใน ฐานะศิษย์ของหลวงปู่รอด วัดนายโรง เอาละครับผู้เขียนขอเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการสร้างเบี้ยแก้ ของหลวงปู่บุญไว้เพียงเท่านี้ ผิดถูกเท็จจริงประการใดขอให้อยู่ในดุลยพินิจของท่านผู้รู้ทั้งหลายด้วย
อิทธิคุณและพิธีกรรมการใช้เบี้ยแก้
ข้ออธิบายต่อไปนี้ คัดลอกจากต้นฉบับเดิมของวัดกลางบางแก้ว เพื่อให้ท่านที่มีเบี้ยแก้ได้ทราบถึงอิทธิคุณและการใช้อย่างถูกต้อง อันจะบังเกิดผลดีแก่ผู้ใช้
- ป้องกันอัตวิบากกรรม แก้ภาพหลอน จิตรหลอน ภาพอุปทาน แก้อำนาจภูผีปีศาจ อาถรรพณ์เวททำให้มัวเมาขลาดกลัว ขนพองสยองเกล้า ลมเพลมพัด คุณไสย คุณผี คุณคนทั้งปวงอุบาทวเหตุ อุบาทวภัยทั้งปวง มัวเมายาพิษ ยาสั่งทั้งหลาย ไข้ป่า ไข้ป้าง ไข่ผีป่า ผีโป่ง ผีปอบ ต้องกระทำจากภูตผี ผีพราย ผีตายโหง กองกอยวิกลจริต จิตวิกลวิกาล วิญญาณ อุปาทานวิกลเหมือนผีเข้าเจ้าสิงสู่ปราศจากสิ้นแล
- ให้อธิษฐานเอาน้ำมนต์ เอาดอกพุทธรักษาดอกไม้ ดอกเข็มแดงหลากสี ตั้งขันธูปเทียน ขันห้า ข้าวตอก ดอกไม้แก้บาทวพิษ บาทยัก อัมพาต บาดแผล ฝีมะเร็ง ฝีคุณ หัวพิษ หัวกาฬ ทรางชัก รางขนพอง สันนิบาตลูกหมา ลูกนก หลังแอ่น คางแข็ง บ้าหมู ภายนอกภายใน อาบกินด้วย ตั้งจิตหน่วงลงในคุณพระศรีรัตนตรัยใช้ได้แล
- เมื่อเข้าศึกสงครามให้เอาไว้ด้านหน้าสารพัดศัตรู บีทาย่ำรุกไล่ให้เอาไว้ด้านหลัง หาเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ เจ้าขุนมูลนาย ให้เอาไว้ด้านข้างขวา เมื่อหาหญิง หานางพญาไว้ข้างซ้าย สารพัดศาสตรามิต้องข้างกายเลย ดุจฝนเสนห่า ข้าวปลาอาหารเป็นพิษ คางแข็ง เคี้ยวไม่กลืนเลยแล
- ปลิงก็ดี ทากร้ายก็ดี มีในป่ามืด ในน้ำห้วยหนอง คลองบึง มันไม่เก่าะกินเลือดทั้งวัวทั้งควาย ช้างม้า ก็ดีแล แก้งูพิษ เขี้ยวขนอน แมวเซา เห่าแก้วก็ดีมิต้องกายมาขบกัดเลยแล
สูตรการสร้างยาจินดามณี
เมื่อกล่าวถึงผงยาจินดามณี ต่างก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เป็นสูตรการสร้างวัตถุมงคล ที่ส่งให้ชื่อเสียงของวัดกลางบางแก้ว โดยเฉพาะหลวงปู่บุญโด่งดังขจรขจาย อุปเท่ห์การใช้ยาจินดามณีนั้นมีคุณครอบจักรวาล แม้จะตายสามารถฉุดกระชากจิตวิญญาณที่ใกล้จะดับสูญ ให้กลับฟื้นคืนสติขึ้นมาสั่งเสียข้อความต่างๆแก่ญาติโยมได้ สูตรการสร้างยาจินดามณีนี้ เป็นของเก่าแก่ดั่งเดิมสืบทอดมาหลายชั่วอายุคนแล้ว สำหรับหลวงปู่บุญนั้นท่านก็ได้รับสืบต่อมาจากพระปลัดทอง ซึ่งเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ของท่าน กรรมวิธีการสร้างนั้น ประกอบด้วยพิธีกรรมและเครื่องยาแยกเป็นสองส่วน ส่วนที่เป็นเครื่องยานั้น ตำรับโบราณได้พรรณาเอาไว้อย่างกว้างๆ ตามตำราว่า
"จินดามณีโอสถอันพิลาส" ประกอบดอกคลาด ดอกจันทร์เกสรบุษบัน เปราะหอม กำยานโกฐสอ โกฐเขมา ทองน้ำประสาน เปลือกกุมชลธาร กรุงเขมาเท่ากัน ผสมแล้วตำบดพิมเสน ชะมด น้ำผึ้งรวงรัน กฤษณา น้ำมะนาว น้ำมะเขือขื่นคั้นผสมยาเข้าด้วยกัน บดปั้นตากกินเป็นยาวาสนาเลิศล้ำตำราในโลกแผ่นดิน อุปเท่ห์กล่าวไว้ ผู้ใดได้กินจะสวัสดิโสภิณกว่าคนทั้งหลาย พัสดุเงินทองจักพูนกูลนองกว่าโลกหญิงชาย นำมาบูชาอหิวาต์ก็มิวาย ระงับอันตรายทั้งสี่กิริยาโทษหนักเท่าหนัก มาตรแม้นประจักษ์ถึงกาลมรณา ถ้าแม้นใครกินซึ่งยาวาสนากลับน้อยถอยคลาเคลื่อนคลายหายเอย
นอกจากนี้ยังได้แยกเครื่องยาไว้อย่างละเอียดว่า สมุนไพชนิดใดจะเอาส่วนไหนประกอบกับอะไร บดเป็นผงละเอียด เคล้ากับตัวประสานสมุนไพรนั้นมีมากมายหลายชนิด แยกออกเป็นสัดส่วนว่า ส่วนไหนใช้เท่าใด และให้ลงหรือเสกด้วยคาถาอย่างไรบ้าง เมื่อปลุกเสกเครื่องยาแต่ละส่วนตามคาถาที่กำกับแล้วก็ เอาเครื่องยามาผสมกับมีคาถาฤาษีประสมยา ประกอบไว้อีกโสดหนึ่ง ในเรื่องสัดส่วนของสมุนไพรตลอดจนสมุนไพรนอกจากที่ได้กล่าวไว้ในเบื้องต้นนั้น และพระคาถากำกับการเสกสมุนไพรมากมายหลายบท จากนั้นท่านได้แจกแจงรายละเอียดเอาไว้ในส่วนการลงลูกหินและแม่หิน ซึ่งจะใช้บดยาว่า "แม่หินต้องลงอักขระเลขยันต์อีกแบบหนึ่งและมีคาถาประกอบขณะบดยา" การจัดพิธีท่านให้เลือกเอาวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำกลางเดือน ๑๒ ซึ่งหากปีใดได้ราชาฤกษ์หรือเพชรฤกษ์ จัดว่าดีเยี่ยมให้จัดเครื่องสังเวยเทวดาบัตรพลีต่างๆ รวมทั้งราชวัตร ฉัตรธงภายในพระอุโบสถ และมีสายสิญจน์ รอบพระอุโบสถแต่ละทิศให้ลงยันต์ประจำทิศด้วยผ้าแดง ด้านหน้าพระอุโบสถแต่ละทิศ ให้ลงยันต์ตรีนิสิงเห และยันต์จินดามณีประกอบไว้เป็นพิเศษด้วย เมื่อได้ฤกษ์ให้ชุมนุมเทวดา แล้วให้พระภิกษุและฆราวาส ที่ร่วมพิธีพร้อมกัน โดยเฉพาะฆราวาสนั้น หากเป็นหญิงให้ใช้สาวพรหมจารีย์ ซึ่งรักษาศีลอุโบสถ (ศีล ๘) มาแล้ว ๓ วัน ส่วนชายก็ให้รักษาศีลอุโปสถเช่นกัน

ผู้ร่วมพิธีปั้นเม็ดยา หรือกดพิมพ์พระจะต้องภาวนาพระคาถาไปด้วย ไม่ว่าเม็ดยา หรือพระพิมพ์ที่ปั้น และกดเสร็จแล้วจะต้องนำไปปลุกเสกด้วยมนต์ขลังอีกอย่างน้อย ๗ เสาร์ ๗ อังคาร การสร้างยาจินดามณีนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ยาวาสนา" ซึ่งมิใช่มีเฉพาะตำหรับของวัดกลางบางแก้วเท่านั้น วัดอื่นก็มีสร้างกัน เช่น วัดปากครองบางครก อ.บ้านแหลม จ. เพชรบุรี ก็มีการสร้างในสมัยของหลวงพ่อโศก (พระครูอโศกธรรมสาร) เกจิอาจารย์ผู้พระเดื่องนาม ในการสร้างปลัดขิก พระขรรค์และผ้ายันต์ราชสีห์เส้นคู่ ตำหรับการสร้างผงยาจินดามณีของวัดปากคลองบางครกนี้ ก็มีกรรมวิธีการสร้างและอุปเท่ห์การใช้อย่างเดียวกันกับของวัดกลางบางแก้ว ผู้เขียนเข้าใจว่าคงเป็นตำราที่สืบทอดแตกแยกกันออกไป เมื่อได้พูดถึงสูตรผงยาจินดาตรีของทั้ง ๒ สำนักแล้ว ก็อยากจะนำอุปเท่ห์การใช้มาเขียนลงไว้อย่างชัดเจน โดยขอกล่าวถึงอุปเท่ห์การใช้ยาจินดามณีตำหรับวัดกลางบางแก้วก่อน ใครได้รับประทานยาจินดามณีแล้วจะบันดาลให้เกิดศิริสวัสดีและลาภผล หากบูชาเอาไว้จะป้องกัน
และรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ แม้แต่อหิวาตกโรคผู้ใดมีไว้จะปราศจากอันตรายใดๆ ในทุกอิริยาบถผู้ใดต้องโทษทัณฑ์ก็จะบรรเทาเบาบางลงได้ ผู้ใดป่วยหนักแม้แทบจะสิ้นชีวิต หากได้รับประทานอาจินดามณีแล้ว ก็จักรอดตายฟื้นหายจากโรคนั้นสำหรับวิธีการใช้ยาขอยกเอามาเพียงบางส่วนดังนี้
ถ้าใช้รักษาอหิวาตกโรคให้เอายอดทับทิมต้มผสมกับกานพลูและน้ำปูนใส แล้วฝนเม็ดยาใส่ลงไปดื่มรับประทานหายจากโรคแล
แก้โรคเสมหะตีขึ้น(คนป่วยถ้าเสมหะตีขึ้นแล้ว มักจะไม่รอด) ให้ใช้ดีหมีผสมน้ำร้อน แล้วใส่ยาจินดามณีผสมลงไปรับประทาน
ถ้าเกิดคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล ให้เอายาใส่น้ำเสกด้วย "เอกัง จินดามณีมันตัง" เป็นเมตตามหานิยม แล้วเอาน้ำประพรมศรีษะ เอาเม็ดยาอมไว้ตลอดเวลา จะชนะความทั้งสิ้นแล
หากจะให้ปัญญาดี ให้เสกด้วยพระคาถาต่อไปนี้ ๓ คาบ
"ตะโตโส ปัณฑิโต ปิหิโส อัตถะ ทัสสีมะโหสะ โถ" แล้วอมยาจะท่องมนต์คาถาสารพัดวิชา จำได้สิ้น ที่หลงลืมก็จะระลึกได้อุปเท่ห์การใช้ผงยาจินดามณี ของวัดกลางบางแก้วนี้ยังมีอีกมาก เอาไว้กล่าวถึงในบทเฉพาะเกี่ยวกับพระคาถาอาคมของหลวงปู่บุญ
สิทธิการิยะ จะกล่าวถึงสรรพคุณวิเศษของยาจินดามณี ตำหรับวัดปากคลองบางครก (อันที่จริงก็ตำรับเดียวกันนั่นแหละครับ เพียงแต่แตกแยกออกไปเท่านั้น)
แก้โรคในจักษุ ๖ แก้ในจมูก ๓ ประการในลิ้น ๖ ประการ ในฟันในท้อง ๔ ประการ แก้ไขบั้นปลายก็ได้ แก้ลมมหาสดมภ์ แก้ลมราชยักษ์กุมภัณฑ์ยักษ์ แก้อ่อนเปลี้ยเพลียใจ คลื่นไส้เอาเจียรเป็นยาครรภ์รักษา แก้หัวพิษ หัวกาฬ ละลอกน้ำ ละลอกไฟ
ผิวเป็นอัมพฤก อัมพาต ตายไปทั้งตัวก็ดีฝ่ายซ้ายขวาก็ดี ตีนมือ คาง ขากรรไกร ก็ดีหาสมประดีไม่ได้ไซร้ ให้เอาหญ้าฝรั่ง พิมเสนทองคำ บดด้วยยาละลายกรอกลงไปได้สติลืมตามีน้ำตาไหล น้ำลายยืดแล้วหายแล ถ้าคนไข้บีบมือเหมือนจะออกคำ แต่ออกมิได้ให้เอาดีหมีก็ได้ถ้าไม่มีดีงูก็ได้ ต้มน้ำให้ละลายประมาณครึ่งถ้วยพริก ใส่เหล้าครึ่งให้กินเถิดถึงเสลดหางวัวตีขึ้นก็จับกลับหาย หายมากแล้ว
ถ้าผู้บ่าวสาว ชักดิ้นงักงอ หมดสติตีนมือเกร็ง มีมายาต่างๆ เหมือนผีสิงก็ดีกัดฟันหน้าเบี้ยว ให้เอาพิมเสนมาบดด้วยยาใส่ฝิ่นรำหัส ให้ต้มน้ำขิงทุบ เอาน้ำอุ่นเยี่ยวหนูให้กิน ถ้ามิฟังให้เอาหัวหอม ๓-๔ หัวตำ คั้นน้ำบดยาให้กิน
แก้กำหนัดกามราคะขึ้น เป็นลมเบื้อนสูงสงบและเลือดระดูทำพิษให้เอาเสนียด คำฝอยต้ม
แก้สวิงสวาย หน้ามืดตาลาย กระวนกระวายเป็นทุกข์ระส่ำทรวง หัวใจเต้นดังตีปลาเหงื่อกาฬแตก บดยาใส่น้ำดอกไม้สด น้ำมะลิ บังหลวง กระดังงาก็ได้ ทั้งกินทั้งดมหายใจแลแก้ร้อนใน น้ำดอกไม้เทศ
แก้ทราง ละลายน้ำพ่น ชะโลมตัวหายแล
แก้เลือดตก น้ำมะขามเปียกครึ่งชามแกงแซกเหลือตัวผู้ แก้ลมบ้าหมู น้ำมะนาว แก้ไอมะนาวแทรกเกลือ
ตกลงป่วง ลงราก โรคห่า ละลายน้ำยา ด้วยน้ำฝนกินให้อิ่มหายพลัน ถ้ามิฟังเอาเปลือกมะม่วง ๓ เปลือก ต้มใส่ปูนน้อยหนึ่ง ต้ม ๓ เอา ๑ ละลายกินเถิดหาย
แก้บิดมูกเลือด ขมิ้นข้น ๓ แว่น ทายาฝิ่นหรือขี้ยากรอบงโรยลงปิ้งไฟเกรียม บดด้วยน้ำปูนใสใส่ยา ๑ เม็ดกิน ๓ ที หายดีนัก แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อใช้น้ำขิงต้ม
แก้โรค อุปทม ทุเลาวสา มุตกิต มุตฆาต ยักน้ำกระสายธาตุ ๔ ต้ม ให้ถ่ายใช้เกลือหนัก ๑ ชั่ง
ธาตุหนักก็เพิ่มขึ้น ใบมะขามต้มเป็นกระสาย

องคชาติปวดแสบในลำปัสสาวะ เมื่อปัสสาวะเป็นกำลัง บานไม่รู้โรยขาว ทั้งห้าต้นแทรกสารส้ม รำหัสละลายยากินเถิดหาย
มักหนักถ่วงท้องน้อย บางครั้งมีแน่นให้เอาใบมะดัน ๙ ใบลงด้วยนวหรคุณต้มแทรกสารส้มกินหาย เมื่อทุเลาแล้วแต่งยาชื่อกษัยองคสุตรกินเสียหายแล
แก้หัวพิษ หัวกาฬ หัวละลอก ใช้น้ำครำฝนยาทาใช้น้ำขี้เถ้าดินเผาไฟก็ได้ใบมหากาฬตำก็ได้
แก้บาดทะยัก เอาผักปราบตำใส่ปูน น้ำมะนาวบีบลงในยานี้ทาหาย ถ้าชักกระตุกแล้วให้รีบทาเถิด ยักยาอื่นตายแล
อนึ่งทารกแรกเกิด ให้เอายาฝนกับน้ำผึ้งรวงแล้วหยอดให้ทารกนั้นกิน ๓ วันแรกเสียงจะดีนักแล เลี้ยงง่ายปัญญาดีแล
ถ้าให้มีปัญญาพาที ให้เสกด้วยพระคาถานี้ ๓ จบ แล้วอมยาไว้จะเล่าบ่นมนต์คาถาสารพัดวิชาจำได้สิ้นที่เลือกลืมหลงก็จะรำลึกได้แล
ให้เสกด้วยมนต์มหาจินดาติดตัวไปเป็นเสน่ห์บังเกิดลาภผลที่ตนปรารถนาแล
สู้ความชนะ ให้เสกด้วย พัสสมิงกิเนนโตฯ
ให้เสกด้วย เอกจินดา มณีมนตํ ติดตนไปเป็นมหานิยมภาวนา อุอากะสะ ทำการไร่นามิเหนื่อยแล
ให้ภาวนาด้วยบท ยันทุนนิมิตตัง จบหนึ่งเอายาติดตัวไว้กลัวลางนิมิตร้ายแล
อมยาแล้วนั่งเหนือลมภาวนา อิตถีจิตตํ ปิยํ มะมะ รักและหลงเรา จากไปมิได้แล
เมื่อจะเดินทางไปสารทิศ เข้าหายเจ้านายผู้ใหญ่ ใช้ยานี้แช่น้ำใช้น้ำนั้นสระหัวอมยา แล้วภาวนา สัตถาเทวมนุสสานัง พุทโธ ภควาติ ๗ คาบผู้ใหญ่ เจ้านายหายโกรธ ช่วยเหลือเราทุกทางเลย
ถ้าเผชิญด้วยหมู่ศัตรูหมู่ร้าย ให้อมยาแล้วภาวนา พามานา อุกะสะนะทุ ๘ คาบ ชนะศัตรู ศัตรูทำร้ายมิได้ แคล้วคลาดสารพัดแล
เอายาติดตัวไปป้องกันสรรพโรคภัย ป้องกันเสนียดจัญไร กันย่ำยีด้วยคุณไสย คุณผี คุณคน สารพัดพิษ ผิดสำแดง
เมื่อต้องยาเบื่อมา เอารากมะปรางหนึ่ง หัวนุมานกระทบแท่งหนึ่ง ฝนทำน้ำกระสาย หรือ
เอาแต่อย่างหนึ่งก็ได้กินเถิดมิเป็นไรอย่าประมาทเลย เคยแก้ยาสั่งมาแล้ว ถ้าติดตัวไปมิต้องเราแล
ให้มีติดตัวถึงคราวอับจนจะได้ใช้ ตามืด หูมืด ใช้ได้ทุกเมื่อ มีอำนาจวิเศษคุณมากตีค่าไว้ถึง ๘ ชั่งทองแล

ที่ต้องเอาเกล็ดและฝอยของยาจินดามณีหรือยาวาสนาตำรับวัดปากคลองบางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี มาลงไว้เสียยืดยาว ก็เพราะว่าต้องการให้ผู้อ่านเทียบเคียงกันดูว่าทั้งตัวยาและอุปเท่ห์การใช้นั้นมีส่วนเหมือน และคล้ายคลึงกันมากซึ่งก็ไม่ใช้เรื่องแปลก เพราะสูตรดั่งเดิมของการสร้างยาจินดามณีนั้น เป็นสตรูเก่าแก่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เพียงแต่แตกสาขาออกไปหลายสาย โดยเฉพาะสายวัดกลางบางแก้วนั้น ได้สืบทอดมาแต่ท่านเจ้าคุณวัดราชนัดดาที่มามีชื่อเสียงแพร่หลายกว่าสายอื่นนั้น ก็คงเนื่องจากตบะบารมี ของหลวงปู่บุญท่านสูงส่งและแก่กล้ากว่าเท่านั้นเอง แต่ก็ใช้ว่าสูตรยาจินดามณีของสำนักอื่นไม่มี หรือมีแต่จะด้อยสรรพคุณกว่าก็หาไม่ เพราะอันพระเถราจารย์เจ้าในยุคเก่าๆ นั้น ท่านเชี่ยวชาญเข้มขลังไม่แพ้กันหรอกครับ แต่ละท่านต่างก็ยกย่องซึ่งกันและกัน แต่มาชั้นหลังรุ่นพวกเราเหล่าลูกศิษย์ชักจะมีคติถือครูบาอาจารย์ถือสำนัก แบ่งพรรคแบ่งพวกกันเสียแล้ว ผู้เขียนไม่เห็นด้วยเลยครับ อย่างไรเสียก็ควรจะช่วยกันรักษา และอนุรักษ์ของเก่าแก่ดั่งเดิมเอาไว้เถอะครับ แม้จะต่างวัด ต่างสำนักกันก็อย่าได้มองข้ามหรือดูแคลนกันนักเลย สำหรับอุปเทห์ใช้และคาถาที่กำกับยาจินดามณีตำหรับวัดกลางบางแก้ว ขอให้พลิกไปบทถัดไปนะครับ มีบันทึกเอาไว้เฉพาะแล้ว
ประคำนเรศวรปราบหงสาวดี
ประคำนเรศวรปราบหงสาวดีเป็นอิทธิวัตถุชั้นสูงอีกชนิดหนึ่งที่หลวงปู่บุญ ท่านได้สร้างเอาไว้แต่มีจำนวนน้อยมากท่านจะสร้างมอบให้เฉพาะเป็นรายบุคคล ซึ่งนอกจากศิษย์ใกล้ชิดที่หลวงปู่มั่นใจในความประพฤติแล้ว ท่านก็มักจะสร้างถวาย หรือแจกแก่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่หรือพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งให้ความอุปการะวัดกลางบางแก้ว ประการสำคัญผู้นั้นจะต้องร้องขอต่อท่านว่า "อยากจะได้ประคำปราบหงสาวดีเอาไว้คุ้มครองป้องกันตัว" ท่านถึงจะลงมือสร้างให้ทั้งนี้เพราะวัสดุ เช่น เนื้อไม้อันเป็นมงคลตลอดจนเครื่องยาต่างๆ ล้วนแล้วแสวงหาได้ยากทั้งสิ้น อีกพิธีการสร้างก็ละเอียดปราณีต ยากลำบากพอดูทีเดียว ตำรับการสร้างประคำปราบหงสาวดีนี้ตกทอดมาจากสมเด็จพระพณรัต วัดป่าแก้ว ผู้เป็นอาจารย์ของ
สมเด็จพระนเรศวรมมหาราช เนื้อความตามตำราการสร้างมีดังต่อไปนี้
สิทธิการิยะ ถ้าจะทำลูกประคำ ท่านให้เอากาฝากศรีมหาโพธิ์ ๙ ลูก ชุมแสงโทน ๘ ลูก ชัยพฤกษ์ ๕ ลูก ไคลเสมา ๓๒ ลูก ไม้เท้ายายม่อม ๙ ลูก ค้นทรง ๑๐ ลูก หนาด ๒๘ ลูกและราชพฤกษ์ ๘ ลูก ผสมกันเข้าเป็น ๑๐๘ ลูก
กาฝาก พระศรีมหาโพธิ์ ๙ ลูก ลงด้วย อะ สัง วิ สุ โล ปุ พุ ภะ
ชุมแสงโทน ๗ ลูก ลงด้วย สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ
ชัยพฤกษ์ ๕ ลูก ลงด้วย นะ โม พุท ธา ยะ
ไม้เท้ายายม่อม ๙ ลูก ลงด้วย มะ อะ อุ อุ อะ มะ อะ มะ อุ
ไคลเสมา ๓๒ ลูก ลงด้วย อิ ติ ปา ระ มิ ติง ตี สา อิ ติ สัพ ญา ญุ มา คตา อิ ติ โพ ธิ มนุ ป ปต โต อิ ติ ปิ โส จเต นโม
คันทรง ๑๐ ลูก ลงด้วย อา ปามะ จุ ปะ ทิม สํ อํ คุฯ
หนาด ๒๘ ลูก ลงด้วย ตง เม โส ทิ โม มง สุ เร โส อ ป นา ป สุ สุ ปิ อทสิติ ปุวิสิเว กุโกกโคฯ
ราชพฤกษ์ ๘ ลูก ลงด้วย กะจะภะสะ นะ มะพะทะ
สายประคำนั้น ให้เอาไหมเบญพรรณมาทำ
ลักษณะของประคำวิเศษนี้ มีลักษณะเป็นลูกประคำชุด ๘ ชุด ถ้านับตามลำดับจากชุดที่ทำด้วยไคลเสมาเป็นชุดที่ ๑ แล้ว เวียนไปตามลำดับชุดที่ติดต่อกันภายในสายแล้วก็จะได้ลำดับชุดดังต่อไปนี้
ชุดที่ ๑ ไคลเสมา มีจำนวน ๑๒ เม็ด ลูกประคำชุดนี้จะมีสัณฐานเขื่องกว่าชุดอื่นๆ ลักษณะเป็นเนื้อผงละเอียดผสมด้วยน้ำยาชนิดหนึ่ง แล้วปั้นเป็นเม็ดกลม ข้างในมีหลอดเล็กๆ เป็นแกนทำด้วยเงิน สำหรับเป็นแกนให้พอกเนื้อยาและเป็นช่องสำหรับร้อยไหม บางท่านบอกว่าแกนหรือหลอดนี้คือ ตะกรุดขนาดเล็กที่หลวงปู่ลงอักขระเอาไว้ด้วย วรรณะเม็ดประคำชุดนี้ดำสนิทเป็นเงางาม คล้ายมีวัสดุเคลือบเอาไว้

ชุดที่ ๒ ชุมแสงโทน มีจำนวน ๗ เม็ดแกะด้วยเนื้อไม้ชุมแสงโทน ซึ่งเข้าใจว่าปกติต้นชุมแสงจะขึ้นเป็นกอหรือขึ้นเป็นต้นเดี่ยวๆ หรือโทนนั้นหายาก เมล็ดประคำมีสัณฐานขนาดปานกลาง ค่อนข้างเขื่องลักษณะเป็นเมล็ดกลมๆ ได้สัดส่วนงดงามมาก สังเกตุได้ว่าเป็นไม้เนื้ออ่อนมองเห็นเยื้อเนื้อไม้เป็นเส้นๆ ได้ชัดเจน วรรณะเหลืองแก่งามสดใส และเคลือบหรือย่อมด้วยยางไม้ หรือยางหมาก วรรณะน้ำตาลไหม้แก่ บางส่วนที่เคลือบสึกหรือกระเทาะล่อนจะเห็นเนื้อไม้งดงาม
ชุดที่ ๓ ชัยพฤกษ์ มีจำนวน ๕ เม็ด แกะจากแก่นไม้ชัยพฤกษ์สัณฐาน ขนาดค่อนข้างเขื่องเช่นเดียวกับชุดที่ ๒ อีกทั้งรูปพรรณสัณฐานก็คล้ายคลึงกันมากที่สุดจนพิจารณาเกือบไม่เห็นลักษณะแตกต่าง นอกจากจะพิจารณาความละเอียดของเนื้อไม้ว่า "ชุดชัยพฤกษ์เนื้อจะละเอียดกว่า ไม่ปรากฏเส้นเยื่อไม้และเนื้อไม้ก็แกร่งกว่า อีกทั้งวรรณะเหลืองนวลอ่อนกว่า ชุดชุนแสงโทนเล็กน้อย"
ชุดที่ ๔ ราชพฤกษ์ มีจำนวน ๘ เม็ด แกะจากแก่นราชพฤกษ์ ขนาดสัณฐานเล็กย่อมกว่าชุดที่ ๒ เล็กน้อย วรรณะดำสนิทมียางไม้เคลือบไว้เช่นกัน
ชุดที่ ๕ ไม้หนาด มีจำนวน ๒๘ เม็ด ชุดนี้มีลักษณะพิเศษคือ แยกออกเป็น ๒ ชุดย่อยซึ่งมีลักษณะและขนาดไม่เหมือนกัน ชุดแรกจำนวน ๑๗ เม็ด เป็นเนื้อไม้แกะขนาดเดียวกับชุดที่ ๒ สัณฐานลักษณะกลมป้อมงดงาม วรรณะเหลืองอ่อนนวลๆ แกมคล้ำเล็กน้อยเคลือบด้วยยางไม่เช่นกัน ชุดหลังจำนวน ๑๑ เม็ด สัณฐานขนาดย่อมๆ ใกล้เคียงกับขาดของชุดที่๔ แกด้วยไม้เนื้ออ่อน สัณฐานไม่สู้กลมนัก ลักษณะทำนองอ้อนควั่นที่ลบขอบคมออกแล้ว วรรณะแดงสดใสงดงามมากมียางไม้เคลือบวรรณะ น้ำตาลไหม้สด
ชุดที่ ๖ คันทรง มีจำนวน ๑๐ เม็ด ทั้งขนาดสัณฐานและลัษณะคล้ายคลึงกับชุดที่ ๒ แต่เนื้อไม้ละเอียดและนุ่มนวล ไม่ปรากฏเยื่อไม้ วรรณะเหลืองอ่อนนวลงดงาม และมียางไม้สีแดงน้ำตาลเคลือบไว้
ชุดที่ ๗ กาฝากศรีมหาโพธิ์ มีจำนวน ๙ เม็ด เป็นประคำเนื้อผงเช่นเดียวกับชุดที่ ๑ เข้าใจว่าจะเอากาฝากนานาพันธ์ที่จับกิ่งพระศรีมหาโพธิ์พันธุ์พุทธคยา แล้วเอามาบดละเอียดคลุกเคล้ากับน้ำประสานบางชนิด ปั้นเป็นลูกประคำชุดไคลเสมานั้นเอง จึงมีลักษณะและขนาดเช่นเดียวกัน เนื้อมีความแข็งแกร่งและเป็นเงางามคล้ายเครื่องเคลือบ
ชุดที่ ๘ ไม้เท้ายายม่อม มีจำนวน ๙ เม็ดแกะจากไม้เท้ายายม่อม ขนาดสัณฐานปานกลางค่อนข้างเขื่องเช่นเดียวกับชุดที่ ๒ ทรวดทรงกลมกลืนได้สัดส่วนงดงามมาก เนื้อละเอียดและค่อนข้างนุ่ม วรรณะเหลืองอ่อนนวลๆ คล้ายสีใบลาน และเคลือบด้วยยางไม้น้ำตาลไหม้ค่อนข้างหนา
ยอดลูกประคำ ๓ ลูก ทำด้วยเนื้อตะกั่วลักษณะเป็นแว่นๆ หรือคล้ายอ้อยควั่นลบมุม ๓ ลูก ๓ ขนาด คือ ใหญ่ กลาง และเล็ก ซ้อนกันตามลำดับหมายถึงองค์พระคือ ลูกบนเล็กหมายถึงพระเศียร ลูกกลางหมายถึงลำพระองค์ และลูกเบื้องล่างหมายถึงพระเพลา
สายประคำใช้ไหม ๕ สี ควั่นโดยสาวพรหมจารีย์เรียกว่า "ไหมเบญจพรรณพรหมจารีย์" นำมาปลุกเสกก่อนจึงร้อยลูกประคำทั้ง ๑๐๘ ลูก หรือรวมทั้งยอดประคำตะกั่วอีก ๓ ลูก เป็น ๑๑๑ ลูก แล้วจึงปลุกเสกรวมกันอีกครั้งหนึ่ง
อุปเท่ห์การใช้
๑. ถ้าจะให้จำเริญด้วยอานิสงส์ ให้เอาลูกประคำสวมศรีษะและ ภาวนาพระคาถานี้ "สิ ริ สา ทา ริ โย โก ติฯ" ๑๐๘ คาบ จำเริญอานิสงส์แต่ตนได้แสนกัลป์
๒. จับประคำแล้วภาวนาพระคาถานี้ให้ได้ ๑๐๘ คาบ " คะ นะ ทะ คะ นะ สะ สะ" ได้อานิสงส์ร้อยกัลป์
๓. ให้เอาประคำใส่แขนขวาแล้วภาวนา "กาหงหสสต" ได้กุศลร้อยกัลป์ แลพ้นจากจตุราบาย พ้นจากอบายภูมิแล
๔. เอาแระจำใส่แขนขวาแล้วภาวนา "สตตสวิชิณฯ" ให้ได้ ๑๐๘ คาบ ได้ผลอนิสงส์แก่บิดามารดา บุตร ภรรยา ญาติกาทั้งหลายและ กันภัยทั้งปวง
๕. ถ้าผู้ใดเขาจะเกาะกุมตัวก็ดี ให้เอาประคำใส่ตัวแล้วไหว้พระพุทธเจ้า ว่าคาถาบทนี้
"นะโมะพุทธาย มหาปุญโญ อานุภาพเวน เม รักขันตุ สวาหายะฯ " ภาวนาให้ได้ ๙ คาบ แล้วจงจากที่นั่นเถิด ถึงเขาจะล้อมเราอยู่ เอาประคำคล้องคอเราเดินไปเถิด มิอาจเห็นตัวเราเลย ถ้าเห็นก็ว่าผู้อื่น และไม่ว่าเราหลีกให้เราไปแล
๖. ถ้าจะให้มีตบะ ให้เอาประคำคล้องคอแล้วยกมือไหว้นั่งสมาธิภาวนาพระคาถานี้
"อรหัง สัมมา สัมพุทธโธฯ" ๑๐๘ คาบ เป็นที่เกรงกลัวแก่คนทั้งหลาย เทพยดาย่อมรักษาแล
๗. ถ้าจะให้มีอาหารทั้งปวงให้เอาคาถาพระฉิมภาวนา ๑๐๘ คาบ
"ฉิมพลี จะ มหาเถาโร เทวตนรปูชิโต โสร โห ปัจจยาทิมหิ มหาลาภภังวันตุเม" คนทั้งหลายนำอาหารมาให้เรามิขาด
๘. ถ้ากันศัตรูในป่าทั้งปวงให้ภาวนาพระคาถาบทนี้
"มอนตตา กุสลาธมมา นโมพุทธายะ" ๑๐ คาบ ศัตรูทำร้ายมิได้เลย
๙. ถ้าจะเข้าสงครามให้ภาวนาคาถาปถมัง ๔ ด้าน ๗ คาบ คลาดแคล้วโพยภัยทั้งปวง
"ปฐมัง สกลกขณ เมกหท ทุติยาทิปทสส นิสสนโตสมนิ ทุนิม สมทุ สทุนิ วิพชเชกมโต ปฐ เมนวินาฯ
ทุติยัง สกลกขณ เมกปท ตติยาทิปนสส นิทสสนโต ทุนิมสมทุ สนิท สมนิ วิพช เชกมโต ทุติเยนวินาฯ
ตติยัง สกลกขณ เมกปท จตุตถาทิปทสส นทสสนโต สมทุ สนิทุ สมนิ ทมิม วพชะ เชกมโต ตติเยนวินา
จตุถ สกลกขณ เมทปท ปถมาทิปทสส นิทสสนโต สนิทุ สมนิ สมทุ วิพช เชกมโต จตุเถนาวินา" คาถาปถมัง ๔ ด้าน สำหรับพระเจ้ากลืนไตรภพและคลาดแคล้วโพยภัยทั้งปวง
๑๐. ถ้าจะให้คงทน ให้ภาวนาพินทุ นโม พุทธายะ คงทนอาวุธทั้งปวงแล
๑๑. ถ้าจะให้ประคำปลุกเรา ให้ภาวนาด้วย "อสังวิสุโล ปุสะภุภะ ภภุสะปุ โลสุ วิสังอะ" ๑๐๘ คาบ ผู้ร้ายมาประคำปลุกเราแล
๑๒. ถ้าจะสกดสุนัข ให้เอาตอกที่ผู้รั้วแล้วเศกด้วยคาถานี้ "ยนฺตํ สนฺตํ ยนฺตํ" ๗๙ คาบ แล้วเดินเข้าไปเถิด มิอาจอ้าปากได้เลย
๑๓. ถ้าจะกันอสรพิษ ให้เอาประคำนี้คล้องคอแล้วบริกรรมด้วย "อุ ชู จ สุ อ ชู จ สุ ว โจ ว ส มุท" ๗ คาบ
๑๔. ถ้าคลอดไม่ออก ให้เอาน้ำสาดเข้าไปบนหลังคา แล้วให้เอาขันรองเอาน้ำที่ตกลงมาแล้วเอาประคำชุบน้ำนั้น แล้วเสกด้วย "อายนฺตถุ โภนฺโต อิทฺทาน เนกฺขมฺม ปญญมา สหวิริยยนติ สํจฺจาธิษฐาน เมฺตุเปกฺขา
ยุทฺธายโว คณหถอาวุชา นิติ" ให้กินบ้าง รดศรีษะบ้าง คลอดออกง่าย เป็นไข้ ปวดหัว ตัวร้อน ให้เอาประคำชุบน้ำเสกดุจกันให้กินหายแล
ถ้าบุคคลใดได้พบประคำฯ ให้ทำเอาไว้เถิดเป็นบุญของผู้นั้นแล หาที่อุปมามิได้แลและอยู่เรือนคุ้มภัยได้ ๑,๐๐๐ ประการแลฯ
พระคาถาเสกยาจินดามณี
"จินดามณี ปิยังมันตัง ยะสังธาสังโกนัง อุปะสันติ สิเนหัง มาตาปิตาวะ โอระหัง ปะโพตันจะ
มหาราชา ตะวังมังโปสัตถุ โนทีปัง กาเรเทโว สุโป เสทิ กิญจิ เทโว เย สักโก ปัชชัง ทัสมิง กินเนวา ทัตตาปิยัง กันตัง สาริปุตโต ภวันตุ เม สิทธิลาภัง ชนานะเย มณีจินดา ปิยัง จะ ธะนังสัพเพชะนา พหูชะนา ปิยังมะมะ"
มนต์จินดาบทนี้มีคุณเป็นเอนกประการ ขอให้ผู้มีเม็ดยาหรือพระยาจินดามณี หมั่นท่องบนภาวนาเป็นประจำจะช่วยเสริมอิทธิฤทธิ์และบุญฤทธิ์ของยาให้บังเกิดสรรพคุณเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ แต่หากท่านยังไม่มีเม็ดยาหรือพระยาจินดามณี ถ้าจะจดจำเอาไว้สวดภาวนาอยู่เป็นนิจก็ไม่ถือว่าเป็นความผิด พุทธคุณนั้นมากหลาย โดยจะขอจำแนกแจกแจงตามวิธีใช้ดังต่อไปนี้ ขอทบทวนบทที่เขียนไปแล้ว ๒ บทด้วยคือ
ถ้าเกิดคดีความขึ้นโรงขึ้นศาล ให้เอายาใส่น้ำเสกด้วย "เอกัง จินตามณีมันตัง" เป็นเมตตามหานิยม แล้วเอาน้ำปะพรมศรีษะ แล้วอมเม็ดยาไว้ตลอดเวลาจะชนะความสิ้นแล และเป็นเมตตามหานิยมแก่คนทั้งปวง
ถ้าให้ปัญญาดีเสกด้วยคาถาบทนี้ ๓ จบ "ตะโต โส ปัณฑิโต ปีหิโส อัตถะทัสสิ มะโหสะโถ" แล้วอมยา จะท่องบ่นมนต์คาถาสารพัดวิชาจำได้สิ้นที่หลงลืมก็จะรำลึกได้
ถ้าป้องกันงูและสัตว์พิษ ให้ท่องมนต์บทนี้ "เอกัง จินตามณี นาคา มันตัง" งูทุกชนิเจะไม่อาจทำอันตรายได้
ถ้าอยากจะให้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการงานท่านให้ภาวนามนต์ต่อไปนี้ "อุ อา กะ สะ"
ถ้าต้องการให้เหตุร้ายกลายเป็นดี ท่านให้ภาวนามนต์ต่อไปนี้ ให้ภาวนาด้วยบท
"ยันทุนนิมิตตัง อวมังคะลัญจะ"
ถ้าอยากให้คนรัก รักเราเป็นนิรันดร์ท่านให้อมเม็ดยาเอาไว้ แล้วนั่งเหนือลมภาวนามนต์
"อิตถี จิตตัง ปิยัง มะมะ"
เมื่อจะเดินทางไปสารทิศใด เข้าหาเจ้านาย ผู้ใหญ่ ให้เอายาแช่น้ำ ใช้น้ำนั้นสระผม อมเม็ดยา ไว้แล้วภาวนา "สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ" ๗ คาบ ผู้ใหญ่เจ้านายหายโกรธ ช่วยเหลือเราทุกเมื่อ
ถ้าเผชิญศัตรูหมู่ปัจจามิตร ท่านให้อมเม็ดยาแล้วภาวนาว่า "พามานา อุ กะ สะ นะ ทุ" ๘ คาบ ชนะศัตรู ศัตรูทำร้ายเรามิได้ แคล้วคลาดสารพัดแล
คาถาบูชาพระภควัมบดีไม้โพธิ์
"สิมพะลี จะมหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อหังวันทามิ สัพพะทา สิมพะลี จะมหาเถโร เทวาตานะ ระปูชิตา โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มหาลาภัง กะโรนตุ เม ลาเภนะ อุตตโมโหติ โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มหาลาภัง สะถาโสตถี ภวันตุ เม ราชะปุตโต สิมพะลี อิติลา เภนะ อุตตะโม ยังยัง ชะนะปะทัง ยาติคะเม รา ชะนิโย สัพพะปูชิโต โหติ เถรัสสาปา เทวันทามิ เถรัสสาอานุ ภาเวนะ สัพพะลาโภ ภวันตุเม สิมพะลี เถรัสสะ เอตะคุณนัง สัพพะธะนัง สุปัตติถินัง สาริกธาตุ พุทธรูปัง อหังวันทามิสัพพะทา"

“ธัมมะจักกัง ปะทัง สุตวา อัตตัง ปะทัง สันติเกราหาโกเล โลกานังหิตาการะนา ภันเตคะวันปะติ นามะติสุโลเกสุปากะโต พรหมะปุตโต มะหาเถโร อะระโห เชฎธะโก มุนิ พัตภิสะโมคัน ทัพพา อะสุรา เทวสักโก พรหมาภิปูชิโต นะโม พุทธัสสะ คะวันปะติ นะโมธัมมัสสะ คะวัมปะติ สะ นะโมสังฆัสสะ คะวัมปะติสะ สุกขา สุกขัง วะรัง ธัมมัง ธัมมะ จังกัง ปะวะกัง วะรัง”
หากต้องการบูชาขอลาภเฉพาะในแต่ละวันเพื่อให้ได้ผลประสิทธิ์มากตามตำราของหลวงปู่บุญ ว่าไว้ดังนี้
วันอาทิตย์ ให้ภาวนาคาถานี้ ๖ จบ ตามกำลังวัน
"สิมพะลี จะมหานามัง สัพพะลาภัง ภะวิสสติ เถรัสสานุภาเวนะ สะทาโหนติ ปิยัง มะ มะ"
วันจันทร์ ให้ภาวนาคาถานี้ ๑๕ ตามกำลังวัน
"ยัง ยัง ปุริโสวา อิตถีวา ทุเรหิวา สะมิเยหิวา เถรัสสานุภาเวนะ สะทาโหนติ ปิยัง มะ มะ"
วันอังคาร ให้ภาวนาคาถานี้ ๘ จบ ตามกำลังวัน
"สิมพะลี จะมหาเถโร โสระโห ปัจจะยาทิมมิ ชยะลาโภ มหาลาโภ สัพพะลาภา ภวันตุเม"
วันพุธ ให้ภาวนาพระคาถานี้ ๑๗ จบตามกำลังวัน
"ทัตติกะ ภะเวราชา ปิยาจะกะระตุเม เยสะรันติ นิรันตะรัง สัพพะสุกขาวะหา"
วันพฤหัสบดี ให้ภาวนาพระคาถานี้ ๑๙ จบ ตามกำลังวัน
"สิมพะลีจะมหาเถโร ยักขาเทวาภิปูชิโต โสระ โห ปัจจะทิมหิ อะหังวันทามิ สัพพะทา"
วันศุกร์ ให้ภาวนาคาถานี้ ๒๑ จบ ตามกำลังวัน
"สิมพะลีจะมหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ มหาลาภัง กะโรนตุเม ลาเภนะ อุตตะโม โหติสัพพะลาภา ภวันตุ สัพพะทา"
วันเสาร์ ให้ภาวนาคาถานี้ ๑๐ จบ ตามกำลังวัน
"สิมพะลีจะมหามานัง อิทรา พรหมาจะปูชิตัง สัพพะลาภัง ประสิทธิ เถรัสสา อานุภาเวนะ สัพพา สุขิ ปิยัง มะ มะ"
คาถาบูชาผ้ายันต์เทพรำจวน
"จิตตะพุทธายะ จิตตะธัมมายะ จิตตะอะระหันตายะ อะสุรายะ อินทรายะ ปิยัง มะ มะ สวโหม"
คาถาบูชาผ้ายันต์ราชสีห์
"ราชะสิงโหมหานาภัย นะทันโตสิหะนาทะกัง สิหะสิระเตชนะ สัตตโตปัตโต ปะราเชยยัง จะตุพิสังสิระวันตัง รักขิตัพยัง สีหะ เทวะ มะ นุสสานัง ปิยังตัง สัพพะศัตรู วินาศสันติ สัพพะเชยยะ ประสิทธิเม"
คาถาปลุกเสกเบี้ยแก้หลวงปู่บุญ
"เบี้ยแก้ตัวนี้สำคัญนัก พ่อค้าแม่ขายจักหมั่นไว้บูชา จะไต่เต้าเจ้าสัวแสนทะนาน จักให้คุณ
เป็นถึงท้าวเจ้าพระยาพานทอง ทรัพย์สินสิ่งของเต็มวัง อีกช้าง ม้า วัว ควาย นับได้เหลือหลาย หลวงปู่เฒ่าเจ้าสั่งสิ่งอาถรรพ์ อาเพศอัปมงคลทุกข์ภัยพิบัติทั้งยาสั่งให้อันตรธานสิ้นไป ศัตรูปองร้ายให้พ่ายแพ้ภัยตัว ขึ้นโรงขึ้นศาล จะชนะปลอดทุกคดีความ สิงห์สาราสัตว์สารพัดร้าย ปืนผาหน้าไม้ ผีป่า ผีปอบ ผีโป่ง ทั้งโขยง มิกล้ากล้ำกราย หากมีเหตุเภทร้ายอันตราย จะบอกกล่าวเตือนว่าจงอย่าไปแล"
บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมพระคาถาปลุกเสกหรือบูชาเบี้ยแก้จึงเป็นภาษาไทยธรรมดาๆ ฟังดูแล้วไม่ขลังเหมือนกับเป็นภาษาบาลี ผู้เขียนขอเรียกว่า พระคาถาใดๆ ก็ดีจะมีคุณเกิดประโยชน์ปราศจากโทษภัยอย่างแท้จริงต่อเมื่อผู้ใช้มีจิตใจตั้งมั่น หมั่นสวดภาวนาอยู่เป็นนิจ ในแต่ละคราวที่สวดภาวนา ต้องตั้งสมาธิจิตให้มั่นอย่าระส่ำระสาย รับรองว่าจะเป็นคาถาบทใด ภาษาอะไรก็บังเกิด
คาถาแคล้วคลาด
"พุทธังแคล้วคลาด พระพุทธเจ้าเกิดแล้ว อิติปิโสภควา ธัมมังแคล้วคลาด พระธรรมเจ้าเกิดแล้ว อิติปิโสภควา สังฆังแคล้วคลาด พระสังฆเจ้าเกิดแล้ว อิติปิโสภควา"
"พุทธังแคล้วคลาด พระพุทธเจ้าย่างบาท อิติปิโสภควา ธัมมังแคล้วคลาด พระธรรมเจ้าย่างบาท อิติปิโสภควา สังฆังแคล้วคลาด พระสังฆเจ้าย่างบาท อิติปิโสภควา"
คาถาเสกน้ำล้างหน้า
ใช้พระคาถาต่อไปนี้ เสกน้ำล้างหน้าในตอนเช้าเพื่อเป็นสิริมงคล เจริญรุ่งเรืองโดยยกขันน้ำขึ้น ผินหน้าไปทางทิศตะวันออก แล้วบริกรรมพระคาถาบทที่ ๑ เป่าลงไปในน้ำ ๓ ครั้ง
บทที่ ๑ ว่า ดังนี้ "พุทธังเมตตา ธัมมังเมตตา สังฆังเมตตา"
บทที่ ๒ ว่า ดังนี้ (ใช้วันน้ำล้างหน้า) "พุทธังล้างหน้า ธัมมังล้างทุกข์ สังฆังเป็นสุข กันหะเนหะ"
คาถามงคลครอบจักรวาล "พุทธะสัง มังคลังโลเก ธัมมะสัง มังคลังโลเก สังฆะสัง มังคลังโลเก" คาถาบทนี้มีคุณครอบจักรวาล
พระคาถาต่างๆ ที่รวบรวมมานี้ เป็นของหลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้วแน่นอน แต่เป็นเพียงบางส่วนของทั้งหมด ว่ากันอันที่จริงแล้ว พระคาถาต่างๆ นั้นไม่มีอาจารย์รูปใดผูกขาดกันหรอกเพราะต้นฉบับดั้งเดิมนั้น รจนาโดยพระเถราจารย์ยุคโบราณที่ไม่อาจสืบค้นประวัติได้ ต่อมาเกจิอาจารย์ในยุคหลังท่านได้พบเห็นอย่างไรก็นำเอามาใช้ประจำตัวท่าน
ผู้เขียนเคยได้ยินบ่อยๆ ว่า ยันต์นั้น คาถาบทนี้ เป็นของหลวงพ่อองค์นั้น หลวงปู่องค์นี้ซึ่งต้องยอมรับว่าฟังดูแล้วรู้สึกขัดหู จริงอยู่พระเถราจารย์บางรูปท่านนิยนใช้ยันต์หรือคาถาบทใดบทหนึ่ง จนเป็นเอกลักษณ์ แต่ใช่ว่าท่านจะผูกขาดเอาไว้ใช้แต่เพียงผู้เดียวและท่านอื่นไม่อาจใช้ได้ ขอได้โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย
พระโพธิ์ปางห้ามสมุทรบรรจุดวงพิชัยสงคราม
เป็นพระประจำตัวของบุคคลอันวิเศษยิ่งซึ่งหลวงปู่ได้สร้างขึ้นเป็นจำนวนน้อยที่สุดมอบให้เฉพาะบุคคลสำคัญๆ หรือใกล้ชิดจริง ที่มาขอให้ท่านสร้างเท่านั้นทั้งนี้เพราะ เป็นของสร้างได้ยากลำบากกรรมวิธีสร้างสลับซับซ้อนมีกฏเกณฑ์บังคับหลายประการ รวมทั้งผู้ที่ให้สร้างต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากด้วย ตำรับการสร้าง เป็นสิ่งที่สืบต่อตกทอดมาแต่โบราณกาลครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กรุงศรีอยุธยาตำนานเก่าแก่ว่า พระครูเทพได้มาจากพระมหาเถรสิทธิเมธังกร วัดหัวเมืองสิงห์บุรี ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งได้ตำรามาจากพระมหาเถรเฑียรราช วัดงู อีกทอดหนึ่ง และพระมหาเถรรูปนี้ก็ได้ตกทอดมาจากพระวิชัยวัดท่างูเห่า ซึ่งได้รับมาจากพระอาจารย์คงโทรต่อจากนั้นมาตำรับนี้ได้ตกทอดมาถึงพระมหาเถราสิทธิเมธังกร พระสังฆราชแตงโม วัดมหาธาตุกรุงเก่า และตาคงโหร วัดรอดช่อง จากนั้นก็คงได้รับการคัดลอกแพร่หลายต่อไป ซึ่งหลวงปู่บุญก็ได้มีตำรับเก่าอันนี้ เมื่อท่านได้ศึกษาพิจารณาจนถ่องแท้แล้วจึงได้สร้างพระชนิดนี้ขึ้น
การตระเตรียมสิ่งอุปกรณ์
๑. ไม้ ๓ ชนิด ก่อนอื่นท่านให้หาไม้ ๓ ชนิด คือ ไม้พระศรีมหาโพธิ์นิพพานตะวันออก (กิ่งโพธิ์ด้านทิศตะวันออกที่หักลงมาเอง) ซึ่งจะเอามาจำหลักเป็นองค์พระให้มีส่วนสูง ๑๑ หรือ ๑๓ ช่วงกว้างหัวแม่มือของเจ้าของพระนั้น ไม้ชุมแสงหรือไม้กาหลง เอามาแกะเป็นพระเกษ และไม้นนทรีเอามาแกะเป็นฐานรองพระบาท และไม้ขนุนเอามาแกะเป็นฐานราก (ที่รองรับฐานรองพระบาทอีกทีหนึ่งภายในคว้านกลวงเพื่อบรรจุอิทธิวัตถุ และมงคลวัตถุต่างๆ
๒. พระธาตุทั้ง ๔ ได้แก่ พระบรมสาริกธาตุพระธาตุสิวลี พระธาตุสารีบุตร และพระธาตุโมคคัลลาน์ นอกจากนั้นถ้ามีพระอรหันต์ภาคอื่นๆ อีก เช่น พระธาตุกัจจาน์ พระธาตุพิมพา และพระธาตุราหุล ฯลฯ ก็ยิ่งวิเศษขึ้น


๓. เครื่องยา คือส่วนผสมคลุกเคล้า ซึ่งบดย่อยให้พอแหลกคร่าวๆ ของจันทน์ทั้ง ๕ (จันทน์เทศ จันทนา จันทน์แดง จันทน์ขาว จันทน์ชะมด และจันทน์นิพพาน) และใบไม้ทั้ง ๑๐ (มะยม มะเฟื่อง มะขาม ส้มป่อย ไม้รู้นอน สวาสดิ์ ธรณีสาร กระทืบยอด มหาระงับ และสารพัดพิษ) และตะไคร้ทั้ง ๗ (ตะไคร่น้ำจากที่ต่างๆ ๗ แห่ง คือ จากโบสถ์พระเจดีย์ พระปรางค์ พัทธสีมา ประตูเมือง เสาตลุง ช้างเผือก และต้นพระศรีมหาโพธิ์)
๔. นพรัตน์ ได้แก่ เพชร มณีแดง เขียวใส แสงมรกต เหลืองใสสดบุศราคำ แดงแก่ก่ำโกเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาฬ มุกดาหารสีหมอกมัว ขาวสลัวเพทาย สังวาลสายไพฑูรย์
๕. สัตตโลหะ คือ ทองคำ เงินโบราณ (หรือเงินพดด้วง) นาก เหล็ก ตะกั่วนม ทองแดง และสัมฤทธิ์ หนักอย่างละ ๑ บาท
๖. แผ่นเงินบริสุทธิ์ หนัก ๑ บาท ลงดวงพิชัยสงคราม
๗. แพรทั้ง ๙ คือ แพร ๙ ผืนๆ ละ สี ตามสีอัญญามณีทั้ง ๙ แต่ละผืนมีขนาดเท่ากับแผ่นเงินลงดวงไว้สำหรับรองรับแผ่นเงินลงดวง ๙ แพร สีแดงลงยันต์มงกุฎพระเจ้า แพรสีขาวลงยันต์ประทุมจักร ๕ ดวง แพรสีชมพูลงยันต์พระรัตนตรัย แพรสีเขียวลงยันต์จตุราธิสัจจ์ แพรสีเหลืองลงยันต์ภควัมบดี แพรสีฟ้าลงยันต์ องครักษ์ทั้ง ๔ แพรสีดำลงยันต์พุทธคุณทั้ง ๗ แพรสีสัมฤทธิ์ลงยันต์ชฎาท้าวมหาพรหมและแพรสีทอง ลงยันต์นวโลกุตฺตร
๘.เครื่องบูชาและสังเวย ได้แก่ บายศรีใหญ่ ๑ คู่ ศรีษะสุกร ๑ คู่ ธูปทองเทียมทอง (เทียนขี้ผึ้งแท้สีขาว) อย่างละ ๑๑ แล่ม หนักเล่มละ ๒ บาท แป้งหอมกระแจะน้ำมันหอม ๙ รส ผ้าขาว ขันล้างหน้า เงินติดเทียม ๖ บาท เครื่องสังเวย ๒ ที่ๆ ละหนึ่ง มีสิ่งของดังนี้ บายศรีปากชาม ศรีษะสุกร มะพร้าวอ่อน กล้วยน้ำไทย เครื่องสังเวยคาวหวาน (ข้าว กุ้มพร่า ปลายำ หรือ เครื่องยำต่างๆ ) นมเนย เครื่องเทียน ๑ ชุด (เทียนกอปร ด้วยทองคำ ๔ แผ่นหนัก ๒ หุน สำหรับลงพระนามกำกับ ธาตุทั้ง ๔ ธูปทอง ธูปเงิน อย่างละ ๑ ดอก เทียนเงิน เทียนทอง อย่างละ ๑ ดอก
พิธีการ
การแกะจำหลักพระนั้น ถ้าเป็นภิกษุท่านให้ปลงอาบัติเสียก่อน หากเป็นชาวบ้านต้องนุ่งขาว ห่มขาว รับสมาทานศีล ๕ หรือ ศีล ๘ และเมื่อจะลงมือแกะจะต้องนิมนต์พระ ๔ รูป มาสวดชยันโตฯ เสียก่อน
ครั้นเมื่อแกะเป็นองค์พระและฐานต่างๆเรียบร้อยแล้ว จึงประกอบพิธีบรรจุอิทธิวัตถุและการประสิทธิประสาทต่อไป ในการนี้ท่านให้จัดทำพิธีในพระอุโบสถเสียก่อน นิมนต์พระ ๑๑ รูป (เป็นผู้บรรจุอิทธิวัตถุ ๑ รูป นั่งปรก ๑ รูป และสวดชยันโต ๙ รูป) เชิญโหร ๑ คน และพราหมณ์ ๑ คน เจ้าของพระจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย และตั้งจิตอธิษฐานตามความปรารถนาและนำเอาเครื่องหอมต่างๆ จุนเจิมของต่างๆ พร้อมด้วยข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียนเครื่องสังเวยพระ ๙ รูป สวดชยันโตไปพราง พอได้ฤกษ์โหรจุดธูปเทียนบูชาฤกษ์ พราหมณ์เป่าสังข์ พอจบแล้วพระนั่งปรก เข้าที่บริกรรม พร้อมทั้งพระ ๙ รูป ชยันโต และสวดมนต์ ต่อไปเลยทีเดียว
พระที่มีหน้าที่บรรจุเอาชาดเจิมแผ่นดวงชะตาพิชัยสงครามเพื่อเตรียมบรรจุในฐานพระส่วนพระธาตุโภคทรัพย์ และเครื่องยานั้นมีการบรรจุดังนี้
พระบรมสารีริกธาตุบรรจุที่พระเกศ พระธาตุสารีบุตรบรรจุที่พระรากขวัญ (ไหปลาร้า)ขวาพระธาตุโมคคัลลาน์บรรจุที่พระรากขวัญซ้ายต่อไปเอาเครื่องยาบรรจุในฐานก่อนแล้วตามด้วยแพร ๙ สี รองแผ่นดวงชะตา วางทับบนเครื่องยาเจ้าของพระถือแผ่นดวงชะตาไว้ก่อนตั้งจิตอธิษฐานในสิ่งที่ปรารถนา และพระผู้ที่ทำหน้าที่บรรจุก็บรรจุแผ่นดวงชะตาลงในฐานพร้อมทั้งโภคทรัพย์และพระธาตุสิวลี และแผ่นทองคำกำกับธาตุทั้ง ๔ แผ่นแล้วเจิมองค์พระโพธิ์ด้วยเครื่องหอม ต่อจากนั้นก็ส่งให้พระที่สวดทั้ง ๙ รูป เจิมตามลำดับ และประดิษฐานพระโพธิ์ ๙ ไว้บนผ้าขาว ที่ปูลาดไว้เจ้าของพระถวายเครื่องไทยทานต่างๆ แก่พระภิกษุทุกรูป ภิกษุ ๙ รูปสวดยะถาสัพพี แล้วภิกษุที่บรรจุพระก็มอบพระแก่เจ้าของ เจ้าของพระจุดธูปเงิน ธูปทอง อย่างละดอก เทียนเงิน เทียนทอง อย่างละดอก บุชาพระโพธิ์ เป็นการรับประสิทธิ์และพระสงฆ์ทั้ง ๑๑ รูป สวดถวายพร ด้วยพระคาถาพาหุง ๘ บท เป็นสิ้นสุดพิธี
อุปเท่ห์การใช้
ถ้าจะผจญด้วยข้าศึกศัตรู ให้ถวายพรพระด้วย พาหุง ฯลฯ ถ้าจะแก้คุณผี ให้ถวายพรพระด้วยมาราติเร ฯลฯ
ถ้าจะผจญกับสิงสาลาสัตว์ ที่ร้ายกาจให้ถวายพระพระด้วย นาฬาคิริง ฯลฯ
ถ้าจะไปต่างบ้านต่างเมือง ให้ถวายพรพระด้วยอุกขิตตะขัด ฯลฯ
ถ้าจะให้ศัตรูอ่อนน้อมกับเราให้ชื่อเขา แล้วถวายพรพระด้วยสัจจัง ฯลฯ
ถ้าปิดพิษสรรพสัตว์ทั้งปวงให้ถวายพระพระด้วยมนุษย์เทวดาอันเป็นมิจฉาทิฎฐิให้ถวายพรพระด้วย ทุคคา ฯลฯ

ถ้าจะถวายการสิ่งใด ๆ ให้เป็นพระสิทธิ ให้จัดการบูชาพระที่สร้างสวดพาหุงทั้ง ๘ บท ให้ได้ ๓ จบ หรือ ๕ จบ ๗ จบ ก็ดี แล้วนิมนต์พระนั้นสรงน้ำ แล้วเอาน้ำนั้นมาอาบกินเถิด ประสิทธินักแล
ถ้าคิดว่าใครจะเป็นศัตรูต่อเราให้เขียนชื่อศัตรูใส่กระดาษแล้วนั่งทับ จึงสวดด้วยพาหุงทั้ง ๘ บท เสร็จแล้วจึงเอากระดาษ ชื่อศัตรูขยำน้ำเสียเขาทำร้ายมิได้แล
ถ้าจะไปศึกสงครามให้เอาน้ำมันหอม เสกด้วยพาหุงทั้ง ๘ บท แล้วเอาเจิมพระ จึงมาทาตัวเราเป็นคงกระพันชาตรีแคล้วคลาด แล้วเป็นเมตตาด้วยฯ
ถ้าจะให้ผู้ใดรักใคร่เรา จึงให้เขียนชื่อผู้นั้นใส่กระดาษ ทำเป็นไส้เทียนขี้ผึ้ง หนัก ๑ สลึง แล้วจุดถวายพระ ถวายพรพระด้วย พาหุงทั้ง ๘ บท จนสิ้นเทียนผู้นั้นรักเราแล
ถ้าผู้ร้ายลักของเราไป ถ้าจะใคร่รู้ว่าผู้ใดเป็นผู้ลัก ท่านให้เอาข้าวสุกมา ๓ ปั้น บูชาพระแล้วจึงเสกด้วยพาหุงทั้ง ๘ บท ตามกำลังวัน ถ้าสงสัยใครจงให้ผู้นั้นกิน หากเป็นคนลักเอาไปกลืนข้าวนั้นมิลงแล
ถ้าผู้ใดสร้างพระห้ามสมุทรบรรจุดวงชะตากำเนิดแล้วไซร้ ถ้ามีความประสงค์สิ่งหนึ่งสิ่งใดให้อธิษฐานเอาเถิด สำเร็จทุกประการแล เป็นของวิเศษประเสริฐนัก ผู้ใดได้พบแล้วให้เร่งทำเถิด
ในกุฎิของท่านเจ้าคุณพระเขมาสุตาจารย์ (เปรื่อง) วัดประยูรวงศ์ กรุงเทพฯ ถ้าใครได้มีโอกาสได้เข้าไปนมัสการท่าน และสังเกตให้ดี จะเห็นว่าบนเสา เสาหนึ่งในกุฎิด้านเหนือจะมีตู้กระจกเล็กๆ ขนาดเล็กประมาณ ๑๒x๗ นิ้วฟุต ทำเป็นเรือนหน้าบันอยู่บนหิ้ง ภายในประดิษฐานพระโพธิ์ห้ามสมุทรลงรักปิดทองประกอบด้วยเทียนไฟฟ้า จุดบูชา คู่หนึ่ง ทำให้เห็นองค์พระเหลืองอร่ามงดงามยิ่ง เป็นพระโพธิ์ห้ามสมุทรที่บรรจุดวงชะตาพิชัยสงครามของท่านเจ้าคุณผู้เป็นเจ้าของซึ่งท่านเองเป็นผู้หนึ่ง ที่เคารพนับถืออย่างมากที่สุดในสมัยที่ท่านเป็นพระครู ได้ขอให้หลวงปู่สร้างพระโพธิ์ห้ามสมุทร เพื่อเอาไว้สักการะบูชาเมื่อหลวงปู่สร้างให้แล้ว ท่านก็สักการะบูชามิได้ขาด และได้เป็นพระราชาคณะในไม่ช้าบุคคลใดก็ดี ที่หลวงปู่ได้สร้างพระโพธิ์ห้ามสมุทรประสิทธิประสาทให้แล้วจะปรากฏว่าไม่เคยมีผู้ใด ตกต่ำเลยตรงข้ามจะเจริญยิ่งๆ ขึ้น อย่างทันตาเห็น อาทิ เช่น สมเด็จพระสังฆราชแพ "ติสฺสเทว" ซึ่งหลวงปู่ได้สร้างถวายตั้งแต่ครั้งยังทรงเป็นพระธรรมโกศาจารย์ เจ้าคณะมณฑลนครชัยศรี และพระวินัจกิจฏโกศล(ตรี) อดีตเจ้าอาวาสวัดกัลยาณ์ฯ สมัยยังเป็นพระเปรียญ ส่วนคฤหัสถ์ที่ได้รับประสิทธิพระโพธิ์ห้ามสมุทรของหลวงปู่ที่ได้เจริญรุ่งเรืองสูงสุด เป็นที่ร่ำลือกันมาจนทุกวันนี้คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยาอาภา ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งสุดท้ายเป็นประธานผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
พระโพธิ์ภควัมบดี
เนื่องจากการสร้างพระโพธิ์ห้ามสมุทรฯ เป็นกรรมวิธีที่แสนยาก และต้องรวบรวมสิ่งของที่หายากมาบรรจุเพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่สามารถจะเป็นเจ้าของได้ จึงเลี่ยงมาสร้างพระโพธิ์ภวควัมบดี ซึ่งสร้างง่ายกว่าและใช้มงคลวัตถุที่หายาก น้อยกว่าเมื่อหาของได้แล้วก็นำมาให้หลวงปู่สร้างประสิทธิให้
ตำรับการสร้าง
ตำรับนี้ ตกทอดมาจากตำรับพระครูเทพสมัยแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมมหาราช เช่น เดียวกับพระโพธิ์ห้ามสมุทรฯ
วิธีสร้าง
เอาไม้โพธิ์นิพพานตะวันออก มาแกะเป็นรูปองค์พระภควัมบดี (บางอาจารย์ใช้ไม้รักซ้อนทั้งนี้เพราะสร้างเป็นพระภควัมบดี ขนาดพระเครื่ององค์ย่อมๆ เช่นพระภควัมบดี ของหลวงปู่รอด วัดโคนอนหรือปู่เอี่ยม วัดหนัง ส่วนพระภควัมบดีของหลวงปู่บุญนั้น สร้างเป็นพระบูชาขนาดเขื่องกว่าคือ หน้าตักประมาณ ๓ นิ้วฟุต จึงต้องทำด้วยไม้โพธิ์ เพราะรากรักซ้อนไม่มีขนาดใหญ่เท่านี้) แล้วคว้านก้นให้กลวง บรรจุด้วยกระดาษสาลงยันต์ องค์พระภควัมบดี ต่อจากนั้นให้เอายอดรักซ้อน ยอดสวาสดิ์ และยอดกาหลงอย่างละ ๓ ยอด บดละเอียดผสมกันบรรจุเข้าไปด้วย แล้วจึงเอาชันโรงใต้ดินอุดก้นพระเสียให้แน่นจึงอัญเชิญพระธาตุสิวลี
และพระธาตุสาริบุตร ห่อด้วยกระดาษสาที่ลงยันต์ทั้งสองด้าน ในการสร้างให้หาฤกษ์ให้ดี ตั้งบายศรีสำรับหนึ่ง หัวหมูเป็ดไก่ เครื่องกรยาบวช เอาแหวนเงิน แหวนทอง ใส่ยอดบายศรีกับเทียนเงินเทียนทอง บูชาทำขวัญเสีย ๓ วัน แล้วจึงประดิษฐานไว้บนที่บูชาอันสมควรแล้ว
สวดมนต์บูชาทุกค่ำเช้าจะเลิศล้ำนัก ปราศจากโภยภัย อันตรายทั้งปวงประกอบไปด้วยสวัสดิ์มงคลอาตมาภาพหาที่สุดไม่ได้
อุปเท่ห์การใช้
ถ้าจะเข้าการรณรงค์สงคราม ให้เอาพระห่อ ผ้าโผกหัวไป ถึงปืนจะเป็นห่าฝนก็มิอาจจะต้องตัวเราเลย
ถ้ามีศัตรูคิดร้ายให้เขียนชื่อเขาลงในกระดาษแล้วเอาพระตั้งทับชื่อไว้ จะคิดร้ายต่อเรามิได้เลย
ถ้าโทษถึงตาย ถึงริบก็ดี ให้เอาพระมาสรงน้ำเอาน้ำนั้นมาอายกิบ โทษร้ายหายสิ้น
ถ้าจะกันโจรให้จุดเทียนถวายพระ เมื่อเวลาค่ำ จงทำทุกวัน กันอันตรายโภยภัย ๓ ประการคือ โจรภัย อัคคีภัย และอุทกภัยบุคคล
ผู้ใดได้พระตำรานี้แล้ว ผู้นั้นประเสริฐนัก คุ้มโทษภัยอันตรายทั้งปวงได้ สารพัดแลผู้ที่เป็นสัปปุรุษจึงจะรักษาได้ ถ้าหากเป็นคนพาลรักษามิได้เลย ตำรานี้สืบมาแต่วัดประดู่โรงธรรมกรุงศรีอยุธยาแล
เมตตาธรรมและ ตบะเดชะ
ปกติหลวงปู่เป็นพระที่มีความเมตตากรุณาแก่บุคคลทั้งหลายเป็นอันมาก ได้อุปการะพระลูกวัดตลอดจนสานุศิษย์ และเกื้อกูลชาวบ้านอยู่เป็นนิจ ตลอดอายุขัยของท่าน ทั้งนี้เกิดจากเป็นนิสัยโดยกำเนิดของท่านที่ เป็นผู้มีใจเป็นบุญกุศลและปฏิเสธการกระทำอันเป็นบาปมาตั้งแต่เยาว์วัยแล้ว
ปล่อยปลาหมดข้อง
สมัยเมื่อหลวงปู่ยังเป็นเด็กเล็กๆ อยู่กับโยมทั้งสอง ก็มีลักษณะแปลกกว่าเด็กทั้งหลายคือ ไม่ยอมฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และไม่ชอบการจับเอาสัตว์มาเล่น ทรมานเหมือนเด็กอื่นๆ โยมทั้งสองซึ่งมีอาชีพในการทำนานั้น ขณะว่างจากงานก็จะเที่ยวหาปลาตามหนองน้ำต่างๆ เพื่อมาทำอาหารบริโภคเช่นเดียวกับชาวนาบททั้งหลาย และโยมทั้งสองก็มักจะเอาท่านไปด้วย เพราะท่านเป็นบุตรคนหัวปี โดยมอบท่าน สะพายข้องใส่ปลาที่จับได้ตอนแรกๆ ท่านไม่ยอมไปด้วย ก็ถูกโยมดุว่า ท่านจึงจนใจต้องสะพานย่ามติดตามโยมไปด้วย ในวันหนึ่งโยมจับปลาได้มาก ต่างก็พากันดีใจปลดปลาใส่ข้องได้หลายตัว ครั้นกลับมาถึงบ้านเตรียมนำเอาปลามาทำอาหาร พอเปิดข้องออกดูปรากฏว่า ไม่มีปลาในข้องเลยแม้แต่ตัวเดียว เมื่อโยมถามท่านก็บอกว่าเอาปลาปล่อยไปตามทางหมดแล้ว เป็นอันว่าในวันนั้น แทบจะไม่มีกับข้าวรับประทานกันทั้งบ้าน โยมโกรธท่านมากและไม่ลงโทษเฆี่ยนตีท่าน อย่างรุงแรงหลังจากนั้นมา โยมก็มิได้เอาท่านไปหาปลาอีกเลย และท่านก็ได้กลายเป็นเด็กที่ซึมเซาเหงาหงอยเบื่อความมีชีวิตอย่างโลภๆ หลวงปู่เคยเล่าให้ผู้ใกล้ชิดฟังว่าท่านมีความรู้สึกมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยแล้วว่า ชีวิตทางโลกเป็นหนทางที่มีแต่ความเบียดเบียน และมีความปรารถนาจะเข้าวัดบวชเรียนเสียเร็วๆ และก็ได้มีโอกาสบวชเป็นสามเณร เมื่ออายุได้ ๑๓ ปี และมีชีวิตในทางธรรมมาตลอด
อำนาจ ตบะเดชะ
แม้ว่าหลวงปู่จะเป็นผู้เฒ่าที่ใจดี แต่ก็ไม่วายที่จะมีคนเกรงกลัวกันมาก กล่าวกันว่าท่านเป็นผู้ที่มีอำนาจในตัว กอปรด้วยท่านเป็นคนพูดน้อย มีแววตากล้าแข็ง จึงไม่ว่าใครๆ ต่างก็พากันเกรงขามท่านกันทั้งนั้น ใครก็ตามที่มีธุระทุกข์ร้อนมาหาท่าน ท่านก็จะรับเป็นภาระช่วยบำบัดปัดเป่าทุกข์ภัยนั้น ให้ด้วยความเมตตากรุณาโดยทั่วหน้ากัน บางคนมาขอฤกษ์ หรือมาให้ท่านทำนายเกณฑ์ชะตาบอกข่าว ในคราวประสพเคราะห์กรรมต่างๆ บ้างก็ขอให้ท่านรดน้ำพุทธมนต์ หรือมิฉะนั้นก็มาขอยารักษาโรคจากท่าน ครั้นเมื่อท่านจัดการให้เรียบร้อยแล้ว ท่านก็จะนั่งนิ่งๆ ไม่พูดจาว่ากระไรอีก คนที่มาหาท่านก็จะลงมือทำงานของท่านต่อไป โดยปรกติแล้วในวันหนึ่งๆ หลวงปู่หาเวลาว่างจริงๆ ได้ยาก ท่านทำงานของท่านตลอดเวลา เว้นแต่เวลาฉัน หรือเวลาจำวัดเท่านั้น บุคลิกพิเศษของหลวงปู่อีกประการหนึ่งทำให้คนเกรงขามก็คือ แววนัยน์ตาอันแข็งกร้าวอย่างมีอำนาจของท่าน ทุกครั้งที่ท่านพูดกับใครนัยน์ตาคู่นี้จะจับต้องนัยน์ตาของผู้นั้นแน่นิ่งอยู่ตลอดเวลา นัยน์ตา ที่ทรงพลังอำนาจเช่นนี้อย่าว่าแต่คนธรรมดาเลย แม้ขุนโจรใจโหดก็จะไม่กล้าสู่นัยน์ตาท่านได้
ครั้งหนึ่งมีพระลูกวัด ๒-๓ องค์ แอบไถลมานั่งคุยกันเล่นอย่างสนุกสนานที่ท้ายน้ำหน้าวัดพร้อมกับร้องทักทายชาวบ้านที่พายเรือผ่านหน้าวัดไปมา โดยละเลยต่อการปฏิบัติศาสนากิจตามกำหนด หลวงปู่เดินมาเห็นเข้าพระเหล่านั้นต่างตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดเกรงท่าน มีอยู่องค์หนึ่งที่ตกใจมากกว่าเพื่อนไม่รู้ว่าจะหลบหนีหลวงปู่ไปทางไหนดี เลยโดดหนีลงไปในแม่น้ำต่อหน้าต่อตาท่านทั้งๆ ที่ตอนนั้นเป็นฤดูหนาว และน้ำในแม่น้ำก็เย็นจัดหลวงปู่ได้ร้องบอกว่า "ขึ้นมาเถอะคุณเดี๋ยวจะเป็นตะคริวตายเสียเปล่าๆ" แล้วท่านก็ลงมืออบรมสั่งสอนพระเหล่านั้นให้ประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องทำให้พระทุกองค์พากันเข็ดขยาดไปอีกนาน
อีกเรื่องหนึ่งที่หลวงพ่อไม่ชอบ ก็คือ ชาวบ้านที่ชอบนุ่งโสร่งเข้าวัด ท่านมักจะปรารภในเรื่องนี้ว่า "การแต่งกายเป็นเครื่องสอนนิสัยใจคอคน การเข้าวัดเข้าวาไม่ควรนุ่งโสร่งลอยชายมันไม่สุภาพ ควรนุ่งห่มให้เรียบร้อยสักหน่อยจะสมควร" ข่าวอันนี้เมื่อล่วงรู้ไปถึงชาวบ้านละแวกนั้นเข้า ก็กลายเป็นข้อปฏิบัติที่ว่าต่อไปเมื่อใครจะเข้าวัดจะต้องแต่งกายให้เรียบร้อย โดยจะต้องไม่นุ่งโสร่งเป็นอันขาด
อาพาธและมรณภาพ
ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ เป็นต้นมา ซึ่งหลวงปู่ได้รับพระกรุณาโปรดให้เป็นพระราชาคณะที่พระพุทธวิถีนายกนั้น ท่านมีอายุได้ ๘๑ ปีแล้ว งานบริหารกิจการสงฆ์จังหวัดนครปฐมและสุพรรณบุรีที่ผ่านมาก็ได้ดำเนินมาด้วยความเรียบร้อย กิจการศาสนาในด้านต่างๆ โดยการนำของท่านก็ประสบแต่ความเจริญรุ่งเรืองตลอดมาด้วยดี แต่ะระยะหลังๆ นี้ หลวงปู่กำลังเข้าสู่วัยชราภาพมากแล้ว สังขารก็ทรุดโทรร่วงโรยลงไปตามวันเวลา จะเดินทางไปไหนมาไหนแต่ละครั้งก็ไม่สะดวก ท่านจึงกราบทูลขอลาออกจากคณะสงฆ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ มีรับสั่งถามหลวงปู่ว่าเวลานี้อายุได้เท่าไร ท่านก็กราบทูลว่า ๘๑ ปีเศษ
ทรงรับสั่งว่า "จงอยู่ไปก่อนเถิด" ท่านจึงต้องทนปฏิบัติงานต่อไปจนถึง พ.ศ. ๒๔๗๔ อายุ ๘๔ ปีทางการคณะสงฆ์จึงเห็นเป็นการสมควรพักผ่อนเสียที โดยให้ท่านได้รับพระราชทานยศเป็นกิติมศักดิ์ จึงได้ติดต่อให้กระทรวงศึกษาธิการในสมัยนั้น นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุรีพระบาท ทรงโปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ยกเป็นกิติมศักดิ์ หลวงปู่จึงได้พักผ่อนจากการบริหารคณะสงฆ์คงปฏิบัติแต่กิจพระศาสนา ทำนุบำรุงพระอารามเป็นการถภายในแต่นั้นเป็นต้นมา มีหลักฐานบันทึกต่อไปถึงตอนมรณภาพของหลวงปู่ไว้ว่า ท่านเจ้าคุณไม่เห็นแก่ความยากลำบาก มุ่งทำกิจที่เป็นสาธารณประโยชน์ทางศาสนา ด้วยความเคารพอยู่ในธรรมเป็นประมาณ ควรกล่าวว่ามีจรรยา สมกับพุทธภาษิตที่ว่า "อโมฆ ตสฺส ชีวิตา " บุคคลผู้ประพฤติธรรมนั้นชีวิตไม่เป็นหมัน หรืออีกนัยหนึ่งซึ่งพ้องกับภาษิตว่า ดูกรอานนท์ ภิกษุ ภิกษุนี อุบาสก อุบาสิกาใดๆ ประพฤติธรรมสมควรธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติธรรมอยู่ ผู้นั้นเชื่อว่าเคารพนับถือบูชาแก่พระคถาคตเจ้า ด้วย การบูชาอันสูงสุดยิ่ง คือมีความเป็นอยู่ ยังหิตานุหิตประโยชน์ให้สำเร็จแก่ตนและหมู่ชนต่างๆ ชั้น ซึ่งเป็นตัวอย่างอันดี ที่ธีรชนผู้หวังคุณงามความดี น่าจะพึงดำเนินตามต่อไปหากว่าเจ้าคุณท่านยังมีชีวิตอยู่ คงทำประโยชน์ซึ่งเป็นสาธารณะทางพระพุทธศาสนาอีกมา แต่นี่ท่านมาถึงมรณภาพเสียเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ตรงกับวันจันทร์ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕ ปีชวด เวลา ๑๐.๔๕ น. โดยโรคคาพาธ ณ กุฏิของท่าน สิริรวมอายุท่านโดยปีได้ ๘๙ พรรษา ๖๗ ทั้งนี้ ก็เพราะสังขารของท่านประกอบด้วยชราภาพ จึงได้แปรปรวนยักย้ายไปตามธรรมดา ถึงแม้ว่าท่านมรณภาพไปแล้วก็ดี คุณงามความดีซึ่งกระทำไว้ ก็ปรากฏตลอดมาจนบัดนี้ และคงปรากฏต่อไปอีกชั่วกาลนานรูปพระพิมพ์ต่างๆของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว

พระนางพญาสะดุ้งกลับ หลังจาร"ภะคะวา" เนื้อดิน
เหรียญเจ้าสัว เนื้อทองแดง พระเนื้อดินพิมพ์ปรกโพธิ์เล็ก พระเนื้อดิน พิมพ์ซุ้มโค้ง
พระผงยาพิมพ์เศียรโล้น สะดุ้งกลับ
พระชัยวัฒน์ พิมพ์ต้อ พระชัยวัฒน์พิมพ์ชลูด พระผงยาพิมพ์ซุ้มโค้ง
พระเนื้อดิน พิมพ์เศียรโล้น สะดุ้งกลับ
พระนาคปรกมีปีก เนื้อผงยา

ศูนย์พระดอทคอม
คลังข้อมูลพระเครื่องออนไลน์
From : Fortune Stars  
Email : IP : 118.174.11.158

ลบ




ข้อความ
ผู้ Post
PicPost รูปไม่เกิน 100 Kb(jpg เท่านั้น)
   
Captcha
AghGHMT4c%V4

รหัส
กิฟฟารีน